ท่านอ๋องอย่าร้าย...ข้าแค่ทะลุมาเป็นหมอ•ตอนที่ 30

บทส่งท้าย: ชีวิตรักนิรันดร์

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
กลิ่นอายจางๆ ของสมุนไพรจีนต้มเคี่ยวผสมผสานกับกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของกระดาษฟางยุคเจ็ดสิบ ลอยอวลอยู่ภายในห้องรับรองเรือนไม้เก่าคร่ำครึ ทว่าสะอาดสะอ้าน หลินซูเหยาวางเข็มฉีดยาแก้วลงบนถาดสเตนเลสอย่างระมัดระวัง เสียงกระทบกันเบาๆ ของโลหะและแก้วในความเงียบสงบ คือเสียงดนตรีแห่งชัยชนะที่นางและเขาต่างร่วมกันเดิมพันด้วยชีวิตมาโดยตลอด บนตักของนางในยามนี้ คือทารกน้อยเพศชายผิวพรรณผุดผ่อง ห่อหุ้มด้วยผ้าฝ้ายเนื้อหยาบตามอัตภาพของยุคสมัย แต่ดวงตากลมโตและเสียงร้องอึงอลด้วยความสมบูรณ์แข็งแรง กลับทรงพลังยิ่งกว่ากองทหารนับหมื่นนายที่อ๋องเฉินจิ้งหานเคยนำทัพ “เจ้าตัวเล็กนี่ดื้อรั้นเหมือนบิดามันไม่มีผิด ดูสิ... ข้าเพิ่งจะเช็ดตัวให้เสร็จ เขาก็ส่งเสียงประท้วงเสียแล้ว” สุภาพสตรีในชุดเสื้อผ้าฝ้ายเรียบง่าย ทว่ายังคงไว้ซึ่งกิริยาอันสง่างามเยือกเย็น เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ดวงตาคู่งามทอดมองทารกน้อยในอ้อมแขนด้วยความรักลึกซึ้งดั่งมหาสมุทร เฉินจิ้งหานในชุดพ่อค้าเร่เนื้อตัวมอมแมมตามแผนการหลบซ่อนตัวในยุคเปลี่ยนผ่าน ก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังนาง มือหนาที่ผ่านการจับดาบและวางแผนพลิกแผ่นดินมานับครั้งไม่ถ้วน เอื้อมมาโอบไหล่บางของภรรยาไว้อย่างทะนุถนอม ไอร้อนจากกายแกร่งแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้า เข้ามาโอบกอดความเหนื่อยล้าตลอดหลายปีที่ผ่านมาให้มลายหายไปจนสิ้น “ให้ขอุ้มเขาบ้างเถิดซูเหยา... เจ้าเหนื่อยมามากพอแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจที่เคยสั่งตายคนนับพันในราชสำนัก บัดนี้กลับอ่อนโยนและสั่นเครือเล็กน้อยยามเอ่ยกับบุตรชายและสตรีในดวงใจ หลินซูเหาย่อตัวส่งทารกน้อยให้อยู่ในอ้อมแขนของอดีตแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ ภาพของบุรุษผู้เย็นชาดุจน้ำแข็งกำลังอุ้มประคองทารกด้วยความระมัดระวังสุดชีวิตราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะแตกสลาย ทำให้มุมปากของนางประดับด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขที่แท้จริงเป็นครั้งแรก “เขาชื่อ ‘เฉินอัน’ ดีหรือไม่ครับ” เฉินจิ้งหานเอ่ยขึ้นเบาๆ ขณะจ้องมองดวงตาใสแจ๋วของทารกน้อย “ความสงบสุข... สิ่งที่เราแลกมาด้วยเลือดเนื้อและหยาดน้ำตา” “เฉินอัน... เป็นชื่อที่ดีเพคะ” หลินซูเหยาใช้คำเรียกแบบโบราณหยอกเย้าสามี ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่นของบ้านพักหลังเล็กที่ห่างไกลจากวังหลวงอันโสโครกและกลิ่นอายการแย่งชิงอำนาจ ย้อนกลับไปในห้วงเวลาที่ทั้งสองต้องข้ามมิติเวลาและความตายมาบรรจบกัน ไม่มีใครคาดคิดว่าศัลยแพทย์สาวจากยุคปัจจุบันและท่านอ๋องผู้โหดเหี้ยมแห่งแคว้นโบราณ จะสามารถเขียนชะตากรรมของตนเองขึ้นมาใหม่ได้ท่ามกลางความผันผวนของยุค 70-80 การต่อสู้ในราชสำนัก การหักเหลี่ยมเฉือนคมด้วยยุทธวิธีระดับเซียนหมากรุก ล้วนถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง กลายเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานในหมู่ลมฝน ทว่า ความรักของพวกเขามิได้จืดจางลงตามกาลเวลา กลับหนักแน่นและมั่นคงยิ่งกว่าขุนเขา ท่ามกลางกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ ทั้งสองเลือกที่จะใช้ชีวิตเรียบง่าย ใช้ความรู้ด้านการแพทย์ช่วยเหลือผู้คนในชุมชนชนบท พร้อมๆ กับการเลี้ยงดูพยานรักให้เติบโตขึ้นด้วยคุณธรรมและสติปัญญา “เจ้าคิดว่า... เราจะปลอดภัยเช่นนี้ไปตลอดกาลหรือไม่ครับ” หลินซูเหยาเอียงศีรษะพิงไหล่กว้างของสามี สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างไม้ที่เปิดรับลมเย็นยามเย็น ทิวทัศน์ของทุ่งนาเขียวขจีสุดลูกหูลูกตาคือภาพแทนของอิสรภาพที่แท้จริง เฉินจิ้งหานกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองบุตรชายในอ้อมแขนก่อนจะเงยขึ้นสบตาภรรยาด้วยความมั่นคงอันเป็นนิรันดร์ “ตราบใดที่ข้ายังหายใจอยู่... ไม่มีผู้ใดในหน้าประวัติศาสตร์หน้าไหน หรือโลกใบไหน พรากเจ้าและลูกไปจากข้าได้อีกซูเหยา โชคชะตาเคยบังคับให้เราต้องเลือกเดินคนละเส้นทาง แต่ในชาตินี้และทุกๆ ชาติ ต่อให้สวรรค์พลิกคว่ำแผ่นดินพลิกหงาย ข้าก็ยังคงเป็นของเจ้า และเจ้าก็ยังคงเป็นของข้า... ตราบชั่วนิรันดร์” ริมฝีปากหนาก้มลงประทับบนหน้าผากมนของภรรยาอย่างแผ่วเบา ท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดงที่สาดส่องเข้ามาอาไลยไล้เรือนร่างทั้งสาม บรรจบเป็นภาพความงดงามที่กาลเวลาและมิติกาลกิณีใดก็ไม่อาจสั่นคลอน นี่มิใช่เพียงจุดจบของการเดินทางอันยาวนาน แต่มันคือปฐมบทแห่งชีวิตรักอันเป็นนิรันดร์ ที่ร้อยเรียงด้วยหัวใจ ศรัทธา และลมหายใจเดียวกัน... ตลอดไป ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน และเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาจนถึงหน้าสุดท้ายนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย...ข้าแค่ทะลุมาเป็นหมอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%