"เจ้ามาสายไปสิบปี มู่เหวิน... ในเมื่อคนตายไปแล้ว เจ้าก็ควรจะตายตามไปด้วย"
น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบ ดุจกระแสธารจากขุมนรกที่แช่แข็งวิญญาณของผู้ฟัง หลี่มู่เหวินยืนนิ่งงันกลางพายุหิมะที่เริ่มโหมกระหน่ำ ร่างแยกเงาที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของเขา—ตัวตนที่แยกออกมาจากความทรงจำอันแตกสลาย—ไม่ได้ขยับเขยื้อน แต่จิตสังหารที่แผ่ออกมากลับบีบคั้นจนอากาศรอบกายกลายเป็นสุญญากาศ
เขากำฝักกระบี่ในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ภายใต้เสื้อคลุมสีมอซอ หัวใจของเขากำลังเต้นเป็นจังหวะที่ขัดแย้งกับความเงียบงันรอบข้าง
"ตายตามไปงั้นหรือ?" มู่เหวินแค่นยิ้ม มุมปากของเขามีเลือดไหลซึมเล็กน้อย "สิบปีที่ข้าเฝ้าเสาะหาความจริง ไม่ใช่เพื่อมาจบชีวิตลงในที่อัปยศเช่นนี้"
ทันใดนั้นเอง พายุที่พัดโหมก็ถูกแหวกออกด้วยแสงสีเงินวาววับ!
เงาเลือนรางพุ่งเข้าหาเขาราวกับอสรพิษร้าย กลุ่มมือสังหารจากสำนักกระบี่ทมิฬปรากฏตัวขึ้นจากเงามืดของแมกไม้ พวกมันมีทั้งหมดหกคน ทุกคนสวมชุดรัดกุมสีนิล สวมหน้ากากหัวกะโหลกสัตว์ร้าย กระบี่ในมืออาบไปด้วยพิษร้ายที่เป็นประกายสีม่วงเข้ม
มู่เหวินไม่รอให้ศัตรูตั้งตัว เขาพลิกตัวหลบคมกระบี่แรกที่ฟาดฟันลงมาดั่งสายฟ้าฟาด เสียงเหล็กกระทบกันดังกังวานก้องหุบเขา *เคร้ง!* กระบี่ไร้ลักษณ์ในฝักของเขาปัดป้องวิถีดาบของศัตรูได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนที่เขาจะหมุนตัวเตะเข้าที่กลางอกของมือสังหารคนแรก แรงกระแทกส่งผลให้ร่างนั้นกระเด็นไปกระแทกต้นสนจนหักโค่น
"วิชาสยบมาร!" หนึ่งในมือสังหารตะโกนก้อง พวกมันประสานท่าร่างเข้าจู่โจมพร้อมกัน กระบวนท่าที่รวดเร็วและดุดันปิดตายทุกเส้นทางรอดของมู่เหวิน
ทว่าในวินาทีที่วิกฤตที่สุด ท่ามกลางหิมะที่ตกลงมาหนาแน่นจนมองไม่เห็นแม้แต่มือตนเอง กระแสปราณความเย็นที่เยือกแข็งจนเกือบจะหยุดทุกการเคลื่อนไหวก็แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ
*ฟิ้ว...*
กลีบดอกเหมันต์สีขาวบริสุทธิ์นับหมื่นกลีบก่อตัวขึ้นกลางอากาศ กลีบดอกไม้นี้ไม่ใช่ของจริง แต่มันคือปราณกระบี่ที่กลั่นตัวจนถึงขั้นสูงสุด!
มือสังหารทั้งหกชะงักงัน ในชั่วพริบตาที่พวกมันเผลอ กลีบดอกเหมันต์นับพันก็กรีดผ่านร่างกายพวกมันราวกับคมมีดที่เฉือนเนื้ออย่างแผ่วเบา แต่ลึกซึ้งถึงกระดูก พวกมันล้มลงกองกับพื้นโดยไม่ได้ส่งเสียงร้องแม้แต่ครึ่งคำ สติสัมปชัญญะดับวูบลงท่ามกลางความเย็นที่กัดกินถึงหัวใจ
มู่เหวินยืนหายใจหอบอยู่กลางวงล้อมที่เงียบสงัด เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังต้นไม้ใหญ่เบื้องบน
ร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนกิ่งสนที่สั่นไหว นางสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะแรก ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ราวกับรูปสลักจากหยกเย็น ดวงตาคมกริบคู่นั้นดั่งทะเลสาบที่ถูกแช่แข็งมานับพันปี นางคือ เซียนจื่อฉิง แห่งหุบเขาเหมันต์นิรันดร์
"เจ้า..." มู่เหวินเอ่ยขึ้น แววตาของเขาสั่นไหวครู่หนึ่งเมื่อสบสายตากับนาง "เจ้าช่วยข้า?"
เซียนจื่อฉิงกระโดดลงจากกิ่งไม้ ร่างกายของนางเคลื่อนไหวแผ่วเบาดุจขนนก นางก้าวผ่านพายุหิมะเข้ามาใกล้เขา แต่ทุกย่างก้าวที่นางผ่าน หิมะใต้ฝ่าเท้ากลับไม่ยุบตัวลงแม้แต่น้อย
"ข้าไม่ได้ช่วยเจ้า" เสียงของนางราบเรียบ เย็นชา แต่กังวานก้องในโสตประสาท "ข้าเพียงแต่รำคาญเสียงดาบของพวกมันที่ทำลายความเงียบของป่าแห่งนี้"
นางหยุดยืนห่างจากเขาเพียงสามก้าว กลิ่นอายหิมะจางๆ ที่ลอยมาจากร่างของนางทำให้มู่เหวินรู้สึกถึงความปวดร้าวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชานั้น
"ข้าจำเจ้าได้" มู่เหวินกล่าวพลางเก็บกระบี่เข้าฝัก "สิบปีก่อน ที่ขอบเหวแห่งทิศอุดร... เจ้าเป็นคนมอบวิชาไร้ลักษณ์นั่นให้ข้า"
เซียนจื่อฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาของนางไหววูบเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะกลับมาเย็นชาดังเดิม "ข้าเพียงแค่เห็นว่ากระบี่ของเจ้าไร้ที่มา จึงมอบวิถีที่ไร้ตัวตนให้ เพื่อดูว่ามันจะกลายเป็นธุลีหรือจะกลายเป็นคมดาบที่สังหารสวรรค์ได้"
"แล้วเจ้าได้คำตอบหรือยัง?" มู่เหวินถาม พลางขยับเข้าไปใกล้นางอีกก้าว แม้จะรู้ว่าสัมผัสตัวนางอาจหมายถึงการถูกแช่แข็งจากคำสาปที่เล่าขานกัน
นางหันหลังให้เขา เส้นผมสีเงินยวงพลิ้วไหวตามแรงลม "คำตอบนั้นอยู่ที่ว่า วันนี้เจ้ายังคงเป็น 'หลี่มู่เหวิน' ที่มีจิตวิญญาณเดิมอยู่หรือไม่ หรือเจ้ากลายเป็นเพียงร่างเงาที่ถูกอดีตกัดกินไปแล้ว"
มู่เหวินนิ่งเงียบ คำพูดของนางแทงใจดำเขาเสียยิ่งกว่าคมกระบี่ของมือสังหารเมื่อครู่ ความจริงที่ว่าเขายังคงตามหาเงาของอดีตอาจารย์ และความจริงที่ว่าร่างแยกของเขาเพิ่งจะประกาศกร้าวถึงจุดจบของเขา... ทุกอย่างถาโถมเข้ามา
"ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็น" มู่เหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ต่อให้สวรรค์จะกำหนดให้ข้าตายวันนี้ แต่กระบี่ในมือข้าจะไม่มีวันก้มหัวให้ลิขิตใดๆ"
เซียนจื่อฉิงไม่ตอบ แต่ในจังหวะที่นางหันกลับมาเพียงเสี้ยววินาที มู่เหวินสังเกตเห็นประกายของความเศร้าโศกในดวงตาคู่นั้น มันไม่ใช่ความเย็นชาที่เขาเห็นในตอนแรก แต่มันคือความโดดเดี่ยวที่สั่งสมมาเนิ่นนาน
"ถ้าเช่นนั้น... จงเงี่ยหูฟังให้ดี มู่เหวิน" นางเอ่ยเบาๆ ก่อนจะใช้นิ้วชี้ชี้ไปที่เบื้องหลังของเขา "สิ่งที่เจ้ากำลังตามหา ไม่ได้มีเพียงแค่ความลับในอดีต แต่มันคือ 'รอยร้าว' ที่เจ้าสร้างขึ้นเอง"
มู่เหวินหันขวับกลับไป และในวินาทีนั้นเอง กองศพของมือสังหารที่ควรจะสิ้นใจไปแล้ว กลับเริ่มขยับเขยื้อน ผิวหนังของพวกมันแตกออก เผยให้เห็นรอยจารึกอักขระเวทสีดำสนิทที่กำลังสูบกลืนปราณจากหิมะรอบข้าง เพื่อฟื้นคืนชีพในรูปลักษณ์ที่น่าสยดสยองกว่าเดิม
ร่างแยกของเขาเดินออกมาจากม่านหิมะอีกครั้ง แววตาของมันว่างเปล่า แต่ในมือกลับถือกระบี่สีเลือดที่แผ่จิตสังหารรุนแรงจนแม้แต่เซียนจื่อฉิงยังต้องชักกระบี่เหมันต์ออกมาตั้งรับ
"พบพานท่ามกลางพายุนี้..." เซียนจื่อฉิงพึมพำพร้อมกับกระชับกระบี่ในมือ "บางทีอาจเป็นจุดเริ่มต้นของวันสิ้นโลกที่เจ้าไม่อาจหลีกเลี่ยง"
มู่เหวินชักกระบี่ไร้ลักษณ์ออกจากฝัก แสงสีทองจางๆ สะท้อนกับหิมะรอบกาย เสียงกระบี่ร้องคำรามก้องท่ามกลางพายุที่ทวีความรุนแรงขึ้น
"ถ้ามันคือจุดจบ ข้าก็จะขอใช้กระบี่นี้เขียนเส้นทางใหม่ขึ้นมาเอง!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่สองนี้ครับ หากชื่นชอบ โปรดเตรียมใจไว้ให้มั่น เพราะบทถัดไป... โลกยุทธภพจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไปครับ
หมื่นกระบี่คืนรัง
กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิหคเหมันต์นิรันดร์•ตอนที่ 2
พบพานท่ามกลางพายุ
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิหคเหมันต์นิรันดร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
