เสียงคำรามทุ้มต่ำของคอมเพรสเซอร์ระบายความร้อนในท่อส่งออกซิเจนเซกเตอร์ 4 ไม่เคยโกหกใคร... มันคือเสียงลมหายใจของคนนับแสนที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความแม่นยำทางกลศาสตร์
อีไลจาห์ วอล์คเกอร์ ขยับแว่นกรองแสงอัจฉริยะบนสันจมูก ปลายนิ้วเรียวยาวที่ผ่านการสัมผัสคราบน้ำมันและแผงวงจรมานับไม่ถ้วนกำลังเลื่อนผ่านหน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าครามที่สะท้อนลงบนดวงตาสีสนิมของเขา ตัวเลขความดันอากาศในโซนที่พักอาศัยระดับล่างกระดิกขึ้นลงอย่างผิดปกติ มันไม่ใช่ความผันผวนตามธรรมชาติของระบบปรับอากาศที่ใช้งานมานาน แต่เป็นรูปแบบการสูญเสียแรงดันแบบมีจังหวะ... ราวกับมีใครกำลังเปิดวาล์วระบายอากาศทิ้งไว้อย่างเงียบเชียบทีละน้อย เพื่อไม่ให้ระบบเซนเซอร์ส่วนกลางส่งสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉิน
วิศวกรหนุ่มขมวดคิ้วแน่น รอยย่นระหว่างคิ้วลึกขึ้นตามความเครียดสะสม เขากวาดสายตาอ่านค่าไดอะแกรมโครงสร้างท่อส่งออกซิเจนย้อนหลังสามชั่วโมง ความทรงจำอันเลวร้ายเมื่อสิบปีก่อนผุดขึ้นมาในห้วงคำนึงโดยอัตโนมัติ—ภาพของห้องเครื่องที่ไร้แรงโน้มถ่วง เสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังกลบเสียงกรีดร้อง และความไร้พลังของมนุษย์ตัวเล็กๆ เมื่อเผชิญหน้ากับความล้มเหลวของระบบ
*ระบบไม่เคยผิดพลาด... มีแต่มนุษย์ต่างหากที่บิด1เบือนมัน* เขาเคยท่องคำนี้ไว้ต่างสร้อยคอคุ้มภัย แต่วันนี้... ความเชื่อมั่นนั้นกำลังถูกสั่นคลอน
“วอล์คเกอร์ รายงานสถานะออกซิเจนเซกเตอร์ 4 ด่วน ศูนย์ควบคุมกลางกำลังจับตาดูความผันผวนที่คุณกำลังส่องกล้องมองอยู่นะครับ” เสียงทุ้มต่ำผ่านระบบสื่อสารภายในดังขึ้น แทรกแซงความคิดของเขา น้ำเสียงนั้นเรียบเฉยจนเย็นเยียบ แต่แฝงไปด้วยอำนาจการบังคับบัญชาที่ปฏิเสธไม่ได้
อีไลจาห์ถอนหายใจยาวผ่านจมูก ปิดหน้าจอโฮโลแกรมลงชั่วขณะก่อนจะกดเปิดไมโครโฟนตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่นิ่งสนิท “กำลังตรวจสอบครับผู้กอง... ค่าความดันตกฮวบลงร้อยละสามจุดสองในเวลาสี่สิบนาที มันเล็กน้อยเกินกว่าจะทริกเกอร์ระบบอัตโนมัติ แต่เพียงพอที่จะทำให้มนุษย์ในบล็อกนั้นหลับใหลไปตลอดกาลอย่างไร้ความเจ็บปวด”
“คุณคิดว่าเป็นความผิดพลาดของฮาร์ดแวร์ หรือมนุษยชาติกันล่ะที่กำลังเล่นตลก?” เสียงปลายสายถามกลับ ราวกับไม่ได้ใส่ใจชีวิตของคนนับแสนในเซกเตอร์นั้นเลยแม้แต่น้อย
“ฮาร์ดแวร์ไม่เคยมีเจตนาแอบแฝงครับ... แต่คนที่เข้าถึงรหัสผ่านระดับสามได้ในสถานีนี้มีไม่ถึงสิบคน” อีไลจาห์ตอบพรางก้าวเท้าออกจากห้องควบคุมส่วนกลาง รองเท้าบูทหนາหนักกระทบกับพื้นเหล็กกล้าของสถานีอวกาศ *โอนิซูร่า* เกิดเสียงก้องกังวานในความเงียบสงบของยามวิกาลจำลอง
สถานีอวกาศแห่งนี้เปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา ลอยเคว้งคว้างอยู่ในสุญญากาศอันหนתาเหน็บ การเมืองระดับจักรวาลกำลังคุกกรุ่น สภาอาณานิคมกดขี่แรงงานดาวเคราะห์ชั้นนอก ขณะที่กลุ่มกบฏใต้ดินพยายามแทรกซึมทำลายเสาหลักทุกต้นที่ค้ำจุนอำนาจรัฐ อีไลจาห์ไม่เคยสนใจการเมือง เขามองว่าการเมืองเป็นเรื่องของเศษสวะที่แย่งชิงอำนาจบนความล่มสลาย แต่วิศวกรรมคือความจริงแท้เดียวที่ค้ำจุนชีวิต
แต่ตอนนี้ ความจริงแท้นั้นกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือฆาตกรรม
อีไลจาห์เดินลัดเลาะผ่านทางเดินแคบๆ ที่บุด้วยแผ่นกันกระแทกสีเทาหม่น กลิ่นอับชื้นของแผ่นกรองคาร์บอนและกลิ่นโอโซนจางๆ ลอยแตะจมูก ปลายทางของเขาคือจุดเชื่อมต่อท่อส่งออกซิเจนหลักของเซกเตอร์ 4 ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเขตชุมชนแออัดของสถานี ที่ซึ่งกฎหมายของสภาเดินทางมาไม่ถึง และเสียงร้องเรียนมักถูกกลืนหายไปกับเสียงฮัมของเครื่องยนต์
เมื่อมาถึงหน้าประตูนิรภัยรหัสผ่าน อีไลจาห์ชะตากฝีเท้าลง สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบบริเวณ แผงวงจรควบคุมข้างประตูมีร่องรอยการถูกถอดฝาครอบออก น็อตยึดส,กรูสี่ตัวถูกคลายออกด้วยประแจเฉพาะทาง ไม่ใช่การชำรุดจากการใช้งาน แต่เป็นการจงใจ "sabotage" อย่างประณีต
เขาย่อตัวลงใช้ปลายนิ้วแตะที่รอยขูดขีดบนโลหะ เย็นเฉียบ... และสดใหม่
“เจอตัวการแล้วสินะ...” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบาหวิวแต่หนักแน่นด้วยจังหวะจะโคนก็ดังขึ้นมาจากมุมอืดของทางเดินอับแสง เสียงนั้นหยุดชะงักทันทีเมื่อผู้มาใหม่รู้ว่าไม่ได้อยู่ลำพัง
อีไลจาห์ไม่หันกลับไปทันที เขายังคงคุกเข่าอยู่หน้าแผงควบคุม มือข้างหนึ่งสอดเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมเพื่อแตะประแจพกพาพลังงานสูงที่พร้อมใช้งาน ปลายประสาททุกส่วนตื่นตัวถึงขีดสุด อะดรีนาลีนหลั่งรินเข้าสู่กระแสเลือดอย่างเงียบเชียบ
“เดินย่องเข้ามาในเขตหวงห้ามยามวิกาลแบบนี้... คุณคงไม่ใช่พนักงานซ่อมบำรุงกะดึกหรอกกระมังครับ” อีไลจาห์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่ากังวานชัดในความเงียบ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วค่อยๆ หมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับเงาสลัว
ภายใต้แสงไฟนีออนสีนวลที่กะพริบติดๆ ดับๆ ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทของเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบก้าวออกมาจากความมืด ใบหน้าคมคายดุดันสันกรามคมชัด ดวงตาคู่คมกริบสีเทาเข้มมองตรงมาที่เขาอย่างไร้ความหวาดกลัว มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ฉลาดเฉลียวและอันตรายอย่างยิ่ง
คาลอส เวลล่า ยืนไขว่ห้างพิงผนังทางเดินอย่างผ่อนคลาย ราวกับเขาเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้ ไม่ใช่นักโทษหลบหนีที่ทางการตั้งค่าหัวไว้สูงสุดในระบบสุริยะ
“วิศวกรวอล์คเกอร์... ผมนึกว่าคุณจะใช้เวลาถอดรหัสแผงควบคุมนั้นนานกว่านี้เสียอีก น่าผิดหวังเล็กน้อยนะที่สมองระดับหัวกะทิของสถานีนี้ไขปริศนาได้เร็วเกินไป” คาลอสเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม กวนประสาท แต่น่าฟังอย่างประหลาด
อีไลจาห์หรี่ตาลง ประเมินภัยตรงหน้า ความนิ่งสงบของชายคนนี้ทำให้เขารู้สึกระแวงอย่างบอกไม่ถูก คาลอส เวลล่า... ชื่อนี้คือฝันร้ายของสภาอาณานิคม และตอนนี้ ‘ฝันร้าย’ กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขา ห่างกันไม่ถึงสามก้าว
“ฝ่าฝืนระบบความปลอดภัยระดับสอง ทำลายทรัพย์สินทางราชการ และพยายามสังหารประชาชนนับแสน... ข้อหาเหล่านี้มากพอที่จะทำให้คุณถูกส่งไปรีเซ็ตความทรงจำในหลุมดำดาวอังคารแล้วนะครับ คุณเวลล่า” อีไลจาห์พูดเสียงเรียบ มือยังคงกุมประแจในกระเป๋าแน่น ไม่มีความหวาดกลัวฉายชัดในแววตา มีเพียงความเย็นชาของมืออาชีพที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่
คาลอสหัวเราะในลำคอเบาๆ ดวงตาคมกริบกวาดมองวิศวกรหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความสนใจใคร่รู้ ราวกับกำลังประเมินคุณภาพของชิ้นส่วนเครื่องจักรชั้นดี
“สังหารประชาชนเหรอ? วอล์คเกอร์... คุณมองโลกแคบเกินไปหรือแค่แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นกันแน่” คาลอสขยับตัวก้าวเข้ามาใกล้อีกหนึ่งก้าว กลิ่นอายบุรุษอันตรายแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบตัวตึงเครียด “ระบบที่คุณกำลังก้มหัวให้ต่างหากที่กำลังสูบเลือดสูบเนื้อและฆ่าพวกเขาทีละน้อย... ผมไม่ได้เปิดวาล์วระบายอากาศเพื่อฆ่าคน แต่ผมกำลังเปิด ‘หน้าต่าง’ ให้พวกเขารู้สึกตัวต่างหากล่ะ”
อีไลจาห์นิ่งงันไปชั่วขณะ คำพูดสองแง่สองง่ามนั้นจี้เข้าที่ปมในใจของเขาอย่างแม่นยำ แต่วิชาชีพและอุดมการณ์ทำให้เขาไม่อาจยอมรับความไร้ระเบียบนี้ได้
“ไม่ว่าเหตุผลของคุณจะสวยหรูแค่ไหน... ความวุ่นวายและการพังทลายไม่ใช่ทางออกของการสร้างสรรค์” อีไลจาห์ดึงประแจพลังงานออกจากกระเป๋า แสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นพร้อมใช้งาน “และผม... จะไม่ยอมให้ใครมาทำลายระบบที่ผมใช้เวลาค่อนชีวิตซ่อมแซมเด็ดขาด”
คาลอสไม่ได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย เขากลับยิ้มกว้างขึ้น แววตาดึงดูดใจอย่างประหลาดฉายชัดในความมืด “น่าสนใจ... วิศวกรผู้เคร่งครัดกับกบฏผู้พังทลาย เราคงต้องมาพิสูจน์กันหน่อยแล้วล่ะครับว่า ระหว่างกฎเหล็กของคุณ กับความจริงของผม... สิ่งไหนจะพังก่อนกัน”
ทว่า ก่อนที่ทั้งคู่จะได้เคลื่อนตัวเข้าประจันหน้ากัน เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินระดับสูงสุดที่ดังสนั่นหวั่นไหวก็แผดเสียงก้องไปทั่วทั้งสถานีอวกาศ!
ไฟส่องสว่างสีขาวนวลเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานกะพริบวาบไปทั่วทางเดิน แผงควบคุมระบบสื่อสารหลักกลางทางเดินเกิดระเบิดขึ้นเล็กน้อยประกายไฟพุ่งกระจาย พร้อมกับเสียงประกาศอัตโนมัติจากคอมพิวเตอร์กลางที่ประกาศก้องด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ซ้ำไปซ้ำมา:
*[ประกาศจากระบบ: ตรวจพบรหัสผ่านปริศนาถูกป้อนเข้าสู่แกนกลางระบบควบคุมหลัก... ดาวเทียมควบคุมวิถีวงโคจรกำลังถูกปลดล็อก การควบคุมทั้งหมดถูกโอนย้ายไปยัง... แหล่งกำเนิดที่ไม่ทราบฝ่าย]*
อีไลจาห์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขาหันขวับกลับไปมองคาลอสเพื่อคาดคั้นคำตอบ แต่สิ่งที่เขาเห็นในแววตาของอดีตสายลับกลับไม่ใช่ความสำเร็จของผู้บงการ... หากแต่เป็นความตกตะลึงระคนหวาดระแวงที่ฉายชัดขึ้นเป็นครั้งแรก
คาลอสไม่ได้เป็นคนทำเรื่องนี้... และนั่นหมายความว่า มี "ตัวตนที่สาม" ซ่อนอยู่ในเงามืดของสถานีอวกาศแห่งนี้ ที่กำลังชักใยพวกเขาทั้งคู่ให้ตกหลุมพรางครั้งใหญ่!
---
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางครั้งนี้ด้วยกันนะครับ — **ไฮเปอร์ไดรฟ์**
วิศวกรสายคุมกฎกับกบฏดวงดาว•ตอนที่ 1
สัญญาณเตือนในความเงียบ
ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรสายคุมกฎกับกบฏดวงดาว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
