เสียงแฟ้มบทละครที่ถูกกระแทกลงบนโต๊ะประชุมไม้สักทองดัง *ปัง!* สะท้อนก้องไปทั่วห้องประชุมใหญ่ของกองถ่าย ท่ามกลางความเงียบสนิทที่ชวนให้หายใจไม่ทั่วท้อง ทีมงานนับชีวิตต่างพากันกลั้นหายใจ ปาดเหงื่อกาฬที่ซึมตามไรผมด้วยความหวาดหวั่น เพราะไม่มีใครกล้าแม้แต่จะขยับตัวเมื่อสมรภูมิขนาดย่อมระหว่าง "นักเขียนบทผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร" กับ "ผู้กำกับจอมเผด็จการผู้ไร้ซึ่งความปรานี" กำลังปะทุขึ้นอีกครั้ง
รวิศตวัดสายตาคมกริบมองชายหนุ่มร่างสูงที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของธามประดับด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นที่ชวนให้เลือดในกายเดือดพล่าน รอยยิ้มนั้นไม่ได้สื่อถึงมิตรภาพ แต่มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่กำลังสนุกสนานกับการต้อนเหยื่อให้จนมุม
"คุณธามกำลังจะบอกว่า บทซีนที่เจ็ดสิบห้าของผมมันไร้เหตุผลอย่างนั้นหรือครับ" รวิศเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์ที่เปล่งออกมากลับอัดแน่นไปด้วยแรงกดดันระอุราวกับลาวาใต้พื้นโลก นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนหน้ากระดาษเบาๆ เป็นจังหวะเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่พุ่งพล่าน
"ไม่ใช่แค่ไร้เหตุผลครับคุณรวิศ..." ธามยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้โต๊ะเล็กน้อย สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาท้าทายของอีกฝ่าย "แต่มันเวิ่นเว้อ น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง ตัวละครคุยกันน้ำไหลไฟดับเป็นชั่วโมง แต่ความรู้สึกข้างในกลับกลวงโบ๋ คุณเขียนเอาความสะใจส่วนตัว หรือเขียนให้คนดูเขาอินกันแน่ครับ"
คำพูดเชือดเฉือนนั้นทำเอารวิศแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ขึ้นมาทันที เขายันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โน้มตัวลงค้ำโต๊ะประชุมเข้าหาผู้กำกับหนุ่มเพื่อไม่ให้เสียเปรียบเชิงจิตวิทยา กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ผสมผสานกับความคุกรุ่นของบรรยากาศ ยิ่งทำให้ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่ลดลงจนน่าใจหาย
"ถ้าคุณธามใช้สมองซีกซ้ายวิเคราะห์บทอย่างเดียวโดยไม่ใช้หัวใจเปิดรับความหมายที่ซ่อนอยู่ คุณก็คงเห็นเป็นแค่น้ำท่วมทุ่งนั่นแหละครับ แต่น่าเสียดาย... ผมไม่คิดว่าผู้กำกับระดับรางวัลจะอ่านบทชั้นเดียวเป็น" รวิศสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความเย้ยหยันที่ทรงพลังพอจะทำให้คนฟังเลือดขึ้นหน้าได้ไม่ยาก
ธามหรี่ตาลง รอยยิ้มบนมุมปากจางหายไปแทนที่ด้วยแววตาจริงจังที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม เขาไม่ได้โกรธที่ถูกย้อนศร แต่เขากำลังสนุกต่างหาก... สนุกที่ได้เห็นนักเขียนบทหนุ่มคนนี้พยายามกางกรงเล็บปกป้องงานเขียนชิ้นเอกของตัวเองราวกับแมวป่าหวงก้าง
"ปากเก่งขึ้นเยอะนี่ครับ" ธามกระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่จงใจให้ได้ยินกันแค่สองคน ร่างสูงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ ผิดกับทีมงานรอบห้องที่เริ่มกลืนน้ำลายลงคอด้วยความฝืดเคือง "แต่จำไว้... ในกองถ่ายของผม บทที่ดีที่สุดไม่ใช่บทที่สวยหรูที่สุดบนกระดาษ แต่มันคือบทที่ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวแล้วทรงพลังที่สุดต่างหาก ถ้าคุณตัดทอนความเวิ่นเว้อนี้ไม่ได้ ผมนี่แหละครับจะเป็นคนแก้ปากกาแดงใส่ต้นฉบับของคุณเอง"
"คุณไม่มีสิทธิ์แก้บทของผม!" รวิศกระแทกเสียงลอดไรฟัน ดวงตาสองคู่ประสานกันดุจประจันหน้าด้วยกระแสไฟฟ้าแรงสูง บรรยากาศรอบตัวร้อนระอุขึ้นจนแทบจะจุดประกายไฟได้อยู่รำผำ ความดื้อรั้นและความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของนักเขียนบท ทำให้รวิศไม่มีวันยอมถอยให้เด็ดขาด ต่อให้คู่สนทนาจะเป็นผู้มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายในกองถ่ายนี้ก็ตาม
รินรดาที่นั่งมองสถานการณ์ตึงเครียดมาสักพักรีบยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ นางเอกสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะตัดสินใจทำหน้าที่กาวใจจำเป็น เพื่อไม่ให้ผู้กำกับกับนักเขียนบทคู่นี้กระโจนเข้าใส่กันเสียก่อน
"เอ่อ... ใจเย็นๆ กันก่อนดีไหมคะทั้งสองคน" รินรดาแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มแห้งๆ ถูกส่งให้ทั้งคู่เพื่อลดทอนความดุเดือด "บทซีนที่เจ็ดสิบห้าเนี่ย รินอ่านแล้วนะ มันไม่ได้แย่เลยค่ะคุณธาม มันมีความลึกซึ้งที่ถ้าเล่นดีๆ จะเป็นซีนขโมยซีนได้เลยนะ ส่วนคุณรวิศคะ... ถ้าเราลองกระชับประโยคให้สั้นลงอีกนิด ให้มันคมคายขึ้นแบบไม่ต้องพูดเยอะแต่เจ็บจี๊ดถึงใจ น่าจะประนีประนอมกันได้ใช่ไหมคะ?"
คำพูดของรินรดาราวกับสายลมเย็นที่พัดเข้าใส่กองไฟ แม้จะไม่ได้ดับสนิทแต่มันก็ช่วยลดความรุนแรงลงไปได้บ้าง ธามเบนสายตาจากใบหน้าบึ้งตึงของรวิศไปยังนางเอกสาว ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ เชิงให้เกียรติ
"ถ้าคุณรินรดาออกปากเอง ผมก็พอจะอนุโลมให้เวลาคุณรวิศกลับไปทำการบ้านแก้บทนี้มาใหม่ภายในคืนนี้..." ธามหันกลับมามองหน้าคนตัวเล็กที่ยังคงยืนจ้องเขาเขม็ง "หวังว่าคุณคงไม่ทำให้ผมผิดหวังนะ... นักเขียนบทมือหนึ่ง"
รวิศเม้มริมฝีปากแน่นอย่างขัดใจ เขายอมรับว่าข้อเสนอของรินรดานั้นมีเหตุผล แต่การต้องมานั่งแก้บทตามคำสั่งของคนเผด็จการอย่างธาม มันทำให้เขาเสียฟอร์มไม่น้อย ทว่าก่อนที่รวิศจะทันได้อ้าปากตอกกลับอะไรที่เจ็บแสบกว่าเดิม เสียงผลักประตูห้องประชุมก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
"ขอโทษที่มาช้าครับ พอดีการจราจรข้างนอกเป็นอัมพาตไปหมด"
เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับการก้าวเข้ามาของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทลำลองดูดี รวิศหันขวับไปมองผู้มาใหม่ทันที หัวใจกระตุกวูบเมื่อสังเกตเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ส่งตรงมาให้เขา ขณะที่ธามหรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด บรรยากาศที่คุุกรุ่นอยู่แล้วกลับยิ่งทวีความซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้นในพริบตาเดียว เมื่อบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือคนที่รวิศไม่อยากเจอที่สุดในเวลานี้... อดีตคนรักเก่าที่ก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในโปรเจกต์นี้ในฐานะ "โปรดิวเซอร์คนใหม่"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของผมด้วยนะครับ
เซฟโซนที่ไม่มีจริงของนักเขียนบทหัวรั้นกับผู้กำกับจอมเผด็จการ•ตอนที่ 2
บทสนทนาที่ไม่มีใครยอมใคร
ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนที่ไม่มีจริงของนักเขียนบทหัวรั้นกับผู้กำกับจอมเผด็จการ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!