แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือหญิงผู้พิชิตกระดานแค้น•ตอนที่ 2

ศัสตราในคราบวาจา

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
"หากแผนการนี้พลาดแม้แต่เพียงกระเบียดนิ้วเดียว หัวบนบ่าของเจ้าคงมิได้อยู่ประดับกายจนถึงรุ่งสางเป็นแน่ ท่านกุนซือซู" น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนน้ำแข็งที่บดเข้าหากันในหุบเขาอันเหน็บหนาวดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของค่ายหลวงยามราตรี หลี่จวินหมิงประทับนั่งอยู่เบื้องหลังโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลายพยัคฆ์คำราม แสงจากเปลวเทียนสีส้มสาดส่องกระทบโครงหน้าคมคายดั่งรูปสลักหินอ่อน ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายจ้องมองร่างบางในชุดคลุมสีเทาเข้มที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า โดยไม่มีความหวาดหวั่นฉายชัดในแววตาคู่สวยนั้นเลยแม้แต่น้อย ซูเหวินหรานแย้มสร้อยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความหมายลึกซึ้งดั่งบุปผาพิษที่ผ่งบานในยามวิกาล นางค่อยๆ ใช้งดปลายนิ้วเรียวงามรินน้ำชาลงในจอกกระเบื้องเคลือบสีวาววับ กลิ่นหอมกรุ่นของชาไป๋หลิงลอยอวลผสมผสานกับกลิ่นอายสนธยา "ท่านอ๋องทรงกังวลเกินไปแล้วเพคะ..." นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ามั่นคงกังวาน "สงครามมิได้ตัดสินด้วยปริมาณของโลหะมีคมในมือ หากแต่ตัดสินด้วยผู้ใดมองเห็นสายน้ำที่ไหลย้อนกลับก่อนกัน" คำกล่าวของนางทำให้มุมโอษฐ์ของแม่ทัพผู้เยือกเย็นกระตุกขึ้นเล็กน้อย หลี่จวินหมิงไม่ชอบสตรีที่ฉลาดล้ำจนเกินงาม เพราะสตรีเหล่านั้นมักนำพามาซึ่งหายนะ แต่นับตั้งแต่สูญเสียครอบครัวในวังวนแห่งอำนาจเมื่อหลายปีก่อน มีเพียงซูเหวินหรานสตรีเดียวเท่านั้นที่ก้าวข้ามกำแพงน้ำแข็งในใจเขาเข้ามาได้ด้วยสติปัญญาอันเฉียบคมดั่งคมดาบ บนโต๊ะกางแผนที่ภูมิประเทศแคว้นเป่ยต้า ผืนผ้าไหมผืนใหญ่ถูกแต่งแต้มด้วยหมึกดำบอกเส้นทางกระแ수의 หรือแม่น้ำหลิวสุ่ย แม่น้ำสายหลักหล่อเลี้ยงกองทัพห้าหมื่นนายของแม่ทัพข้าศึก แคว้นเป่ยต้าอาจมีทหารกล้าที่ขึ้นชื่อเรื่องความดุร้าย แต่พวกเขามีจุดอ่อนที่โง่เขลาอย่างหนึ่งคือความเชื่อมั่นในธรรมชาติ "แม่น้ำหลิวสุ่ยเชี่ยวกราก ไหลผ่านหุบเขาผาหินพันศอก..." หลี่จวินหมิงหยิบหมากหยกสีดำขึ้นมาวางไว้ ณ จุดยุทธศาสตร์สำคัญ "การจะเปลี่ยนเส้นทางน้ำโดยไม่ให้กองทัพข้าศึกรู้ตัว เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางทหาร" "แต่เป็นไปได้ในทางจิตวิทยาเพคะ" ซูเหวินหรานก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะแผนที่ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยขาวที่นางใช้ประทินกายลอยแตะนาสิกของท่านอ๋อง นางยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกชี้ไปยังจุดแคบที่สุดของหุบเขาผาหิน "ข้าศึกคิดว่าพวกเขากำุมความได้เปรียบเพราะตั้งค่ายอยู่บนที่สูงเหนือกระแสน้ำ แต่พวกเขาลืมไปว่า ยิ่งที่สูงชันเท่าใด ดินหินย่อมเปราะบางและทรุดตัวได้ง่ายเท่านั้น หากเราส่งหน่วยกล้าตายเพียงร้อยคนลอบขุดเจาะแนวคันดินกั้นน้ำเหนือค่ายของมันในคืนนี้ รุ่งสาง... น้ำจากแม่น้ำหลิวสุ่ยจะไม่เพียงแต่ไหลบ่าเข้าท่วมเสบียงของพวกมัน แต่จะพัดพาความตายมาสู่กองทัพห้าหมื่นนายโดยที่ดาบของเรายังไม่ทันได้ชักออกจากฝัก" ดวงตาคู่คมของหลี่จวินหมิงหรี่ลงเล็กน้อย เขาพิจารณาร่างระหงที่ยืนอยู่เบื้องหน้าอย่างลึกซึ้ง สตรีผู้นี้มีความแค้นที่ต้องสะสางกับราชสำนักเช่นเดียวกับเขา นางใช้สมองแทนหยดเลือด ใช้แผนการแทนน้ำตา ความงามของนางหาใช่เครื่องประดับกาย หากแต่มันคืออาวุธร้ายกาจที่ซ่อนคมศัสตราไว้ภายใน "หากแผนนี้สำเร็จ เจ้าต้องการสิ่งใดเป็นสิ่งตอบแทน แม่นางซู" หลี่จวินหมิงเอ่ยถามเสียงพร่า ทอดสายตาสำรวจใบเนียนนุ่มที่สะท้อนแสงเทียน "หม่อมฉันมิได้ต้องการสิ่งใด นอกจากศีรษะของขุนนางผู้ทรยศที่อยู่เบื้องหลังการล่มสลายสกุลซู..." ซูเหวินหรานเงยหน้าขึ้นสบตาเขาโดยไม่หลบเลี่ยง แววตาของนางวับวาวด้วยเพลิงแค้นที่ถูกเก็บงำมาเนิ่นนาน "และชัยชนะของท่านอ๋อง... บนบัลลังก์ที่สมควรเป็นของท่าน" บรรยากาศภายในกระโจมพลันเงียบงัดลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดกระโชกปะทะผนังผ้าใบด้านนอก เสียงกองฟืนในเตาผิงแตกปะทุเบาๆ หลี่จวินหมิงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำในชุดเกราะเหล็กสีดำสนิทแผ่ไอสังหารอันน่าเกรงขามออกมาอย่างแนบเนียน เขายื่นมือหนาออกไปกุมมือเรียวของนางไว้แน่น สัมผัสอุ่นซ่านจากฝ่ามือของแม่ทัพผู้เยือกเย็นส่งผ่านไปยังปลายนิ้วของนาง เป็นคำมั่นสัญญาที่ไร้ซึ่งถ้อยคำหวานเลี่ยน ทว่ามั่นคงดั่งหินผา "จัดกองกำลังตามที่เจ้าต้องการ..." หลี่จวินหมิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ทรงพลัง "คืนนี้... ให้สายน้ำแห่งหลิวสุ่ยชำระล้างแผ่นดินให้สะอาด" รอยยิ้มที่มุมปากของซูเหวินหรานปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันคืองดงามอันตรายที่สั่นคลอนหัวใจบุรุษผู้แข็งกระด้างที่สุดในแผ่นดินได้ ทว่า... ในขณะที่ทั้งสองกำลังร่วมกันวางหมากตัวสุดท้ายเพื่อปิดฉากกองทัพข้าศึก ณ เบื้องนอกค่ายหลวง เสียงฝีเท้าม้าควบตะบะเข้ามาอย่างเร่งรีบพร้อมกับเสียงตะโกนรายงานด้วยความตื่นตระหนกก็ทำลายความเงียบงันลง "รายงาน! มีพระราชโองการด่วนจากเมืองหลวง... ส่งตรงถึงท่านอ๋อง!" ขันทีเฒ่าผู้ติดตามเสด็จมาพร้อมกับราชองครักษ์เสื้อแพร ก้าวเข้ามาในกระโจมด้วยใบหน้าซีดเผือด ในมือชูม้วนราชโองการประทับตราหยกสีทองอร่าม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิห่าวเทียน ผู้อยู่เบื้องหลังการระแวงและคอยบั่นทอนกำลังของหลี่จวินหมิงมาโดยตลอด หลี่จวินหมิงรับม้วนราชโองการมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับพาดผ่านด้วยประกายอำมหิต ซูเหวินหรานถอยหลังไปหนึ่งก้าว ดวงตานิ่งสงบจับจ้องไปยังกระดาษแผ่นนั้น เมื่อหลี่จวินหมิงคลี่มันออกอ่าน ข้อความด้านในกลับทำให้แม่ทัพผู้ไม่เคยสะท้านต่อสิ่งใดต้องชะงักงัน ลมหายใจของเขาติดขัดชั่วขณะ เมื่อพระราชโองการฉบับนี้มิได้สั่งการเรื่องสนามรบ หากแต่ระบุว่า... *ฮองเฮาองค์ปัจจุบันทรงประชวรหนัก และมีรับสั่งให้ประหารชีวิตซูเหวินหรานในข้อหากบฏทันที โดยอ้างพระราชอาญาสิทธิ์จากเมืองหลวง!* ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านอดีตไปกับพงศาวดารมีชีวิตนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือหญิงผู้พิชิตกระดานแค้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%