กลิ่นคาวสนิมเหล็กปะปนกับกลิ่นฝนเจือจางในอากาศยามเที่ยงคืน คือกลิ่นที่นายแพทย์ศตวรรษคุ้นเคยเสียยิ่งกว่ากลิ่นน้ำหอมราคาแพงบนเรือนร่างของคู่ควงในค่ำคืนวันหยุด
ร่างโปร่งในชุดสูทสีเข้มถอดเสื้อสูทออกพาดไว้บนแขน เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก รองเท้าหนังขัดเงาเหยียบย่ำลงบนพื้นคอนกรีตเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยเศษหินและฝุ่นผงของตึกร้างใจกลางกรุงเทพมหานคร เบื้องหน้าเขาคือร่างไร้วิญญาณของมนุษย์ที่ถูกจัดวางอย่างจงใจ บนดาดฟ้าชั้นสี่สิบที่ไร้ซึ่งสิ่งกีดขวาง ลมหนาวพัดกรรโชกแรงจนชายเสื้อกาวน์สีขาวที่เขาสวมทับอีกชั้นสะบัดไหว
"สภาพศพเบื้องต้น... เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่าหกชั่วโมง ร่างกายไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ปรากฏรอยช้ำรูปวงรีบริเวณลำคอและข้อมือทั้งสองข้าง คล้ายถูกพันธนาการด้วยวัตถุแคบและเหนี่ยวรั้ง" ศตวรรษเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก สายตาหลังกรอบแว่นโลหะกวาดมองรายละเอียดทุกตารางนิ้วผ่านแสงไฟฉายคาดหัว
"คุณหมอสรุปเร็วจังนะครับ... ยังไม่ได้แตะต้องตัวเหยื่อด้วยซ้ำ หรือว่าที่สถาบันนิติเวชเขาสอนให้มองศพเป็นแค่สถิติในรายงานประจำวัน?"
เสียงทุ้มต่ำและเยียบเย็นดังขึ้นจากความมืดหลังแท่งปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่ ร่างสูงใหญ่ในแจ็คเก็ตหนังสีดำก้าวออกมา แสงไฟจากกองพิสูจน์หลักฐานสะท้อนให้เห็นใบหน้าคมคาย สันกรามคมกริบ และดวงตาคมปลาบที่มองตรงมายังเขาอย่างท้าทาย สารวัตรปกรณ์แห่งกองปราบปราม... ผู้ชายที่ขึ้นชื่อเรื่องความดิบเถื่อนและสัญชาตญาณอันตรายยิ่งกว่ากระสุนปืนในรังเพลิง
ศตวรรษชะงักมือที่กำลังสวมถุงมือยาง เขาสบตากับนายตำรวจหนุ่มนิ่งนาน บรรยากาศรอบตัวราวกับมีประจุไฟฟ้าสถิตวิ่งพลانท่ามกลางสายลมเย็นยะเยือก
"ถ้าคุณสารวัตรใช้สมองคิดวิเคราะห์ให้มากกว่าสัญชาตญาณดิบๆ ก็น่าจะมองเห็นรอยเขียวช้ำจางๆ ที่มุมปากซ้ายและใต้คางของเหยื่อ ซึ่งบ่งบอกชัดเจนว่าก่อนตายเขาถูกกระแทกด้วยของแข็งไม่มีคม... ไม่ใช่การฆ่าตัวตายกระโดดตึกอย่างที่ลูกน้องของคุณรีบสรุปในรายงานเบื้องต้นนะครับ" ศตวรรษตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าคมกริบราวกับใบมีดผ่าตัดที่กรีดลงบนเนื้อเยื่อโดยไม่ลังเล
ปกรณ์แค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างเขากับศตวรรษเหลือเพียงก้าวเดียว กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นกายเฉพาะตัวของผู้ชายลุยงานสนามลอยเข้าปะทะจมูกของแพทย์นิติเวช
"คุณนี่มัน... เย็นชาได้โล่จริงๆ นะครับ หมอเต้" ปกรณ์โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้กระซิบกระซาบ ดวงตาคมกวาดมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะเลื่อนกลับมาสบตา "คนตายไปแล้ว จะฆ่าตัวตายหรือถูกฆาตกรรม สุดท้ายผลลัพธ์มันก็กองอยู่บนพื้นคอนกรีตเหมือนกัน... ความจริงทางวิทยาศาสตร์ของคุณ มันช่วยชุบชีวิตใครให้ฟื้นขึ้นมาได้หรือไง?"
"หน้าที่ของผมไม่ใช่การชุบชีวิตคนตายครับสารวัตร... แต่เป็นการพูดแทนศพ เพื่อให้ความจริงมันไม่ตายไปกับพวกเขาต่างหาก" ศตวรรษเอียงคอมองเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน "ถ้าคุณไม่มีอะไรจะถามที่มีสาระกว่าการตั้งคำถามกวนประสาทผม รบกวนถอยไปสhดครับ ผมต้องเริ่มกระบวนการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอใต้เล็บและอุณหภูมิแกนกลางศพ ก่อนที่สภาพแวดล้อมจะทำลายหลักฐานสำคัญหมด"
ปกรณ์ไม่ถอยหนี กลับยิ่งก้าวเข้าประชิดจนแผ่นหลังของศตวรรษเกือบชิดติดกับราวเหล็กกั้นขอบตาดฟ้าเบื้องหลัง มือหนาเอื้อมไปแตะที่ขอบโต๊ะเครื่องมือแพทย์บนมือถือของศตวรรษเบาๆ ปลายนิ้วหยาบกร้านเฉียดผ่านหลังมือเรียวของแพทย์หนุ่มโดยตั้งใจ
"ระวังหน่อยนะครับหมอ... บนนี้ลมแรง ถ้าพลัดตกลงไป คงไม่มีใครมาผ่าพิสูจน์หาสสาเหตุการตายให้คุณหรอกนะ" ปกรณ์กระซิบชิดใบหู น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความเย้าแหย่และคุกคามในเวลาเดียวกัน
ศตวรรษนิ่งค้างไปชั่วขณะ หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอกลับสะดุดลงวูบหนึ่ง ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะแรงดึงดูดประหลาดที่ผู้ชายคนนี้แผ่ออกมา มันทั้งอันตรายและเย้ายวนใจในคราวเดียวกัน เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับสารวัตรหนุ่มตรงๆ
"ผมว่าคนที่ต้องระวังตัวไม่ใช่ผมหรอกครับสารวัตร... แต่เป็นคุณต่างหาก" ศตวรรษพูดพร้อมกับใช้มืออีกข้างหยิบเครื่องมือโลหะขึ้นมาถือไว้มั่น
ปกรณ์เลิกคิ้วสูงด้วยความสนใจ "หมายความว่ายังไง?"
"เพราะถ้าคุณยังยืนใกล้ผมเกินความจำเป็นแบบนี้..." ศตวรรษเว้นจังหวะ สายตาทอดมองลึกลงไปในดวงตาคู่คมของอีกฝ่าย "คุณอาจจะเผลอได้กลิ่นความตายจากตัวผม... เหมือนที่ผมกำลังได้กลิ่นมันจากคดีนี้"
บรรยากาศรอบตัวเงียบงันลงทันที เสียงลมหวีดหวิวผ่านซากตึกราวกับเสียงกระซิบจากโลกหลังความตาย ปกรณ์หรี่ตาลง รอยยิ้มมุมปากของสารวัตรหนุ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความจริงจังที่วับผ่านในแววตา
ก่อนที่ใครจะได้เอื้อnเอ่ยคำพูดใดออกมาอีก ผู้กองมินตรา นายตำรวจหญิงมือขวาของปกรณ์ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยใบซีดเผือด มือถือสมาร์ทโฟนสั่นระรัวชูขึ้นตรงหน้าสารวัตร
"สารวัตรค่ะ! เกิดเรื่องแล้วค่ะ..." มินตราหอบหายใจรัว "ทีมพิเพลย์ของเราเพิ่งกู้ข้อมูลกล้องวงจรปิดชั้นใต้ดินของตึกนี้ได้... และเราเพิ่งพบว่า นอกจากผู้ตายคนนี้แล้ว บนดาดฟ้าตึกนี้... ยังมีบุคคลที่สามขึ้นมาในช่วงเวลาเดียวกับการตายด้วยค่ะ"
ปกรณ์หันขวับไปมองผู้ใต้บังคับบัญชาทันที "ใคร?"
มินตรากลืนน้ำลายเอื้อมมือส่งหน้าจอแท็บเล็ตให้สารวัตรดู ภาพจากกล้องวงจรปิดคุณภาพต่ำฉายให้เห็นเงาร่างหนึ่งในชุดสูทสีเข้มคล้ายคลึงกับชุดที่ศตวรรษสวมอยู่ กำลังยืนก้มลงมองศพในมุมเดียวกันเป๊ะ โดยที่ไม่มีใครเคยสังเกตเห็นมาก่อนในรายงานช่วงหกชั่วโมงที่ผ่านมา
ศตวรรษหันขวบไปมองหน้าจอแท็บเล็ตนั้นเช่นกัน แววตาที่เคยเยือกเย็นและมั่นคงกลับไหววูบลงชั่วขณะ เมื่อสิ่งที่ปรากฏบนจอภาพ ไม่ใช่เงาดำปริศนา แต่เป็นภาพสะท้อนของตัวเขาเอง... ที่กำลังยืนอยู่ตรงจุดนี้ เมื่อหกชั่วโมงก่อน ทั้งที่ในเวลานั้นเขายังนอนหลับอยู่บนเตียงในคอนโดมิเนียมห่างออกไปยี่สิบกิโลเมตร!
ปกรณ์หันกลับมามองหน้าแพทย์นิติเวชหนุ่มช้าๆ สายตาคมกริบคู่นั้นเปลี่ยนจากความเร่าร้อนเป็นความระแวงสงสัยขั้นสุด ปืนพกในซองหนังใต้แจ็คเก็ตถูกขยับเข้าใกล้ปลายนิ้วมือขวาอย่างระมัดระวัง
"หมอเต้... อธิบายหน่อยสิครับว่า ทำไมคุณถึงไปยืนอยู่บนดาดฟ้านี้... ตั้งแต่หกชั่วโมงก่อนที่เราจะได้รับแจ้งเหตุ?"
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปไขปริศนามืดหม่นกับผมในตอนแรกนี้นะครับ
แพทย์นิติเวชกับรอยยิ้มเยือกแข็งของสารวัตรกองปราบ•ตอนที่ 1
ศพแรกบนตาดฟ้า
ผลงานโดย ดร.นิติเวช
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แพทย์นิติเวชกับรอยยิ้มเยือกแข็งของสารวัตรกองปราบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!