กลิ่นหอมบางเบาของกำยานจันทน์เทศลอยวนอยู่เหนือโต๊ะไม้สลักลายมังกรห้ากรงเล็บ ในยามที่ราตรีโรยตัวปกคลุมทั่วทั้งเมืองหลวง บรรยากาศภายในห้องลับใต้ตำหนักบูรพาช่างเงียบงันจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงน้ำมันตะเกียงหยดกระทบถาดรอง หลี่จวินหรงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะประธาน อาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นลายเมฆาคลื่นเหิรขับเน้นให้ร่างสูงใหญ่ดูดุจพญาอินทรีผู้ซุ่มรอจังหวะขย้ำเหยื่อ ดวงตาคมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งทอดมองสตรีเบื้องหน้าด้วยความระแวดระวังที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบ
"ท่านแม่ทัพลอบนัดข้ามา ณ ที่แห่งนี้ ย่อมมิใช่เพียงเพื่อมานั่งดมกลิ่นกำยานแก้หนาวกระมังเพคะ"
ซูเหม่ยหลินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยกระแสท้าทาย นางอยู่ในชุดคลุมผ้าแพรต่วนสีครามเข้ม ปักลายใบบัวหลวงลู่ลมด้วยด้ายเงินละเอียดอ่อน ชายเสื้อยาวลากพื้นจรดพรมขนสัตว์หนานุ่ม เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบขึ้นด้วยปิ่นหยกขาวสลักลายหงส์ สติปัญญาอันเฉียบคมของนางกำลังคำนวณหมากทุกกระดานที่เสนาบดีหลิวและพวกพ้องกำลังเดินในราชสำนักยามนี้
"เจ้ากล้าดียังไงถึงส่งจดหมายเตือนข้าผ่านเหยี่ยวเพลิงของกองทัพพิทักษ์ชายแดน" หลี่จวินหรงเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ กังวานก้องในห้องแคบ แรงกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากตัวเขา องครักษ์เงาทั้งหลายต่างรู้ดีว่ายามที่แม่ทัพใหญ่ใช้สายตาเช่นนี้ มักมีผู้ต้องสังเวยคมดาบไม่ต่ำกว่าร้อยชีวิต
"หากข้าไม่ทำเช่นนั้น ท่านคงนำกองทัพม้าเหล็กบุกเข้าประตูเมืองหลวงไปเผชิญหน้ากับเสนาบดีหลิวด้วยความหุนหันพลันแล่นแล้วล่ะเพคะ" ซูเหม่ยหลินก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะอีกก้าวหนึ่ง ดวงตาดอกท้อคู่สวยสบประสานกับดวงตาคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว นางยิ้มเยาะเล็กน้อยที่มุมปาก "ความแค้นเรื่องตระกูลหลี่เมื่อสิบปีก่อน ยังคงสุมอยู่ในอกท่านมิใช่หรือท่านแม่ทัพ... แต่การล้างแค้นด้วยกำลังทหาร มีแต่จะทำให้ราชบัลลังก์สั่นคลอน และพวกกบฏจะได้ประโยชน์"
หลี่จวินหรงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ หัวใจที่ด้านชาดั่งหินผาถูกสะกิดด้วยความจริงที่แทงใจดำ สตรีผู้นี้อ่านใจเขาได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าเงาของตนเองเสียอีก เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของชายหนุ่มทาบทับร่างระหงจนมิด แต่นางกลับมิได้ถอยหนีแม้แต่น้อย กลับแหงนเงยขึ้นสบตาเขาตรงๆ กลิ่นกายหอมกรุ่นของดอกเหมยผสมความเย็นเยียบของยามค่ำคืนโชยเข้าปะทะนาสิก ทำให้แม่ทัพผู้เยือกเย็นต้องเป็นฝ่ายเบนสายตาหลบก่อนเล็กน้อย
"เจ้าต้องการอะไรกันแน่ ซูเหม่ยหลิน การที่บุตรสาวขุนนางตกอับผู้หนึ่งลอบเข้ามาพัวพันกับคดีลับของกรมอาญาและกองทัพ ย่อมมีเป้าหมายที่ใหญ่หลวงกว่าการล้างมลทินให้ตระกูลตนเอง" หลี่จวินหรงยื่นหน้าเข้าไปใกล้ จนได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วเบาของนาง "บอกข้ามาก่อนที่ความอดทนของข้าจะหมดลง"
"สิ่งที่หม่อมฉันต้องการ... คือหัวใจของเสนาบดีหลิว และอำนาจที่เคยพรากทุกสิ่งไปจากตระกูลซู" ซูเหม่ยหลินกระซิบลอดไรฟัน แววตาเต็มไปด้วยความแค้นเคืองที่ถูกเก็บกดไว้ใต้รอยยิ้มอันงดงามมาเนิ่นนาน "และเพื่อการนั้น หม่อมฉันจำเป็นต้องอาศัย ‘ดาบ’ ที่คมที่สุดในแผ่นดิน... ซึ่งก็คือท่าน"
นางหยิบแผนที่แผ่นหนังแกะฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ กางลงบนโต๊ะไม้สลัก นิ้วเรียวยาวดั่งลำหญ้าคาชี้ไปยังจุดยุทธศาสตร์สามแห่งรอบเมืองหลวง "ในคืนวันเพ็ญเดือนหน้า เสนาบดีหลิวจะลักลอบพบกับทูตแคว้นเป่ยอวี้ที่โรงเตี๊ยมรกร้างนอกกำแพงเมือง เพื่อลงนามในสัญญาขายชาติ แลกกับการหนุนหลังให้บุตรชายของมันขึ้นครองราชย์ แผนการทั้งหมดถูกเขียนไว้ในบัญชีลับที่ซ่อนอยู่ในห้องหนังสือใต้ดินของจวนเสนาบดี"
หลี่จวินหรงก้มลงมองแผนที่อย่างพิจารณา รอยแผลเป็นที่หางคิ้วกระตุกวูบเมื่อเห็นตราประทับลับของกองทัพศัตรู แผนการนี้แยบยลยิ่งนัก หากเขาบุ่มบ่ามเข้าไปจับกุมย่อมถูกตลบหลังว่าเป็นกบฏเสียเอง แต่ถ้ามีบัญชีลับฉบับนั้นเป็นหลักฐาน ทุกอย่างจะพลิกผันทันที
"แล้วเจ้าจะเอาอะไรเป็นหลักประกันว่าเจ้าไม่ได้กำลังหลอกใช้ข้าเป็นเครื่องมือ" หลี่จวินหรงถามเสียงเยียบเย็น พลางใช้มือหนาจับปลายคางมนของนางให้เงยขึ้น บังคับให้นางรับรู้ถึงอำนาจที่แท้จริง
ซูเหม่ยหลินไม่สะทกสะท้าน นางอมยิ้มบางเบา ยื่นมือเรียวไปแตะที่ข้อมือแกร่งของเขา ผิวสัมผัสเย็นเฉียบของหยกประดับบนแหวนของนางเสียดสีกับผิวเนื้อของแม่ทัพหนุ่ม สร้างความสั่นสะท้านในอกอย่างประหลาด
"ประกันด้วยชีวิตของหม่อมฉันเองเพคะ... และสิ่งนี้"
นางหยิบหยกพกประจำตัวสลักลายตระกูลซูวางลงบนฝ่ามือของเขา หยกเนื้อดีสีม่วงเข้มสะท้อนกับแสงตะเกียงราวกับมีชีวิต
ทั้งสองยืนประจันหน้ากันท่ามกลางความเงียบงันของราตรี ความใกล้ชิดทำให้กลิ่นอายเฉพาะตัวของกันและกันซึมซับเข้าสู่ความรู้สึก หลี่จวินหรงจ้องมองริมฝีปากอิ่มที่ขยับเอื้อนเอ่ยถ้อยคำอันทรงพลัง หัวใจที่เคยสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำโบราณกลับกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรงราวกับคลื่นใต้น้ำ
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดผ่อนคลายลงและบรรยากาศเริ่มเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้ง เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดขององครักษ์ผู้หนึ่งก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบ พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังรัวสามครั้งติดๆ กัน
"เรียนท่านแม่ทัพ! มีพระราชโองการด่วนจากท้องพระโรง... องค์皇帝 (ฮ่องเต้) มีรับสั่งให้ท่านนำกำลังพลหนึ่งหมื่นนายปิดล้อมจวนเสนาบดีหลิวในคืนนี้ทันทีเพศ!"
หลี่จวินหรงชะงัก ดวงตาคมกริบหันกลับมามองสตรีตรงหน้าทันที ซูเหม่ยหลินมีสีหน้าเปลี่ยนสี นางขมวดคิ้วมุ่นด้วยความตกใจ "เร็วกว่ากำหนดถึงสามวัน... เสนาบดีหลิวต้องรู้ตัวแล้วว่าพวกเรากำลังสืบเรื่องนี้!"
ก่อนที่หลี่จวินหรงจะได้เอ่ยคำใด ประตูห้องลับก็ถูกถีบกระเด็นด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับคมดาบประกายวาววับนับสิบเล่มที่พุ่งเข้ามาปิดล้อมพวกเขาทั้งสองไว้ในพริบตาเดียว!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามา ณ ที่นี้นะครับ
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับยอดกุนซือผู้พลิกกระดานรัฐ•ตอนที่ 3
กลยุทธ์ใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับยอดกุนซือผู้พลิกกระดานรัฐ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
