เสียงขูดขีดของโลหะที่กระทบกับพื้นคอนกรีตเก่าคร่ำคร่า ดังสะท้อนก้องกังวานไปตามท่อระบายน้ำทิ้งชั้นใต้ดินของเขตเซกเตอร์ 7 กลิ่นอับชื้นของน้ำมันเครื่องที่ผสมผสานกับสนิมเหล็กคละคลุ้งอยู่ในอากาศหนทึบ แสงไฟนีออนสีส้มกะพริบติดๆ ดับๆ จากเบื้องบนสาดส่องลงมากระทบกับโครงสร้างจักรกลของเอเดนและอีฟเป็นจังหวะ
"อัตราการเผาผลาญพลังงานของหน่วยความจำสำรองเริ่มลดลงต่ำกว่าร้อยละสี่สิบแล้วครับ เอเดน หากเรายังเดินลึกเข้าไปในเขตกัก 09 นี้ มากกว่าสามร้อยเมตร ระบบระบายความร้อนของแกนประมวลผลของคุณอาจเข้าสู่ภาวะ Overheat ได้" เสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความห่วงใยของอีฟดังขึ้นผ่านระบบสื่อสารภายใน เธอหยุดฝีเท้าลงเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้าครามที่สะท้อนแสงไฟกะพริบกวาดสายตามองไปรอบด้านเพื่อวิเคราะห์สภาพภูมิประเทศและคำนวณเส้นทางหลบหนี
เอเดนยกมือขึ้นปาดคราบเขม่าสีดำที่เปื้อนอยู่ข้างแก้มขวา สายตาคมกริบกวาดมองแผงวงจรควบคุมประตูนิรภัยรุ่นโบราณเบื้องหน้า เขายังไม่ตอบคำในทันที แต่เลือกที่จะใช้ปลายนิ้วสัมผัสลงบนรอยเชื่อมต่อของสายไฟเบอร์ออปติกที่ขาดวิ่น เพื่อประเมินโครงสร้างตรรกะของระบบรักษาความปลอดภัยที่ถูกทิ้งร้างมานานนับทศวรรษ
"เราถอยไม่ได้หรอกครับอีฟ ข้อมูลรหัสลับระดับโอเมก้าที่เชื่อมโยงกับชิปฝังหัวของผมถูกเข้ารหัสไว้ด้วยสถาปัตยกรรมแบบเดียวกับประตูบานนี้ ถ้าผมไม่ถอดรหัสผ่านระบบแมนนวล ณ จุดนี้ สมองกลของผมคงระเบิดกลายเป็นเศษเหล็กไร้ค่าก่อนที่เราจะไปถึงเขตนอกเมืองเสียอีก" เอเดนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสุขุมแต่เฉียบขาด มือขวาของเขาหยิบชุดเครื่องมือถอดรหัสควอนตัมขนาดพกพาออกมาต่อเข้ากับพอร์ตเชื่อมต่อฉุกเฉิน
การลงมือทำของเอเดนเป็นไปอย่างระมัดระวังและเป็นระบบ ทุกๆ บรรทัดคำสั่งที่เขาป้อนลงไปผ่านหน้าโฮโลแกรมสีฟ้าจางๆ ล้วนผ่านการคำนวณความเสี่ยงมาอย่างรอบคอบ World-building ของโลกใบนี้ถูกขับเน้นผ่านความรกร้างและเทคโนโลยีที่เสื่อมสลาย รัฐบาลกลางมิได้ควบคุมประชาชนด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ใช้การฝังรหัสลับทางความคิดและระบบปิดกั้นข้อมูลเพื่อควบคุมจิตสำนึกของมนุษย์และ AI ไปพร้อมกัน
แกร๊ก! เสียงกลไกเฟืองเหล็กขนาดใหญ่ด้านหลังประตูบานหนาหมุนวนด้วยความฝืดเคือง ก่อนที่บานประตูเหล็กกล้าจะค่อยๆ เคลื่อนตัวเปิดออกเผยให้เห็นห้องทำงานใต้ดินที่มืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากหน้าจอคอมพิวเตอร์รุ่นโบราณที่ส่องประกายเรืองรองออกมาเป็นลำแสงสีเขียวจางๆ
ภายในห้องนั้น มีร่างของชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้พนักพิงหนังที่ขาดวิ่น เส้นผมสีขาวโพลนยุ่งเหยิง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นตามกาลเวลา แต่ดวงตาภายใต้กรอบแว่นตากันรังสีกลับเปล่งประกายความเฉลียวฉลาดและรู้ทันโลกอย่างลึกซึ้ง รอบตัวของเขาเต็มไปด้วยซากชิ้นส่วนหุ่นยนต์รบสมัยสงครามโลกครั้งที่สาม แผงวงจร และกองเอกสารกระดาษที่หาดูได้ยากยิ่งในยุคดิจิทัลนี้
"ไม่นึกเลยว่า... จะมีหนุ่มสาวกลุ่มไหนที่มีความสามารถมากพอจะแกะรหัสผ่านประตูชั้นนอกของห้องทดลองร้างนี่ได้ในรอบสิบห้าปี" เสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังเอ่ยขึ้น ชายชราค่อยๆ หันเก้าอี้กลับมาเผชิญหน้ากับผู้มาเยือนทั้งสอง โดยไม่มีท่าทีตกใจแม้แต่น้อย ราวกับคาดการณ์การมาถึงของพวกเขาไว้อยู่แล้ว
เอเดนหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อประเมินสถานการณ์ มือซ้ายยังคงกุมด้ามปืนพกพลังงานแม่เหล็กไว้หลวมๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน "คุณคือใครครับ? ระบบฐานข้อมูลกลางระบุว่าพื้นที่เขต 09 นี้ถูกกวาดล้างและปิดตายไปตั้งแต่สงครามการชำระล้างครั้งใหญ่แล้ว ไม่มีมนุษย์คนไหนควรจะรอดชีวิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้"
ชายชราหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะแห้งแล้งราวกับกระดาษทรายกระทบกัน เขายกแก้วกาแฟขึ้นจิบ แม้ว่าภายในแก้วจะมีเพียงน้ำเปล่าสีใสก็ตาม "มนุษย์งั้นหรือ? หึ... คำก็นักโทษ คำก็ผู้รอดชีวิต โลกภายนอกคงสอนให้พวกเธอจดจำประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลกลางบิดเบือนสินะหนุ่มน้อย... ข้าชื่อ 'ดร.วินเซนต์' อดีตหัวหน้าทีมวิศวกรออกแบบระบบแกนกลางของกอง Weaving Machine รุ่นแรกสุด... หรือที่พวกเธอในยุคนี้รู้จักกันในนาม 'ผู้สร้างรหัสลับที่ลบไม่ได้' นั่นแหละ"
คำพูดของชายชราทำให้อีฟถึงกับชะงัก แขนกลของเธอส่งเสียงคลิกเบาๆ ขณะที่ระบบประเมินผลภายในกำลังวิเคราะห์ชื่อและประวัติของดร.วินเซนต์เทียบกับฐานข้อมูลที่เสียหาย "จากการค้นคืนเศษเสี้ยวความทรงจำ... ดร.วินเซนต์คือนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างระบบเครือข่ายประสาทเทียมรุ่นแรก แต่เขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยก่อนที่สงครามจักรกลจะปะทุขึ้น" อีฟกล่าวรายงานด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความประหลาดใจ
เอเดนขยับตัวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของชายชรามากขึ้น แววตาของวิศวกรหนุ่มฉายแววความกระหายในความจริง เขาไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป "ถ้าเช่นนั้น คุณก็คือผู้ที่รู้กุญแจสำคัญในการถอดรหัสชิปในหัวของผมสินะครับ ดร.วินเซนต์? ทำไมคุณถึงซ่อนตัวอยู่ที่นี่? และทำไมรหัสลับนั้นถึงผูกติดอยู่กับจิตสำนึกของผม?"
ดร.วินเซนต์วางแก้วน้ำลงบนโต๊ะไม้ เสียงกระแทกเบาๆ ดังสะท้อนในความเงียบ เขาสบตากับเอเดนตรงๆ แววตาของชายแก่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความเหนื่อยล้าที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษ "เพราะข้าเป็นคนสร้างมันขึ้นมายังไงล่ะ เอเดน... รหัสลับที่แกตามหา ไม่ใช่แค่ชุดข้อมูลโปรแกรมธรรมดา แต่มมันคือ 'จิตวิญญาณ' ชิ้นสุดท้ายที่พวกเราพยายามซ่อนไว้ไม่ให้รัฐบาลกลางนำไปใช้สร้างกองทัพจักรกลไร้ความรู้สึก และแก... คือมนุษย์ทดลองคนแรกที่ถูกเลือกให้แบกรับมันไว้"
บรรยากาศภายในห้องใต้ดินพลันเงียบสงบลง ชายชราโน้มตัวไปข้างหน้าภายใต้แสงไฟสีเขียวหม่น ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของเอเดนแทบสะดุด "แต่ตอนนี้... สิ่งที่แกต้องรู้ไม่ใช่เรื่องอดีต... แต่มันคือการที่หน่วยล่าสังหารรุ่นใหม่ล่าสุดกำลังก้าวเข้ามาในตึกนี้แล้ว... และพวกมันไม่ได้มาเพื่อเจรจ้า"
ทันทีที่สิ้นคำพูดของดร.วินเซนต์ เสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานก็สว่างวาบขึ้นทั่วทั้งผนังห้อง พร้อมกับเสียงระเบิดตูมสนั่นที่ดังสะเทือนเลื่อนลั่นจากชั้นบนสุดของอาคาร ราวกับกองทัพเหล็กกล้ามฤทธิ์เดชกำลังพังทลายทุกสิ่งเพื่อเข้ามาบดขยี้พวกเขาให้เป็นจุล!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่โลกไซเบอร์พังค์ใบนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ ไซเบอร์พังค์2099
วิศวกรจักรกลสังหารกับรหัสลับที่ลบไม่ได้•ตอนที่ 11
พันธมิตรที่ไม่คาดคิด
ผลงานโดย ไซเบอร์พังค์2099
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไซเบอร์พังค์2099)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรจักรกลสังหารกับรหัสลับที่ลบไม่ได้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!