"ถ้าคุณยังยืนกรานจะส่งรายงานงบการเงินชุดนี้ให้ผู้บริหารโดยไม่ตรวจสอบตัวเลขกำไรสุทธิย้อนหลังสามปีให้ดีเสียก่อน ผมเกรงว่าคนที่จะไม่ได้ก้าวออกจากตึกนี้หลังเวลาเลิกงาน... คงไม่ใช่แค่ผมคนเดียวหรอกครับ, คุณกร"
เสียงรองเท้าหนังของธันวา, พนักงานวิเคราะห์ข้อมูลหนุ่มผู้ยึดมั่นในระเบียบวินัยและความถูกต้องตามตรรกะทุกกระเบียดนิ้ว, กระทบกับพื้นหินอ่อนขัดเงาของโถงสำนักงานชั้นสิบแปดดังสะท้อนก้องกังวาน เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนาทันที ดวงตาภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงเหลี่ยมยังคงจดจ้องอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์พกพา ซึ่งกำลังรันอัลกอริทึมการตรวจสอบความเสี่ยงทางการเงินที่เขาเขียนขึ้นมาเองอย่างขะมักเขม้น
"โธ่, ธันวา นายก็เอาแต่เคร่งเครียดอยู่เรื่อย!" กร หัวหน้าแผนกการเงินวัยสามสิบเศษ หัวเราะกลบเกลื่อนความประหม่า มือหนาตบลงบนไหล่ของธันวาเบาๆ สองสามครั้งเพื่อลดแรงกดดัน "บริษัทเราไม่ได้มีระบบประเมินความตายหรือกฎเกณฑ์โบราณคร่ำครึอะไរបนโลกนี้สักหน่อย ทุกอย่างมันก็แค่ตัวเลขกำไรกับขาดทุนบนกระดาษ ถ้าผู้บริหารเซ็นอนุมัติแล้ว โบนัสก้อนโตปลายปีก็อยู่ในกำมือเรา นายจะไปกลัวอะไรกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้กันเล่า"
ธันวาชะงักมือที่กำลังเคาะแป้นพิมพ์ นิ้วเรียวยาวหยุดนิ่งสนิท
เขาไม่ได้กลัวเรื่องตัวเลขขาดทุนหรือคำตำหนิจากผู้บริหารเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่กำลังรบกวนสมาธิและกัดกินจิตใจของธันวาในเวลานี้ คือ "บางสิ่ง" ที่เขามองเห็นมาโดยตลอดตั้งแต่เด็กจนโต—ความสามารถพิเศษที่ไม่มีตำราแพทย์หรือจิตวิทยาแขนงใดในโลกอธิบายได้
เมื่อธันวาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับกร ภาพสะท้อนในดวงตาของเขากลับปรากฏตัวเลขสีแดงฉาน โปร่งแสงแต่ทว่าสว่างวาบราวกับรอยสักจากเพลิงนรก ลอยเด่นชัดอยู่ตรงกลางหน้าผากของหัวหน้าแผนกผู้กำลังยิ้มแย้ม
ตัวเลขนั้นไม่ใช่เวลาถอยหลังแบบที่เขาเคยเห็นในอดีต
แต่มันคือเลข `0`
เลขศูนย์ที่สมบูรณ์แบบ ไร้รอยต่อ และนิ่งสนิทราวกับเครื่องหมายจุดจบของทุกสรรพสิ่ง
ลมหายใจของธันวาสะดุดกึก หัวใจเต้นกระหน่ำรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก กฎเกณฑ์และโครงสร้างเหตุผลอันแน่นหนาที่เขาใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจมาตลอดพังทลายลงในเสี้ยววินาที ตาม "บันทึกกฎเกณฑ์แห่งความตาย" ที่เขาเคยศึกษาและท่องจำขึ้นใจร่วมกับอลิสาทุกตัวอักษร เลขศูนย์บนหน้าผากของมนุษย์ไม่ได้หมายถึงความโชคดีหรือการเริ่มต้นใหม่ แต่มันคือสัญลักษณ์ของ "การหมดอายุขัยในทันทีทันใด" แบบเรียลไทม์ โดยไม่มีแม้แต่เสี้ยววินาทีให้สั่งเสีย
"คุณกร..." ธันวาเอ่ยเสียงแผ่วเบา ริมฝีปากแห้งผากจนแทบเปล่งเสียงไม่ออก "ถอย... ถอยออกจากตรงนั้นเดี๋ยวนี้ครับ"
"หืม? อะไรของนายอีกเนี่ย หน้าซีดเป็นไก่ต้มเชียว" กรขมวดคิ้วด้วยความฉงน ขณะที่ก้าวถอยหลังไปทางโถงลิฟต์โดยสารส่วนตัวที่ตั้งตระหง่านอยู่สุดทางเดิน "นายชักจะเพ้อเจ้อใหญ่แล้วนะธันวา สงสัยจะทำงานหนักเกินไปจนหลอน เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะให้นายลาพักร้อนสักวันดี—"
*ติ๊ง!*
เสียงสัญญาณเตือนของลิฟต์แก้วความเร็วสูงดังขึ้นขัดจังหวะ ประตูโลหะสีเงินสเตนเลสเปิดอ้าออกเผยให้เห็นความมืดมิดอันว่างเปล่าภายในตู้โดยสาร ที่น่าแปลกคือ ไม่มีแสงไฟใดๆ เล็ดลอดออกมาจากด้านในเลยแม้แต่น้อย มีเพียงไอความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาเตะจมูก กลิ่นอับชื้นคล้ายกับกลิ่นดินปนสนิมเหล็กโชยคละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน
กรไม่ทันได้สังเกตความผิดปกตินั้น ชายหนุ่มก้าวเท้าข้ามธรณีประตูลิฟต์ไปด้วยความคุ้นเคยเพราะเป็นเส้นทางที่ใช้ลงไปลานจอดรถทุกวัน พร้อมกับโบกมือลาธันวาอย่างไม่ใส่ใจ
"พรุ่งนี้เจอกันนะธันวา เลิกคิดมากแล้วพักผ่อนซะบ้างล่ะ!"
"อย่าเข้าไปนะ!" ธันวาร้องตะโกนสุดเสียง ร่างกายขยับพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยสัญชาตญาณความเร็วสูงสุด แต่มันช้าเกินไป...
*พรึบ!*
ประตูกระจกและโลหะหนาหนักปิดฉับลงอย่างรวดเร็วราวกับกรงเหล็กของสัตว์ป่าที่ตะครุบเหยื่อ ร่างของกรหายลับไปในความมืดมิดภายในตู้ลิฟต์อย่างไร้ร่องรอย มีเพียงเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่ประตูจะปิดสนิท ธันวาเห็นรอยยิ้มของกรแข็งค้างกลายเป็นความตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อตัวเลขศูนย์บนหน้าผากนั้นเริ่มสลายกลายเป็นละอองสีแดง แล้วถูกความมืดกลืนกินหายไป
*ครืดดด... ตึง!*
เสียงเครื่องกลขนาดมหึมาบนเพดานตึกส่งเสียงคำรามต่ำทึบ แรงสั่นสะเทือนระดับริกเตอร์ย่อมๆ เขย่าโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กของตึกสำนักงานให้สั่นไหว ธันวาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นหินอ่อนอย่างหมดแรง ฝ่ามือทั้งสองข้างกำแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือจนได้กลิ่นคาวเลือด
นี่ไม่ใช่ความฝัน และมันไม่ใช่ความผิดพลาดทางระบบคอมพิวเตอร์
ลิฟต์แก้วตัวนั้น... ไม่ได้พาตัวกรลงไปยังลานจอดรถชั้นใต้ดิน
แต่มันกำลังพาเหยื่อผู้โชคร้ายดิ่งลงไปสู่ "ชั้นลบ" มิติเร้นลับที่อยู่นอกเหนือจากกฎเกณฑ์ของฟิสิกส์และกาลเวลา ซึ่งถูกบันทึกไว้ในหน้ากระดาษต้องห้ามของตึกสำนักงานแห่งนี้
"คอยเตือนแล้วแต่ไม่ยอมฟัง... นิสัยเสียของมนุษย์นี่ช่างน่าเบื่อหน่ายเสียจริงว่าไหมครับ, คุณนักวิเคราะห์"
น้ำเสียงเรียบเฉย เย็นชาไร้ซึ่งอารมณ์ แต่แฝงไปด้วยความทรงพลังและน่าเกรงขามดังขึ้นจากมุมมืดบริเวณเสาหินอ่อนต้นถัดไป
ธันวาเงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียงอย่างรวดเร็ว ภายใต้เงาสลัวของโถงทางเดิน ร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปสีดำสนิท เส้นผมยาวสลวยสีดำรัตติกาลรับกับใบหน้าคมคายราวกับตุ๊กตาพอร์ซเลน ดวงตากลมโตคู่สวยจดจ้องมองมาที่เขาด้วยแววตานิ่งสงบ มือเรียวบางกำลังพลิกเปิดหน้ากระดาษของสมุดบันทึกปกหนังสีดำเก่าคร่ำครึ ที่บนสันปกมีรอยประทับรูปกุญแจโบราณสีเงินยวง
อาจารย์อลิสา... หญิงสาวลึกลับผู้เป็นทั้งผู้ดูแลกฎเกณฑ์แห่งความตาย และเป็นอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาการอ่านรหัสศพให้กับเขา ก้าวออกมาจากความมืดทีละน้อย รองเท้าส้นสูงกระทบพื้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
อลิสาปปิดสมุดบันทึกในมือลงเบาๆ เสียงกระดาษกระทบกันดังทึบ ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก เธอย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับธันวาที่ยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้น
"ยินดีต้อนรับสู่การประเมินรอบแรกอย่างเป็นทางการครับ, ธันวา" อลิสากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรียบ ทว่าแววตากลับเปล่งประกายความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด "ดูเหมือนว่าลูกศิษย์คนโปรดของผม จะเพิ่งสอบตกในการช่วยชีวิตเพื่อนร่วมงานไปอย่างน่าเสียดาย... ทีนี้ คุณพร้อมหรือยังที่จะก้าวลงไปชั้นลบ เพื่อทวงคืนดวงวิญญาณของเขากลับมา ก่อนที่รหัสศูนย์นั้นจะกลายเป็นนิรันดร์?"
ธันวาสูดลมหายใจเข้าลึกระงับความสั่นเทาในกาย เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แววตาที่เคยหวาดกลัวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นและเยือกเย็นอย่างที่เคยเป็น มือข้างขวายื่นออกไปสัมผัสกับปุ่มเรียกใช้งานลิฟต์ที่ยังคงกะพริบแสงสีแดงเตือนภัยระดับ SSS อย่างบ้าคลั่ง
"ถ้ากฎเกณฑ์ของตึกนี้กำหนดให้เขาต้องตาย..." ธันวาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ แววตาฉายแววท้าทายความตายอย่างไม่เกรงกลัว "ผมจะเป็นคนเขียนกฎบทใหม่ขึ้นมาเองครับ, อาจารย์"
________________________________________
*ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงสู่ลิฟต์แก้วชั้นลบไปพร้อมกันนะครับ*
พนักงานวิเคราะห์ความตายกับอาจารย์สาวผู้ไขรหัสศพ•ตอนที่ 1
เลขศูนย์บนหน้าผาก
ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พนักงานวิเคราะห์ความตายกับอาจารย์สาวผู้ไขรหัสศพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!