"ข้าขอแยกบ้าน"
ประโยคสั้นๆ ที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงตระกูลเฉิน เปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่ถูกจุดชนวนขึ้นกลางวงสนทนา บรรยากาศภายในบ้านไม้เก่าแก่ดูจะเย็นเยียบลงฉับพลันราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำค้างแข็งกลางฤดูร้อน แม่สามีแซ่จางที่กำลังคีบผักดองเข้าปากชะงักค้าง ตะเกียบไม้ในมือสั่นระริกก่อนจะฟาดลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น
"เจ้าว่าอะไรนะ หลินซูเหยา? ปีกกล้าขาแข็งถึงขนาดกล้าขู่ขวัญแม่สามีเชียวหรือ?" นางจางแผดเสียง ดวงตาที่หรี่เล็กดุจงูพิษจ้องมองสะใภ้รองด้วยความโกรธแค้น "ที่นี่คือบ้านตระกูลเฉิน จะออกหรือจะอยู่ ข้าที่เป็นแม่เป็นคนตัดสิน ไม่ใช่คนนอกอย่างเจ้า!"
หลินซูเหยายืนตัวตรง สายตาของนางสงบนิ่งดุจผิวน้ำยามไร้ลม นี่ไม่ใช่ซูเหยาผู้ยอมก้มหัวให้ความอยุติธรรมคนเดิมอีกต่อไป ในสมองของนางได้ผ่านการคำนวณและวางหมากมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว การยื้อชีวิตในครอบครัวที่จ้องจะสูบเลือดสูบเนื้อเช่นนี้ มีแต่จะทำให้แผนการสร้างเนื้อสร้างตัวของนางพินาศ
"คนนอกหรือครับ?" ซูเหยาแค่นยิ้มมุมปาก พลางปรายตามองสามีที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นอยู่ข้างกาย "ในเมื่อท่านแม่กล่าวเช่นนั้น ข้าก็ขอพูดให้ชัดเจน ในฐานะที่เหว่ยเจ๋อเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว แต่เงินทุกหยวนที่เขาส่งกลับมากลับถูกนำไปปรนเปรอพี่สะใภ้ใหญ่ที่ขี้เกียจสันหลังยาว มิหนำซ้ำยังบังคับให้ข้าออกไปรับจ้างแบกหามทั้งที่ร่างกายอ่อนแอ... การแยกบ้านครั้งนี้ไม่ใช่คำขอ แต่มันคือทางเลือกเดียวที่จะรักษาตระกูลเฉินไว้ได้"
"สามหาว! ใครสั่งใครสอนให้เจ้าปีนเกลียวผู้ใหญ่!" พี่สะใภ้ใหญ่ที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบกระโจนออกมาเสริมทัพตามความเคยชินหวังจะกดข่มให้จมดิน
ซูเหยาไม่ปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามได้ตั้งตัว นางหยิบสมุดบัญชีเล่มเล็กที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมาวางปังลงบนโต๊ะ นี่คือ 'อาวุธ' ที่นางรวบรวมได้จากความทรงจำและหลักฐานที่แอบเก็บไว้ตลอดสามปี "เงินสามร้อยหยวนที่เหว่ยเจ๋อส่งมาเมื่อปีกลาย หายไปไหนหมด? ข้าวสารกระสอบที่ควรจะเป็นเสบียงหน้าหนาว ทำไมถึงไปอยู่ในห้องของท่านพี่ใหญ่แทนที่จะอยู่ในห้องครัว? ถ้าเรื่องนี้ไปถึงหูคณะกรรมการหมู่บ้าน... ท่านแม่คิดว่าพวกเขาจะตัดสินอย่างไรครับ?"
อากาศในห้องดูจะเบาบางลงทันที แม่สามีหน้าถอดสี มือที่เคยทุบโต๊ะเริ่มสั่นเทาด้วยความตระหนก ความเฉียบขาดของซูเหยาในวันนี้ทำให้นางเหมือนเห็นใครบางคนที่น่ากลัวกว่าเดิมซ้อนทับอยู่ในร่างของลูกสะใภ้ผู้นี้
เฉินเหว่ยเจ๋อที่เงียบมาตลอด ก้าวออกมาหนึ่งก้าว ร่างสูงใหญ่ในชุดทหารสีเขียวเข้มของเขาแผ่รังสีข่มขวัญจนทุกคนในห้องต้องถอยกรูด เขาไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่ปรายตาเย็นชาไปรอบวง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ทรงพลัง "ข้าทำงานหนักแลกเลือดมาเพื่อสร้างครอบครัว ไม่ใช่เพื่อให้ใครมาเอาเปรียบภรรยาของข้า หากแม่ยังไม่ยอมตกลง... เราก็คงต้องแจ้งทางการให้มาช่วยจัดสรรทรัพย์สินแบ่งแยกกันให้ชัดเจนตามกฎหมายบ้านเมือง"
สายตาของเขาเปรียบเสมือนคมดาบที่พร้อมฟาดฟันเพื่อปกป้องซูเหยา แม่สามีจางกัดฟันแน่น นางรู้ดีว่าหากเรื่องนี้ถึงหูคนนอก เกียรติยศที่สั่งสมมาจะมลายสิ้น แต่นางก็ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
"ได้! อยากแยกนักใช่ไหม? งั้นก็ไสหัวไป! แต่จำไว้ ซูเหยา... เงินสักแดงเดียวพวกเจ้าก็ไม่มีวันได้ไปจากบ้านหลังนี้!" แม่สามีแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "ออกไปตัวเปล่าๆ นั่นแหละ แล้วมาดูกันว่าพวกเจ้าจะรอดพ้นความอดอยากไปได้กี่วัน!"
ซูเหยาเก็บสมุดบัญชีด้วยท่าทีสงบ ราวกับผลลัพธ์นี้อยู่ในแผนที่วางไว้ตั้งแต่ต้น "ขอบพระคุณที่ท่านแม่เมตตาครับ ส่วนทรัพย์สิน... ข้าขอเพียงแค่ที่ดินผืนท้ายหมู่บ้านที่ถูกทิ้งร้างนั่นก็พอ"
ทุกคนในห้องชะงัก ที่ดินผืนนั้นขึ้นชื่อว่าแห้งแล้งจนปลูกอะไรก็ตาย ไม่มีใครอยากได้ แต่สำหรับซูเหยา... นั่นคือสมบัติล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ในมิติคู่ขนานของนาง มันคือจุดเริ่มต้นของการพลิกฟื้นอดีตที่นางจะใช้มันเป็นฐานอำนาจทางการเงินในอนาคต
เหว่ยเจ๋อคว้ามือของซูเหยาไว้แน่น สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือของเขาทำให้ซูเหยารู้สึกได้ถึงความหนักแน่น ทั้งสองเดินออกจากบ้านตระกูลเฉินโดยไม่เหลียวหลังกลับไปมอง ท่ามกลางเสียงสาปแช่งและสายตาดูแคลนของคนในบ้านที่เฝ้ารอเห็นความล้มเหลวของพวกเขาทั้งคู่
เมื่อมาถึงกระท่อมร้างหลังเก่าที่อยู่ห่างไกลจากความวุ่นวาย ซูเหยาปล่อยมือสามีพลางถอนหายใจยาว ก่อนจะเปิดประตูที่ผุพังเข้าไป ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู กลิ่นหอมจางๆ ของบางอย่างก็โชยปะทะจมูก ทั้งที่ไม่น่าจะมีใครทำอาหารในบ้านร้างเช่นนี้ได้
บนโต๊ะไม้เก่าที่ซูเหยาเพิ่งปัดกวาดไปเมื่อครู่ มีชามดินเผาใบหนึ่งวางอยู่ มันคือบะหมี่น้ำที่โรยหน้าด้วยเนื้อตุ๋นชิ้นโตจนน้ำซุปใสกลายเป็นสีทองอำพัน กลิ่นหอมของสมุนไพรล้ำค่าจากมิติคู่ขนานที่นางเพิ่งทดลองปลูกส่งกลิ่นเย้ายวนจนเหว่ยเจ๋อต้องชะงักค้าง
"นี่มัน... กลิ่นเนื้อตุ๋นเครื่องเทศชั้นเลิศ" เหว่ยเจ๋อพึมพำด้วยความประหลาดใจ เพราะในยุคที่อาหารการกินแร้นแค้นเช่นนี้ การหาเนื้อกินสักมื้อยังยากเย็นแสนเข็ญ
ซูเหยาส่งยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความนัย ก่อนจะหยิบตะเกียบยื่นให้เขา "นี่คือค่าตอบแทนสำหรับการตัดสินใจทุบหม้อข้าวครั้งนี้ครับเหว่ยเจ๋อ... แต่อย่าเพิ่งแปลกใจไป เพราะในกระเป๋าใบนี้ยังมีสิ่งที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของพวกเราไปตลอดกาล"
ทว่าในวินาทีที่เหว่ยเจ๋อกำลังจะคีบบะหมี่ขึ้นมา เสียงเคาะประตูที่รุนแรงและเร่งเร้าก็ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับเสียงตะโกนของหัวหน้าหมู่บ้านที่ฟังดูตื่นตระหนก "เหว่ยเจ๋อ! ซูเหยา! รีบออกมาเร็วเข้า! กองกำลังตรวจสอบจากเขตกำลังมุ่งหน้ามาที่บ้านตระกูลเฉิน และดูเหมือนพวกเขาจะตามหาตัวใครบางคน... ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องผิดกฎหมาย!"
ซูเหยาสบตาสามีทันที ความเย็นเยียบแล่นผ่านสันหลัง นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน... เพราะในมือของหัวหน้าหมู่บ้าน มีจดหมายลับที่ประทับตราประทับสีแดงฉานซึ่งนางจำได้ดีว่าเป็นของ 'ศัตรู' ที่นางเพิ่งวางหมากกำจัดไปในอดีตชาติ!
---
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตากรรมไปกับซูเหยาและเหว่ยเจ๋อนะครับ / เซียนหุ้นย้อนเวลาครับ
พลิกกระดานชีวิตสะใภ้รอง ยุค 80 กับสมบัติลับมิติคู่ขนาน•ตอนที่ 2
ทุบหม้อข้าวเดิมพันชีวิต
ผลงานโดย เซียนหุ้นย้อนเวลา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนหุ้นย้อนเวลา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พลิกกระดานชีวิตสะใภ้รอง ยุค 80 กับสมบัติลับมิติคู่ขนาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
