เซียนเครื่องเทศกับสหายร่วมรบในยุคขาดแคลน•ตอนที่ 10

มิตรภาพที่เริ่มก่อตัว

ผลงานโดย ไป๋เป่าเปาของแม่
เสียงกระแทกชามกระเบื้องเคลือบแตกกระจายดังเพล้ง! ตามด้วยเสียงแหลมปรี๊ดของป้าสะใภ้ใหญ่ตระกูลหลินที่แผดลั่นจนนกบนต้นไม้แตกฮือ "นังตัวดี! แกคิดว่าปีกกล้าขาแข็งแล้วจะปีนขึ้นมาเหยียบหัวพวกเราได้งั้นรึ! แค่เอาเครื่องเทศกากๆ ไปต้มขายจนพอมีกินมีใช้ ทำเป็นวางท่าถือดี ไม่ยอมส่งเงินเข้ากองกลางของตระกูล แบบนี้มันอกตัญญูชัดๆ!" หลินมู่เฟยไม่ได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตคู่คมกริบราวกับเซียนผู้มองทะลุสรรพสิ่งกวาดมองเศษเครื่องปั้นดินเผาที่แตกกระจายแทบเท้า เธอยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ มือเรียวบางยังคงบรรจงคัดแยกเมล็ดฮวาเจียวชั้นดีในกระจาดไม้ไผ่ด้วยจังหวะสม่ำเสมอ ไม่แม้แต่จะชายตามองหญิงวัยกลางคนผู้กำลังอกสั่นขวัญแขวนด้วยความโกรธเกรี้ยว "อกตัญญูหรือคะ?" มู่เฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ากลับเยือกเย็นจนคนฟังต้องขนลุกซู่ "ตอนที่ฉันป่วยปางตาย ไม่มีแม้แต่ข้าวสักเมล็ดหรือยาหม้อเดียวจากบ้านใหญ่ พวกท่านเคยคิดว่าฉันเป็นคนในตระกูลบ้างไหมคะ? ตอนนี้เห็นฉันหาเงินได้จากการลงแรงหยาดเหงื่อแรงกายของตัวเอง กลับทำตัวเป็นปลิงดูดเลือดวิ่งแจ้นมาทวงส่วนแบ่ง... หน้าหนาเกินไปหน่อยกระมังคะ" "แก!... อีเด็กปากดี!" ป้าสะใภ้ใหญ่หน้าดำคร่ำเครียดด้วยความอับอาย เงื้อมือขึ้นหมายจะตบสั่งสอนหลานสาวอกตัญญูให้หายแค้น ทว่า—ยังไม่ทันที่ฝ่ามือหยาบกร้านนั้นจะกระทบโดนผิวแก้วเนียนนุ่ม ข้อมือของนางกลับถูกมือใหญ่หนาราวกับคีมเหล็กคว้าหมับไว้แน่น แรงบีบมหาศาลทำให้กระดูกแทบร้าว จนป้าสะใภ้ต้องส่งเสียงร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวด "โอ๊ย! มือฉัน! ใคร... ใครมันกล้าบังอาจ!" เงาร่างสูงใหญ่ในชุดทหารสีเขียวเข้มก้าวเข้ามาบังร่างบางของมู่เฟยไว้มิดชิด ไอสังหารแผ่ซ่านออกมาจากตัวของถังจื่อหานราวกับพายบ้าคลั่ง ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีจ้องมองป้าสะใภ้ใหญ่ด้วยแววตานิ่งสนิท แต่กลับน่ากลัวเสียยิ่งกว่าสัตว์ป่ากินเนื้อ "ภรรยาผม... ไม่ใช่คนที่ใครจะมารังแกได้ตามอำเภอใจ" น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอ่ยออกมาทีละคำ ทว่ากดดันจนผู้สูงวัยถึงกับเข่าอ่อนยวบ มู่เฟยเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังกว้างที่ยืนตระหง่านปกป้องเธอ หัวใจที่เคยด้านชาและระแวดระวังต่อโลกใบใหม่นี้กลับกระตุกวูบอย่างแรง ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้า จับขั้วหัวใจอย่างไม่ทันตั้งตัว ผู้ชายคนนี้... มักจะปรากฏตัวในยามที่เธอต้องการเสมอ แม้ปากเขาจะบอกว่าเป็นเพียงการช่วยเหลือตามหน้าที่สามีภรรยาตามกฎหมาย แต่การกระทำกลับคลั่งรักและปกป้องเธอสุดชีวิตยิ่งกว่าสิ่งใด "คุณ... คุณปล่อยฉันนะ! นังนี่มันอกตัญญู นายทหาร ถือยศสูงแล้วจะรังแกชาวบ้านตาสีตาสาหรือไง!" ป้าสะใภ้ใหญ่กรีดร้องโวยวายเมื่อหลุดพ้นจากพันธนาการได้ รีบถอยก้นจ้ำเบ้าถอยร่นไปหลายก้าวด้วยความหวาดกลัว "ชาวบ้านตาสีตาสาที่ไหนบุกรุกเข้ามาทำลายทรัพย์สินในเคหสถานของผู้อื่น และพยายามทำร้ายร่างกายภรรยาผม?" ถังจื่อหานปรายตามองเศษชามที่แตก ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ "ถ้าไม่อยากให้ผมแจ้งความข้อหาบุกรุกและทำลายทรัพย์สิน เชิญออกไปจากบริเวณบ้านของพวกเราทันที... ก่อนที่ผมจะหมดความอดทน" ป้าสะใภ้ใหญ่หน้าซีดเผือดจนเขียวคล้ำ นางรู้ดีว่านายทหารหนุ่มผู้นี้มีอำนาจและเด็ดขาดเพียงใดในกอง หากเรื่องถึงมือทางการ มีหวังตระกูลหลินคงได้อับอายขายขี้หน้าไปทั้งอำเภอแน่ นางทำได้เพียงกัดฟันกรอด ชี้หน้าคาดโทษมู่เฟยด้วยความอาฆาตมาดร้าย ก่อนจะสะบัดก้นถอยหนีไปอย่างไม่เป็นท่า บรรยากาศรอบตัวกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง มู่เฟยถอนหายใจเบาๆ วางกระจาดไม้ไผ่ลงบนโต๊ะไม้ ก่อนจะหันไปสบตากับสามีหนุ่มที่ยืนนิ่งสนิท "ขอบคุณค่ะ" เธอกล่าวสั้นๆ พร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่หาได้ยากยิ่ง ถังจื่อหานหันกลับมามองภรรยา ดวงตาคมเข้มฉายแววอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด เขายื่นมือหนามาปัดเศษฝุ่นที่ติดอยู่บริเวณไหล่ของเธออย่างทะนุถนอม ราวกับเธอนั้นเป็นเครื่องแก้วราคาแพงที่อาจแตกสลายได้หากโดนแรงเกินไป "เจ็บตรงไหนไหม?" เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง "ฉันไม่ใช่เด็กอ่อนแอนะคะ คนพวกนั้นทำอะไรฉันไม่ได้หรอกค่ะ" มู่เฟยส่ายหัวเบาๆ แววตาระยิบระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ "อีกอย่าง... ฉันกำลังสนุกกับการสั่งสอนพวกปลิงพวกนั้นอยู่พอดี คุณดันใจร้อนเข้าไปตัดบทเสียก่อน น่าเสียดายแย่" ถังจื่อหานมุมปากกระตุกเล็กน้อย เกิดเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่ทำให้ใบหน้าหล่อเหลาดุดันนั้นดูละมุนขึ้นมาทันตาเห็น "ผมแค่อยไม่อยากให้มือเปื้อนๆ ของคนพวกนั้นมาโดนตัวคุณ" คำพูดธรรมดาที่ไร้ซึ่งคำหวานเชื่อม ทว่ากลับทำให้ใบเนียนของมู่เฟยขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ เธอก้มหน้าหลบสายตาพราวระยับของเขา รีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย "วันนี้ฉันว่าจะลองทำเมนูใหม่ดูค่ะ... หมูสามชั้นตุ๋นเครื่องเทศสูตรลับในมิติลับของฉัน เนื้อหมูจะนุ่มละลายในปาก หอมกลิ่นเครื่องเทศอบอวลไปทั่วทั้งบ้าน คุณ... สนใจจะอยู่ทานเป็นเพื่อนกันไหมคะ?" ถังจื่อหานมองท่าทางเขินอายของภรรยา ดวงตาคมลุ่มลึกขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะตอบรับด้วยน้ำเสียงทุ้มพร่า "ถ้าเป็นฝีมือคุณ... ต่อให้ต้องทิ้งงานในค่ายทหาร ผมก็ไม่มีทางพลาดแน่นอน" มู่เฟยหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดี หันไปหยิบวัตถุดิบออกจากมิติลับ กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศนานาชนิดเริ่มลอยฟุ้งกระจายอบอวลไปทั่วห้องครัวเล็กๆ ขับเน้นบรรยากาศความอบอุ่นภายในครอบครัวให้เด่นชัดขึ้น ทว่าในขณะที่เธอกำลังเคี่ยว น้ำตาลเคี่ยวจนเป็นสีอำพันและเตรียมใส่เนื้อหมูลงในหม้อดินเผา เสียงเคาะประตูก็ DANG! ดังขึ้นขัดจังหวะ ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! ไม่ใช่เสียงเคาะประตูธรรมดา แต่เป็นจังหวะที่เร่งรีบและหนักหน่วงราวกับมีเรื่องคอขาดบาดตาย ถังจื่อหานขมวดคิ้วมุ่น เดินไปเปิดประตูด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ทว่า ทันทีที่บานประตูเปิดออก บุคคลที่ยืนหอบหายใจโยนตัวอยู่เบื้องหน้า กลับทำให้ถังจื่อหานถึงกับชะงักงัน ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจระคนคาดไม่ถึง "ท่าน... ท่านรองผู้บัญชาการ!" นายทหารผู้ใต้บังคับบัญชารายงานด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก เหงื่อกาฬไหลท่วมใบหน้า "เกิดเรื่องใหญ่ที่คลังเสบียงชายแดนแล้วครับ! สินค้าล็อตพิเศษที่คุณภรรยาฝากขายผ่านกองทัพ... ถูกสกัดจับโดยสายลับต่างชาติ และตอนนี้... โดนวางยาจนเน่าเสียทั้งหมดแล้วครับ!" พลันสิ้นคำพูดนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของมู่เฟยก็แข็งค้าง หม้อดินเผาในมือเกือบหลุดร่วง กลิ่นหอมของเครื่องเทศที่ควรจะหอมหวาน กลับกลายเป็นกลิ่นอายความตึงเครียดที่พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดเดือดในพริบตา! ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ผู้ร่วมเดินทางทุกท่านที่อยู่เคียงข้างความกลมกล่อมนี้ด้วยกันเสมอนะคะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เป่าเปาของแม่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเครื่องเทศกับสหายร่วมรบในยุคขาดแคลน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%