เสียงโลหะขูดขีดเบาหวิวที่ดังขึ้นจากกระจกบานเกล็ดด้านหลังห้องครัว ทำให้บรรยากาศในเซฟเฮาส์ชั่วคราวหลังนี้ดิ่งวูบลงจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
พลอยสะดุ้งสุดตัว มือเรียวคว้าแขนเสื้อของธีร์ไว้แน่นโดยอัตโนมัติ แรงบีบนั้นมากพอจะบอกว่าเธอไม่ได้แสร้งทำเป็นกลัว สัญชาตญาณนักข่าวสายลุยที่ผ่านสนามข่าวอันตรายมาโชกโชนบอกเธอชัดเจนว่า เสียงนั้นไม่ใช่แมวขโมย หรือกิ่งไม้แห้งที่ถูกลมพัดอย่างแน่นอน
"ปล่อย"
เสียงทุ้มต่ำของธีร์ลอดไรฟันออกมาเบาหวาน ชายหนุ่มไม่ได้สะดุ้งสะเทือนตามอาการตื่นตระหนกของเธอ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาหรี่ลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด มือข้างหนึ่งของเขาขยับคว้าประแจเหล็กขนาดพอดีมือที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ราวกับมืออาชีพที่คุ้นเคยกับการเผชิญหน้ากับความเสี่ยงมาทั้งชีวิต
"จะบ้าเหรอ ข้างนอกนั่น..." พลอยกระซิบเสียงลอดไรฟัน ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนกแต่ก็ยังดื้อรั้น "คุณจะออกไปมือเปล่าแบบนั้นไม่ได้นะ นั่นมันไม่ใช่แค่คนเมาข้างทางแน่ๆ"
"ถ้าไม่อยากโดนลูกหลง ก็หุบปากแล้วไปยืนหลบหลังเสาซะ"
ธีร์ปรายตามองเธอด้วยหางตา แววตาคู่นั้นทั้งดุดันและน่าหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน ปากคอเราะร้ายไม่เคยเปลี่ยน ต่อให้สถานการณ์ตรงหน้าจะเป็นตายร้ายดีแค่ไหน นายช่างกล้องปากร้ายคนนี้ก็ยังไม่วายหาจังหวะมากัดเธอได้
แต่ก่อนที่พลอยจะได้สวนกลับด้วยวาทะเจ็บๆ สักประโยค เสียงกระจกบานเกล็ดก็ถูกงัดจนดัง *กริ๊ก* ตามด้วยแรงผลักเบาๆ ที่ทำให้บานหน้าต่างเผยอออก กลิ่นอับชื้นของฝนยามค่ำคืนและกลิ่นโคลนตีเข้าจมูก พร้อมกับเงาดำทะมึนของใครบางคนกำลังพยายามมุดเข้ามาในตัวบ้าน
ฉับพลันนั้น ธีร์ไม่รอช้า ขายาวก้าวพรวดเข้าไปประชิดหน้าต่างในเสี้ยววินาที มือหนาคว้าคอเสื้อของแขกยามวิกาลที่กำลังมุดเข้ามาครึ่งตัว กระชากกระดูกคออีกฝ่ายให้กระแทกกับวงกบหน้าต่างอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น
*ตุ้บ!*
"โอ๊ย! ไอ้เหี้ย! กูเองๆ เจ็บโว้ย!"
เสียงร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดดังลั่นห้องครัว เงาดำที่พลอยคิดว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องกลับกลายเป็นชายร่างท้วมสวมเสื้อกันฝนเปียกชุ่มโชก ใบหน้าเลอะโคลนและเม็ดฝนจนแทบดูไม่ออกว่าเป็นใคร แต่เสียงหอบแฮกและสำเนียงติดอ่างนั้นทำให้ธีร์ชะงักมือที่กำลังจะงัดประแจขึ้นขู่
"...กวิน?"
ธีร์ขมวดคิ้วมุ่น ปล่อยมือจากคอเสื้อเพื่อนสนิทด้วยความหงุดหงิดระคนแปลกใจ ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางผลักหัวกวินที่กำลังพยายามปีนข้ามหน้าต่างเข้ามาให้พ้นทาง "มึงทำบ้าอะไรวะ ทำไมไม่เคาะประตู ดีนะที่กูไม่เอาประแจฟาดหัวมึงแบะไปซะก่อน"
"ก็ประตูก작หน้าบ้านมึงใส่กลอนตายห่า แถมกูโทรหามึงก็ไม่รับสาย พายุก็เข้า รถกูติดหล่มอยู่ปากทางโน้น เกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้วไหมล่ะไอ้ธีร์!" กวินโวยวายเสียงดังลั่น พลางปาดน้ำฝนออกจากหน้าตาด้วยความทุกลักทุเล ก่อนจะหันไปเห็นพลอยที่ยืนกอดอกมองเขาด้วยสีหน้าจับผิด "อ้าว... แล้วนี่นักข่าวสาวคนนั้นยังไม่กลับอีกเหรอวะเนี่ย นึกว่ากลับไปตั้งแต่ตอนฝนเริ่มลงเม็ดแล้ว"
พลอยปรายตามองกวินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความหมั่นไส้ไม่แพ้กัน "ถ้าฉันกลับได้ ฉันจะมาติดแหงกอยู่ในดงคนประสาทกินแบบนี้เหรอคะคุณกวิน รถยางแตกกลางทาง มือถือไม่มีสัญญาณ แถมยังต้องมาลุ้นระทึกว่าใครจะบุกเข้ามาปล้นบ้านอีก ชีวิตฉันนี่มันน่าเอาไปเขียนเป็นบทละครดราม่าสลัมจริงๆ"
"โถ คุณพลอย... มองโลกในแง่ดีหน่อยสิครับ อย่างน้อยตอนนี้พวกเราก็ปลอดภัยดีในหมู่บ้านร้าง... เอ๊ย ในเซฟเฮาส์แสนอบอุ่นหลังนี้ไง" กวินหัวเราะแห้งๆ พยายามแก้ตัว แต่คำพูดพลั้งปากนั้นกลับทำให้บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที
ธีร์หันขวับไปมองหน้าเพื่อนสนิททันที ดวงตาคมกริบหรี่แคบลงอย่างจับผิด "หมู่บ้านร้าง? มึงหมายความว่ายังไงกวิน เซฟเฮาส์นี่ไม่ใช่บ้านพักรับรองของทางอำเภอหรอกเหรอ ทำไมมึงถึงเรียกว่าหมู่บ้านร้าง?"
กวินกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ สีหน้าเจื่อนลงถนัดตา ชายร่างท้วมหัวเราะกลบเกลื่อน พลางโบกมือปฏิเสธพัลวัน "เอ่อ... กูพูดเล่นน่า บรรยากาศมันพาไป ฝนตกฟ้าคะนอง ใครๆ ก็พูดแบบนั้นทั้งนั้นแหละน่าไอ้ธีร์ มึงนี่ซีเรียสเป็นคนแก่ไปได้"
"โกหก"
พลอยแทรกขึ้นมาทันควัน ดวงตากลมโตจ้องตรงไปที่กวินด้วยสัญชาตญาณนักข่าวที่เตือนภัยขั้นสุด "ฉันเป็นคนทำข่าวสืบสวนสอบสวนนะคุณกวิน สีหน้าและอาการลุกลี้ลุกลนแบบนั้น มันแปลว่าคุณกำลังปิดบังอะไรบางอย่างอยู่ และที่สำคัญ... ทางเข้ามาที่นี่ ฉันสังเกตเห็นป้ายขึ้นสนิมบอกเขตหวงห้ามตั้งแต่ปากทางเข้าแล้ว"
บรรยากาศในห้องครัวแคบๆ กลับมาอึมครึมอีกครั้ง เสียงฝนที่กระหน่ำซัดสาดกระทบหลังคาสังกะสีด้านนอกดังสนั่นแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวในอกของทุกคน
ธีร์หันกลับมามองกวินด้วยแววตานิ่งสนิทแต่น่ากลัวเป็นที่สุด มือหนาที่ถือประแจอยู่ค่อยๆ ลดระดับลง แต่รังสีความกดดันรอบตัวกลับแผ่ซ่านออกมาจนกวินต้องถอยหลังกรูด
"กวิน" เสียงของธีร์ราบเรียบจนน่ากลัว "มึงพาฉันมาที่นี่ทำไม... และที่สำคัญกว่านั้น ความลับที่มึงพยายามซ่อนไว้เกี่ยวกับงานอาสาในพื้นที่นี้ มันคืออะไรกันแน่"
กวินอ้าปากพะngๆ ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงใหญ่ก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว ตัดขาดแสงไฟดวงเดียวในบ้านจนมืดสนิท ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงแฟลชจากฟ้าแลบเป็นระยะ
พลอยรู้สึกได้ถึงปลายนิ้วเย็นเฉียบของใครบางคนที่คว้าข้อมือเธอไว้ในความมืด และเสียงกระซิบกระเส่าที่แนบชิดริมหูจนลมหายใจร้อนผ่าวรดต้นคอ
"อย่าขยับไปไหน..." เสียงทุ้มต่ำของธีร์กระซิบชิดริมหูเธอในความมืด "เพราะดูเหมือนว่า... แขกที่เราไม่ได้เชิญไม่ได้มีแค่กวินคนเดียวซะแล้วสิ"
หัวใจของพลอยกระตุกวูบ สติสัมปชัญญะเตือนภัยกรีดร้องลั่น แต่มือหนาของธีร์กลับดึงเธอเข้าไปหลบแนบชิดแผ่นอกกว้างของเขาในมุมมืดของห้องอย่างรวดเร็วและปลอดภัย ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ทำให้เธอแทบลืมหายใจไปชั่วขณะ
และในวินาทีที่แสงแฟลชจากฟ้าแลบสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง... ภาพที่สะท้อนผ่านกระจกหน้าต่างบานเกล็ดด้านนอก ก็ทำให้ลมหายใจของทุกคนต้องสะดุดกรามค้าง!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาติดฝนและลุ้นระทึกไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างกล้องปากร้าย•ตอนที่ 3
ติดฝนที่หมู่บ้านร้าง
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างกล้องปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
