สูตรลับฉบับยอดแม่ครัวในยุคที่ข้าวปลาขาดแคลน•ตอนที่ 5

กลิ่นซุปเนื้อหอมกรุ่น ปลุกเร้าความอิจฉาของเพื่อนบ้าน

ผลงานโดย ไป๋เป่าเปาของแม่
"ถอยไปค่ะ ป้าสะใภ้... พื้นที่ตรงนี้เป็นครัวบ้านเรา ไม่ใช่ลานขยะสาธารณะที่ใครจะเข้ามาคุ้ยเขี่ยตามอำเภอใจได้" เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางฤดูใบไม้ร่วงดังขึ้นตัดatความเงียบ หลินเฟยหรานไม่ได้ขยับเขยื้อนกายหนีแม้แต่น้อย ร่างระหงในชุดผ้าฝ้ายสีซีดแต่สะอาดสะอ้านยืนหยัดอยู่หน้าเตาไฟ ดวงตากลมโตคู่คมกริบกวาดมองผู้มาเยือนด้วยแววตานิ่งสนิท ราวกับกำลังมองดูตัวตลกที่กำลังแสดงงิ้วฉากใหม่อยة ป้าสะใภ้จ้าวชะงักฝีเท้าที่ก้าวพรวดพราดเข้ามา ใบหน้าย่นยู่ด้วยความโลภบิดเบี้ยวเป็นริ้วรอย นางแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผากเมื่อกลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศและไขมันสัตว์ลอยเตะจมูก ทะลุกำแพงดินเหนียวออกไปจนคนครึ่งหมู่บ้านต้องเหลียวหลัง แต่วินาทีต่อมาความละอายก็ถูกแทนที่ด้วยความฮึกเหิม นางแค่น "หลินเฟยหราน! นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม แกกล้าดียังไงมาไล่ฉัน! บ้านหลังนี้เดิมทีก็เป็นสมบัติของตระกูลกู้ พี่ใหญ่กับพี่รองของแก... อ้ะ หมายถึงสามีแกกับพี่ชายเขาต่างหากที่ต้องดูแลแม่ นี่ยังกล้าแอบซุกซ่อนของดีไว้กินกันตามลำพองสองคนผัวเมีย รังเกียจพวกฉันที่เป็นญาติพี่น้องนักหรือไง!" เสียงโวยวายแหลมสูงดั่งนกกระสาบาดแก้วหู แต่หลินเฟยหรานเพียงแค่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา เชฟอัจฉริยะจากวังหลวงผู้ผ่านการฟาดฟันกับสนมเอกและขันทีเฒ่าเจ้าเล่ห์มานับไม่ถ้วนอย่างนาง มีหรือจะสะทกสะท้านกับมุกตื้นเขินของหญิงชาวบ้านผู้เห็นแก่กิน "ญาติพี่น้องเหรอคะ?" เฟยหรานทวนคำ น้ำเสียงราบเรียบแต่กดดันจนป้าสะใภ้เผลอถอยหลังไปครึ่งก้าว "วันที่พวกเราถูกขับไล่ออกจากบ้านใหญ่ด้วยข้าวสารครึ่งถังกับเกลือหนึ่งหยิบมือ... ตอนนั้นคำว่า 'ญาติพี่น้อง' ของป้าสะใภ้หายไปนอนจำศีลอยู่ที่ไหนกันคะ? หรือว่าสมองของป้าถูกความโลภกัดกินจนจำไม่ได้เสียแล้วว่าพวกเรา 'ตัดขาด' กันเป็นลายลักษณ์อักษรต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านเมื่อสามเดือนก่อนแล้ว?" "แก... นังสารเลว!" ป้าสะใภ้หน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธจัด มือเหี่ยวย่นยกขึ้นชี้หน้าหมายจะพุ่งเข้าตบตี ทว่า... ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วหยาบกร้านจะเฉียดเข้าใกล้ร่างของภรรยา เงาร่างสูงใหญ่ราวภูผาของกู้ฉางจวินก็ก้าวเข้ามาขวางกั้นไว้พอดิบพอดี ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทุ่งราบตวัดมองป้าสะใภ้เพียงชำเลืองเดียว รังสีอำมหิตที่สั่งสมมาจากการผ่านสนามรบและคราบเลือดพรั่งพรูออกมาโดยไม่ต้องเปล่งเสียงขู่คำราม ทำให้ป้าสะใภ้สะท้านเยือกไปถึงไขสันหลัง ลมหายใจติดขัดราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบลำคอไว้ "ถ้าไม่อยากให้มือคู่นี้ใช้การไม่ได้อีก... ก็ไสหัวออกไปจากบ้านของฉันซะ" น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกของกู้ฉางจวินดังขึ้นสั้นๆ แต่ทรงพลังจนน่าตกใจ เขาไม่ได้ตะโกน ไม่ได้แสดงท่าทีเกรี้ยวกราด แต่ความนิ่งสงบที่แฝงไปด้วยไอสังหารนั้นชัดเจนเสียยิ่งกว่าคมดาบ ป้าสะใภ้กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นางรู้ดีว่าอดีตทหารผ่านศึกคนนี้พูดจริงทำจริง สายตาคู่นั้นไม่ได้ล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย แต่ความหอมของอาหารในหม้อดินที่ส่งกลิ่นยั่วยวนชวนน้ำลายสอทำให้ความโลภมีชัยเหนือความกลัว นางถอยร่นออกไปที่ประตูหน้าบ้าน ก่อนจะแผดเสียงกรีดร้องโหยหวนให้คนทั้งหมู่บ้านได้ยิน "ช่วยด้วย! บ้านรองรังแกคนแก่! สองผัวเมียใจดำอำมหิต แอบซ่อนเนื้อหอมๆ ไว้กินคนเดียว ปล่อยให้คนในตระกูลอดอยากปากแห้ง ฟ้าดินช่วยเป็นพยานด้วยเถอะ!" เสียงโวยวายของนางได้ผลชะงัก ชาวบ้านที่กำลังเดินผ่านไปมาต่างพากันชะงักฝีเท้า เสียงซุบซิบดังระงมขึ้นทันทีท่ามกลางบรรยากาศยามบ่ายที่ควรจะสงบสุข หลายคนชะเง้อมองเข้ามาในรั้วบ้านตระกูลกู้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น "กลิ่นอะไรน่ะ? หอมชะมัด... เหมือนกลิ่นเนื้อตุ๋นซีอิ๊วเลยไม่ใช่เหรอ?" "จะเป็นเนื้อได้ยังไง? ยุคนี้แม้แต่แป้งหยาบยังหายาก บ้านนั้นเอาเงินที่ไหนไปซื้อเนื้อมาตุ๋นกินกัน?" "นั่นสิ หรือว่าแอบไปล่าสัตว์ป่ามา? แต่นั่นมันผิดกฎนะ..." สายตานับสิบคู่ที่มองเข้ามาเต็มไปด้วยความสงสัย ความอิจฉาริษยา และความเคลือบแคลงสงสัย ความยากจนข้นแค้นในยุค 70-80 หล่อหลอมให้มนุษย์มองความสุขสบายของผู้อื่นเป็นภัยคุกคาม ไม่มีใครอยากเห็นใครได้ดีกว่า ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เซ็งแซ่ หลินเฟยหรานหาได้ตื่นตระหนกไม่ นางกลับสาวเท้าก้าวออกมายืนเคียงข้างสามี ใบหน้างามประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ กู้ฉางจวินเหลือบมองภรรยาแวบหนึ่ง ก่อนจะขยับกายบังลมหนาวให้ นางส่งยิ้มอ่อนโยนกลับไปให้เขา เป็นการส่งสัญญาณไร้เสียงว่า *'ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเถอะค่ะ'* เฟยหรานกวาดสายตามองเพื่อนบ้านที่ยืนออกันอยู่หน้าประตูรั้ว นางสูดลมหายใจเข้าลึก1ครั้ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใสที่ดังพอจะกลบเสียงโวยวายของป้าสะใภ้ "ทุกท่านคะ... เชิญเข้ามาดูให้เห็นกับตาเลยค่ะ ว่าในหม้อของพวกเรามี 'เนื้อ' ที่ป้าสะใภ้พูดถึงอยู่จริงไหม หรือเป็นแค่ความโลภของคนบางคนที่ตาฝาดไปเอง!" สิ้นคำพูดนั้น ป้าสะใภ้สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ นางไม่คิดว่านังเด็กนี่จะกล้าเปิดบ้านให้คนอื่นตรวจสอบโต้งๆ เช่นนี้ ท่าทีที่มั่นอกมั่นใจเกินเบอร์ของหลินเฟยหรานทำให้ฝูงชนเริ่มลังเล แต่ความอยากรู้อยากเห็นมีมากกว่า พวกเขาเบียดเสียดกันเข้ามาจนแน่นขนัดในลานบ้านขนาดเล็ก หลินเฟยหรานไม่รอช้า นางหมุนตัวกลับเข้าครัว หยิบผ้าหนามาจับหูหม้อดินเผาใบยักษ์ที่ส่งเสียงเดือดปุดๆ พลค่อยๆ เปิดฝาหม้อออกช้าๆ *ฟู่ววว—!* ไอความร้อนสีขาวบริสุทธิ์พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมกับกลิ่นหอมอันซับซ้อนและล้ำลึกที่ระเบิดออกราวกับคลื่นลูกใหญ่ กลิ่นหอมของเครื่องเทศจีนสี่ชนิดผสมผสานกับกลิ่นหอมหวานละมุนของน้ำตาลเคี่ยวจนเป็นคาราเมล ตามด้วยกลิ่นหอมมันของกระดูกหมูและรากบัวที่ถูกตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม น้ำซุปสีอำพันเข้มข้นเดือดพล่านอยู่ภายใน ส่งประกายแวววาวชวนน้ำลายสอ ณ วินาทีนั้น... ทั้งลานบ้านตกอยู่ในความเงียบงันอย่างสมบูรณ์ แม้แต่ป้าสะใภ้ที่กำลังอ้าปากเตรียมจะด่าทอต่อ ก็ยังต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างลืมตัว ดวงตาทุกคู่เบิกกว้าง จ้องมองน้ำซุปในหม้อด้วยความรู้สึกราวกับถูกสะกดจิต กลิ่นนี้มันไม่ใช่แค่เนื้อธรรมดา แต่มันคือความหรูหรารสเลิศที่คนในยุคนี้ไม่ได้สัมผัสมานานแรมปี! หลินเฟยหรานตักน้ำซุปหนึ่งทัพพีขึ้นมา ช้อนประกายไขมันสีทองที่ลอยอยู่ด้านบนสะท้อนกับแสงแดดยามบ่าย นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม "เห็นหรือยังคะ? ในหม้อนี้ไม่มีเนื้อสักชิ้น... มีเพียงรากบัวป่าที่ฉันขุดได้จากริมลำธารหลังภูเขา หัวไชเท้าแห้งก้นไห และกระดูกหมูชิ้นเล็กๆ ที่ได้จากการแลกเศษกระดูกหมูหมดสภาพจากโรงฆ่าสัตว์ในเมืองด้วยเศษผ้าเก่าๆ ของฉันเอง..." นางปราบตามองป้าสะใภ้ที่หน้าซีดเผือดสลับกับแดงก่ำด้วยความอับอาย ก่อนจะหันไปสบตากับเพื่อนบ้านรอบตัวทีละคน "ถ้าการที่ฉันใช้หยาดเหงื่อแรงกาย พลิกแผ่นดินหาของป่ามารังสรรค์เป็นอาหารประทังชีวิตให้สามีอิ่มท้อง ถือเป็นความผิดบาปจนต้องมาแหกปากโวยวายประจานกันถึงหน้าบ้าน... เช่นนั้นแล้ว ฉันก็อยากจะถามทุกท่านตรงนี้เหมือนกันค่ะ ว่าจิตใจของคนเราในยุคสมัยนี้ มันแล้งแค้นเสียจนทนเห็นคนอื่นมีความสุขไม่ได้เลยจริงๆ หรือคะ?" คำพูดที่ทรงพลังและมีเหตุผลราวน้ำเย็นราดรดลงบนกองไฟ ทำให้ชาวบ้านหลายคนเริ่มหลบสายตาด้วยความละอายใจ เสียงซุบซิบเปลี่ยนทิศทางทันที ทุกคนหันไปมองป้าสะใภ้ด้วยสายตำหนิ ป้าสะใภ้หน้าชาดิก พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ได้แต่อ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ นางกำหมัดแน่นด้วยความแค้นเคืองจนตัวสั่นเทา "แก... นังตัวดี แกกล้ามากนะ..." ป้าสะใภ้เค้นเสียงลอดไรฟัน "เชิญป้ากลับไปพักผ่อนที่บ้านเถอะค่ะ ข้าวปลาของบ้านเรา ไม่มีส่วนไหนเกี่ยวข้องกับป้าเลยแม้แต่น้อย" หลินเฟยหรานตัดบทอย่างไร้เยื่อใย ก่อนจะหันไปหากู้ฉางจวินที่ยืนมองนางด้วยแววตาที่ประกายแสงแห่งความรักและความภูมิใจล้นปรี่ กู้ฉางจวินเอื้อมมือหนามาโอบไหล่บางของภรรยาไว้หลวมๆ เป็นการแสดงออกถึงความมั่นคงและพร้อมปกป้องนางจากทุกสิ่งในโลกใบนี้ ทว่า... ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังจะคลี่คลาย และฝูงชนกำลังทยอยแยกย้ายกันกลับด้วยความอิจฉาที่ปิดไม่มิดนั้นเอง จู่ๆ เสียงปรบมือเบาๆ แต่กังวานก็ดังขึ้นจากนอกรั้วบ้าน... *แปะ แปะ แปะ* ทุกคนชะงัก หันขวับไปมองยังต้นทางของเสียง ท่ามกลางเงาสลัวของโพล้เพล้ที่เริ่มคืบคลานเข้ามา ร่างของชายวัยกลางคนในชุดเสื้อคลุมสีเข้มสะอาดสะอ้านที่ดูแตกต่างจากชาวบ้านทั่วไปอย่างสิ้นเชิงกำลังก้าวเข้ามา ชายผู้นั้นสวมแว่นตากรอบทอง รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากแฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์และลึกลับ เขากวาดสายตามองหม้อซุปรากบัวในครัว ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่หลินเฟยหรานด้วยรอยยิ้มที่ทำให้สันหลังของนางเย็นวาบ "ฝีมือการตุ๋นซุปยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้... เกรงว่าแม้แต่พ่อครัวใหญ่ในภัตตาคารเมืองหลวง ก็ยังต้องยอมจำนนให้กับกลิ่นอายอันล้ำเลิศนี้เลยกระมังแม่นางหลิน" ชายแปลกหน้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่น่าฟัง ทว่าประโยคต่อมากลับทำให้หัวใจของสองสามีภรรยาตึงเครียดขึ้นมาทันที "ว่าแต่... วัตถุดิบชั้นเลิศและสูตรลับที่สาบสูญเช่นนี้ แม่นางหลินไปเอามาจากที่ใดกันแน่? หรือว่า... เบื้องหลังของกลิ่นหอมนี้ จะมีความลับบางอย่างที่ทางการกำลังตามหาอยู่กันแน่นะ?" -------------------------------------------------------------- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาร่วมวงสูดกลิ่นซุปและเอาใจช่วยพี่หรานกับพี่ฉางจวินกันนะคะ มาร่วมลุ้นกันต่อในตอนหน้าว่าชายปริศนารายนี้คือใครกันแน่ค่ะ!
สารจากนักเขียน (ไป๋เป่าเปาของแม่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรลับฉบับยอดแม่ครัวในยุคที่ข้าวปลาขาดแคลน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%