ท่านอ๋องอย่าร้าย...ข้าแค่ทะลุมาเป็นหมอ•ตอนที่ 1

ฟื้นจากความตายใต้เงาพายุ

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
เสียงไม้โบยกระแทกลงบนเนื้อผ้าแพรปักลายหงส์จนขาดวิ่น ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วลานเรือนชั้นในของจวนอ๋อง ทว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงห่าฝนโลหิต หาใช่ความรุนแรงของทัณฑ์ทรมานไม่ หากแต่เป็นความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวของผู้คนที่รายล้อมอยู่โดยรอบ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นอายฝนที่กำลังตั้งเค้าทะมึนอยู่เบื้องบน หลิวอี้... บ่าวสนิทผู้กุมอำนาจการลงทัณฑ์ในวันนี้ ยื่นมือออกไปรับกระบองไม้เนื้อแข็งอาบยาพิษจากผู้ช่วยด้วยใบหน้าไร้ซึ่งความรู้สึก ดวงตาเรียวรีคู่นั้นกวาดมองร่างที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนม้าไม้ด้วยแววตาสมเพชเวทนา "หลินซูเหยา... เจ้าสารภาพความจริงเสียเถิด ว่าคืนนั้นใครเป็นผู้ส่งเจ้ามาเป็นสายลับสอดแนมในจวนอ๋อง และชายชู้ผู้ใดที่ลักลอบปีนกำแพงเข้ามาหาเจ้าในยามวิกาล!" เสียงตวาดกร้าวด้วยความโกรธเกรี้ยวบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของร่างที่นอนไร้เรี่ยวแรงอยู่เบื้องล่าง ร่างนั้น... หลินซูเหยา ศัลยแพทย์มือหนึ่งแห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดผู้เพิ่งผ่านการผ่าตัดเคสยากติดต่อกันสิบสี่ชั่วโมง ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรำคาญใจในยามที่สติสัมปชัญญะเริ่มคืนกลับมา ความเจ็บปวดรวดร้าวรากับกระดูกทั่วร่างถูกบดขยี้เป็นผุยผงแล่นพล่านไปทั่วทุกอณูผิว สมองอันเฉียบคมประมวลผลอย่างรวดเรวภายใต้เปลือกตาที่ยังคงปิดสนิท นางไม่ได้อยู่บนเตียงคนไข้ในโรงพยาบาลอีกต่อไปแล้ว กลิ่นอายของตลบอบอวลด้วยกำยานและกลิ่นคาวเลือดโบราณ ภาพความทรงจำอันกระจัดกระจายหลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับสายน้ำเชี่ยวกราก ร่างนี้คือ ‘หลินซูเหยา’ อนุภรรยาผู้ต่ำต้อยของท่านอ๋องเฉินจิ้งหาน ผู้ถูกปรักปรำว่าคบชู้และเป็นสายลับของฝ่ายตรงข้าม โทษทัณฑ์มีเพียงสถานเดียวคือความตาย! "หึ..." เสียงหัวเราะแผ่วเบาหลุดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผากและแตกยับเยินของนาง หลินซูเหยาค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาที่เคยอ่อนแอและหวาดกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็น ดุดัน และทรงอำนาจดั่งพญาเหยี่ยวที่มองเหยื่อจากเบื้องบน ดวงตาสีนิลคู่นั้นกวาดมองสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างรวดเร็ว ในฐานะแพทย์ผู้เคยผ่านสมรภูมิความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน นางวิเคราะห์บาดแผลบนแผ่นหลังของตนเองทันที... รอยโบยสี่ครั้งแรกทำลายเพียงกล้ามเนื้อชั้นนอกและผิวหนัง แต่หากโดนครั้งที่ห้าลงไปที่จุดสำคัญ เส้นประสาทไขสันหลังจะถูกทำลายจนกลายเป็นอัมพาตและเสียชีวิตจากอาการช็อกอย่างแน่นอน "ยังปากแข็งอยู่อีกหรือ! ขันทีหลิว... ลงทัณฑ์ต่อ!" หลิวอี้คำรามลั่นเมื่อเห็นสายตาที่ดื้อรั้นของสตรีตรงหน้า ไม้กระบองถูกเงื้อขึ้นสูง หมายจะฟาดลงมาปลิดชีวะในคราเดียว "ช้าก่อน!" สุ้มเสียงทรงอำนาจแต่แฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นดังขึ้นจากริมฝีปากที่ซีดเซียว ทว่าก้องกังวานจนทำให้ผู้คุมทั้งสองชะงักค้างกลางอากาศ หลินซูเหยาใช้สองมือยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เลือดสดๆ ไหลอาบแผ่นหลังเปรอะเปื้อนชุดสีขาวจนกลายเป็นสีแดงฉาน แต่นางหาได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย ร่างระหงตระหง่านขึ้นเผชิญหน้ากับเหล่าผู้คนที่จ้องมองมาด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์ "เจ้า... นังสารเลว กล้าขัดขวางการลงทัณฑ์ของจวนอ๋องหรือ!" หลิวอี้ตบโต๊ะข้างกายด้วยความเกรี้ยวกราด หลินซูเหยาแย้มยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นงดงามจับใจแต่กลับเยือกเย็นเสียจนผู้พบเห็นต้องสันหลังวาบ นางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่มั่นคงในทุกพยางค์ "ข้าถูกกล่าวหาว่าเป็นชู้และเป็นสายลับ... ช่างเป็นข้อกล่าวหาที่ตื้นเขินและไร้ซึ่งปัญญาเสียจริง หากข้าเป็นสายลับของแคว้นอริจริง เหตุใดจึงเลือกใช้วิธีที่โง่เขลาที่สุดด้วยการทิ้งหลักฐานคาตาไว้ในห้องนอนเล่า? และที่สำคัญที่สุด..." นางก้าวเท้าเดินโซเซเข้าหาหลิวอี้ทีละก้าวอย่างไม่เกรงกลัว สายตาคมกริบราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงจิตใจของอีกฝ่าย จนบ่าวผู้กุมอำนาจต้องผถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว "เจ้าบอกว่าข้ามีชายชู้... เช่นนั้นข้าขอถามท่านหน่อยว่า ชีพจรของสตรีที่กำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ แต่อาการกำเริบเนื่องจากถูกวางยาพิษชนิด ‘สลายวิญญาณ’ เช่นข้าในตอนนี้ มีลักษณะเช่นไร? หากข้าคบชู้จริง เหตุใดจึงต้องยอมดื่มยาพิษเพื่อทำลายสายเลือดของตนเองและสามีผู้ยิ่งใหญ่เล่า?" สิ้นคำพูดนั้น บริเวณลานเรือนตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า ทุกสายตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง หลิวอี้หน้าถอดสี เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มกรอบหน้า "เจ้า... เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไร! ยาพิษอะไรกัน ไม่มีใครวางยาเจ้าทั้งนั้น!" "ไม่มีรึ?" หลินซูเหยาแค่นหัวเราะ ร่างกายเซเล็กน้อยแต่นางยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง มือเรียวบางยกขึ้นแตะชีพจรที่ข้อมือของตนเองอย่างรวดเร็วเพื่อยืนยันข้อสันนิษฐาน "ชีพจรเต้นเร็วและอ่อนแรง ปลายเล็บม่วงคล้ำ อาการเช่นนี้คือพิษจากดอกอวี้หลานที่เจือปนมาในชาเมื่อยามอวี้เฉิน (07.00-08.59 น.) ที่ผ่านมา... หากข้าตายลงในวันนี้ ความลับที่ว่าใครเป็นคนสั่งให้เจ้า ‘จัดฉาก’ ใส่ร้ายข้า เพื่อปกปิดการทุจริตงบประมาณกองทัพย่อมถูกฝังกลบไปพร้อมกับศพของข้าด้วยใช่หรือไม่ หลิวอี้!" น้ำเสียงทรงพลังและเหตุผลอันแยบยลราวกับคมมีดที่กรีดแทงลงกลางใจของหลิวอี้ บ่าวชราหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด เขารู้ดีว่าสตรีตรงหน้าในยามนี้เปลี่ยนไปราวกับคนละคน ไม่หลงเหลือเค้าโครงของอนุภรรยาผู้ขลาดเขลาอ่อนแอคนเดิมแม้แต่น้อย "จับนางไว้! อย่าให้นางพูดจาเหลวไหลอีก!" หลิวอี้ตื่นตระหนกสั่งการเสียงสั่น ทว่า ในจังหวะที่องครักษ์เงากำลังจะพุ่งเข้ามาตะครุบตัวนางนั้น ประตูโค้งทางเข้าลานเรือนก็ถูกเปิดออกอย่างไร้สุ้มเสียง ลมพายุภายนอกพัดกระโชกแรงจนกิ่งไม้ไหวโยกโยน กลีบดอกไม้ปลิวว่อนไปในอากาศ ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรเงินย่างกรายเข้ามาด้วยก้าวย่างที่มั่นคงและทรงพลัง กลิ่นอายความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ จนทุกคนในที่นั้นต้องคุกเข่าลงหมอบกราบด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง ท่านอ๋องเฉินจิ้งหาน... บุรุษผู้กุมอำนาจครึ่งหนึ่งของแผ่นดิน ผู้ได้ชื่อว่าเป็น ‘เทพสงครามผู้ไร้ความปรานี’ เสด็จมาถึงแล้ว ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีภายใต้กรอบหน้าอันหล่อเหลาแต่เยียบเย็นดั่งน้ำแข็ง กวาดสายมองสภาพของหลินซูเหยาที่อาบชุ่มไปด้วยเลือด ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ดวงตาคู่สวยที่กำลังจ้องมองกลับมาหาเขาอย่างไม่เกรงกลัวต่ออาญาแห่งบูรพกษัตริย์ เฉินจิ้งหานหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ เขายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชาที่มิอาจคาดเดาอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุบทำลายล้างความหวังของทุกคนในที่นั้น "ไหน... ลองบอกเปิ่นหวัง (ข้าพเจ้าผู้เป็นอ๋อง) ให้ฟังหน่อยซิ ว่าชายชู้ของชายาข้า... คือผู้ใดกันแน่" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามมิติมาสู่อันตรายครั้งนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย...ข้าแค่ทะลุมาเป็นหมอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%