กลิ่นดินชื้นหลังฝนตกและกลิ่นไอมะกรูดจากแปลงสวนข้างบ้าน ไม่ได้ช่วยให้รอดพ้นจากความรู้สึกว่างเปล่าที่กัดกินอยู่ภายใน รวินท์วางกระเป๋าเดินทางหนังแท้ลงบนพื้นไม้สักเก่าแก่ที่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดฟ้องความทรุดโทรมตามกาลเวลา ที่นี่... อำเภอเล็กๆ ในหุบเขาภาคเหนือที่เขาเคยคิดว่าคือ "บ้าน" บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงสถานที่พักพิงชั่วคราวของสถาปนิกผู้พ่ายแพ้ต่อสงครามในเมืองกรุง
โต๊ะไม้ทำงานตัวเก่าของพ่อ ซึ่งเต็มไปด้วยคราบหมึกซึมและรอยขีดข่วนจากการคำนวณโครงสร้างด้วยมือเปล่ายังคงตั้งอยู่มุมเดิม แสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องผ่านกระจกบานเกล็ดจับฝุ่นละอองให้ลอยเคว้งคว้างราวกับห้วงความคิดของเขาที่ยังหาจุดจบไม่ได้
รวินท์ถอดเสื้อสูทออก พับวางพาดไว้บนพนักเก้าอี้หวาย นิ้วเรียวยาวสัมผัสกับกระดาษไขร่างแบบแผ่นเก่าที่พ่อของเขาทิ้งไว้ รอยเส้นปากกาหมึกซึมแสดงถึงความแม่นยำ ความซื่อตรงต่อเรขาคณิต และที่สำคัญที่สุด... ความไร้เดียงสาในโลกสถาปัตยกรรมที่ยอมหักไม่ยอมงอ
"คุณกำลังหนีความจริง หรือแค่กำลังหาข้ออ้างให้ความขี้ขลาดของตัวเองกันแน่ครับ รวินท์"
เสียงทุ้มต่ำและคมกริบของศิลายังก้องอยู่ในโสตประสาท แม้ตัวจะอยู่ห่างจากตึกระฟ้าใจกลางกรุงเทพฯ หลายร้อยกิโลเมตร แต่คำพูดของนักบริหารผู้ไร้ความปรานีคนนั้นกลับฝังรากลึกอยู่ในรอยหยักของสมอง ศิลาไม่ได้มองสถาปัตยกรรมเป็นศิลปะ แต่มองมันเป็นสมการการเอา
รอด และน่าเจ็บใจที่สมการนั้น... มักจะถูกต้องเสมอในโลกยุคปัจจุบัน
รวินท์หยิบดินสอ EE ขึ้นมา ปลายแหลมจรดลงบนกระดาษไขเพื่อจะแก้แบบแปลนบ้านพักตากอากาศของโปรเจกต์มูนไลท์ที่ค้างคา แต่ทว่า... เส้นสายที่ลากลงไปกลับบิดเบี้ยวอย่างไร้ทิศทาง มือของเขาเริ่มสั่นเทา ความมั่นใจในฐานะสถาปนิกมือรางวัลที่เคยคิดว่าแข็งแกร่งดั่งหินผา บัดนี้กลับพังทลายลงเหลือเพียงเศษซาก เมื่อตระหนักว่า แบบแปลนที่สวยงามที่สุดที่เขาเคยภาคภูมิใจ อาจเป็นเพียงเครื่องมือฟอกขาวให้กับความโลภของตระกูลตัวเอง
การกลับมาบ้านเกิดครั้งนี้ไม่ใช่การชาร์จพลัง แต่มันคือการเนรเทศตัวเองออกจากสนามรบ
เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะไม้สั่นครืดคราดหน้าจอแสดงเบอร์แปลกที่ไม่คุ้นเคย รวินท์ปล่อยให้มันดังอยู่นานนับนาทีก่อนจะตัดสินใจกดรับ
"ถ้าโทรมาเพื่อจะถามเรื่องแบบแปลนเฟสใหม่ คุณเสียเวลาเปล่าครับ พริมโรส" รวินท์กรอกเสียงเรียบลงไป นึกว่าจะเป็นนักข่าวสาวสายสืบสวนที่ตามตื๊อเขาไม่เลิก
"ฉันไม่ได้โทรมาเรื่องงานสถาปัตยกรรมของคุณค่ะ... รวินท์" ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรนและเคร่งเครียดผิดปกติ จนทำให้รวินท์ต้องขมวดคิ้ว "แต่ฉันกำลังยืนอยู่หน้าสำนักงานเก่าของพ่อคุณ ที่จังหวัดเชียงใหม่... และเอกสารลับชุดสุดท้ายที่คุณตามหา มันกำลังจะถูกทำลายในอีกไม่ถึงชั่วโมงนี้"
หัวใจของรวินท์กระตุกวูบ ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานเก่าทันที
"คุณหมายความว่ายังไง..." รวินท์ถามเสียงต่ำ ดวงตาคมกวาดมองไปรอบห้องราวกับสติสัมปชัญญะทั้งหมดถูกดึงกลับมาสู่ความเป็นจริง
"หมายความว่า คนที่คุณคิดว่าปกป้องมาตลอด... กำลังเผาหลักฐานทั้งหมดทิ้งเพื่อปิดปากคุณไงคะ" พริมโรสกล่าวแทรกขึ้นมาด้วยลมหายใจหอบเหนื่อย "และศิลา... เขาก็อยู่ที่นี่ด้วย"
รวินท์ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เก้าอี้หวายล้มคว่ำลงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ความโดดเดี่ยวที่เขาเพิ่งโอบกอดไว้เมื่อครู่ถูกแผดเผาจนมอดไหม้ในพริบตาเดียว ศิลาไปทำอะไรที่นั่น? หรือทั้งหมดนี้คือเกมกระดานที่เขากำลังถูกต้อนให้จนมุมตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากกรุงเทพฯ
รวินท์คว้ากุญแจรถยนต์บนโต๊ะ หมุนตัวเดินออกจากบ้านไม้หลังเก่าอย่างไม่ลังเล เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวผ่านประตูรั้วท่ามกลางความเงียบสงบของชนบทที่บัดนี้กลายเป็นเพียงภาพลวงตา
ในวินาทีที่เขากำลังจะเปิดประตูรถเพื่อขับกลับเข้าสู่สนามรบอันดุเดือด เสียงเคาะกระจกเบาๆ จากด้านหลังก็ดังขึ้น พร้อมกับเงาสูงโปร่งของใครบางคนที่ยืนพิงตัวรถอยู่ก่อนแล้วในความสลัวยามเย็น
"เดินทางไกลหน่อยนะคุณสถาปนิก..." น้ำเสียงเยียบเย็นและคุ้นเคยเอ่ยขึ้นท่ามกลางสายลมหนาวที่พัดโชยมา "แต่ดูเหมือน... คุณจะหนีความจริงไม่พ้นหรอกนะครับ"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความซับซ้อนของหัวใจและอุดมการณ์ในตอนนี้นะครับ
สถาปนิกเงาเคียงเงาจันทร์•ตอนที่ 21
อิสระที่แลกมาด้วยความโดดเดี่ยว
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาเคียงเงาจันทร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!