เสียงกริ่งเตือนภัยคลื่นความถี่ต่ำสี่ร้อยเฮิรตซ์ไม่ได้กรีดร้องลั่น แต่มันส่งเสียง "ฮัม" ต่ำๆ ในกระดูก—สัญญาณชีพจรของสถานีอวกาศเอนโดลีฟที่กำลังบ่งบอกว่า มีบางสิ่งแปลกปลอมละเมิดเขตปลอดเชื้อระดับสูงสุด
อีไลจาห์ วอล์คเกอร์ ไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากจอโฮโลแกรมสามมิติที่กำลังฉายภาพโครงสร้างท่อส่งความดันหลักของเซกเตอร์เจ็ด นิ้วมือเรียวยาวในถุงมือวิศวกรเนื้อบางดีดเคาะคีย์บอร์ดแสงเพื่อรีเซ็ตวาล์วระบายความร้อนด้วยความเร็วที่แม่นยำราวกับจังหวะเมโทรโนม
ความเสียหายจากแรงดันตกค้างเมื่อวานยังคงทิ้งร่องรอยเป็นตัวเลขสีแดงกระพริบอยู่มุมขวาบนของเรตินาเทียม แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดึงดูดสมาธิของเขาในวินาทีนี้
กลิ่นฉุนบางเบาของโอโซนและควันบุหรี่สังเคราะห์ที่เจือจางอยู่ในระบบปรับอากาศปิดตาย คือหลักฐานชิ้นแรก
“คุณเดินเข้ามาทางท่อระบายความร้อนอุณหภูมิติดลบยี่สิบองศาโดยไม่สวมชุดปรับความดัน... ปอดของคุณทำด้วยโลหะผสมไทเทเนียมหรือครับ หรือแค่ไม่รักชีวิตตัวเอง”
อีไลจาห์เอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง ร่างสูงโปร่งในชุดยูนิฟอร์มสีเทาเข้มขอบฟ้าของหัวหน้าวิศวกรยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าแผงควบคุมหลัก แผ่นหลังตั้งตรงราวกับถูกหล่อขึ้นมาจากเหล็กกล้า
ความเงียบงันปกคลุมห้องควบคุมแรงดันอากาศอับอากาศ (Airlock) เบื้องหลังเขา มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอและเสียงฝีเท้าที่เยื้องย่างอย่างเงียบเชียบจนแทบไม่ได้ยิน
“ถ้าฉันรักชีวิตตัวเอง คงไม่เลือกมาเดินเล่นในเขตหวงห้ามที่มีวิศวกรผู้เคร่งครัดเรื่องระเบียบยิ่งกว่าผู้บัญชาการสถานีคอยต้อนรับหรอกครับ คุณวอล์คเกอร์”
เสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงความเย้ยหยันจางๆ ดังขึ้นจากความมืดของมุมห้อง คาลอส เวลล่า ก้าวพ้นเงาสลัวของเสาค้ำยันไฮดรอลิก ร่างในเสื้อโค้ทกันหนาวสีดำสนิทและร่องรอยฝุ่นละอองจากนอกเขตปลอดภัยดูตัดกับความสะอาดสะอ้านของห้องควบคุมอย่างสิ้นเชิง ดวงตาสีเทาเข้มคู่นั้นกวาดตามองแผงควบคุมระบบหล่อเย็นก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่แผ่นหลังของอีไลจาห์
อีไลจาห์ค่อยๆ หันกลับมา ช้าๆ อย่างจงใจให้เห็นทุกอากัปกิริยา ดวงตาสีฟ้าใสภายใต้กรอบแว่นโลหะจ้องมองผู้บุกรุกด้วยแววตาที่ว่างเปล่า แต่นัยน์ตากลับคมกริบราวกับใบมีดผ่าตัด
“เขตนี้คือพื้นที่หวงห้ามเด็ดขาด รหัสผ่านระดับเจ็ดเท่านั้นที่จะเปิดประตูนิรภัยบานนั้นได้... แต่ระบบบันทึกภาพไม่พบการแฮก หรือว่าคุณใช้รหัสผ่านของผู้บัญชาการลูคัส?” อีไลจาห์ตั้งคำถาม น้ำเสียงเรียบเรื่อยไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ราวกับพวกเขากำลังพูดคุยกันเรื่องดินฟ้าอากาศบนดาวเคราะห์บ้านเกิด ไม่ใช่การจับกุมอาชญากรข้ามดวงดาว
คาลอสยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา เขาหยิบบุหรี่สังเคราะห์ที่ดับแล้วขึ้นมาเคาะเล่นกับปลายนิ้ว “ผู้บัญชาการลูคัสเป็นคนงานยุ่งครับ คงไม่มีเวลามานั่งเฝ้ารหัสผ่านหรอก... อีกอย่าง คนระดับคุณ น่าจะรู้ดีกว่าใครว่าระบบรักษาความปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบที่สุด มักจะมีช่องโหว่ที่สร้างขึ้นมาเพื่อคนบางกลุ่มเสมอ”
“ไม่มีระบบไหนสมบูรณ์แบบ” อีไลจาห์พูดแก้ด้วยน้ำเสียงจริงจัง ขยับตัวก้าวเข้ามาหาอีกฝ่ายช้าๆ ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงเหลือเพียงสองก้าว “แต่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เพื่อป้องกันไม่ให้เราฆ่ากันเองในอวกาศ... มันคือ ‘กฎ’ ถ้าปราศจากกฎ สถานีแห่งนี้ก็เป็นแค่เศษเหล็กที่ล่องลอยรอวันตายเหมือนซากยานบรรทุกสินค้านอกวงโคจร”
“กฎเหรอครับ?” คาลอสหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและบาดลึก “กฎที่คุณว่ากำลังสูบเลือดสูบเนื้อคนในสลัมชั้นล่างของสถานีนี้ไปทีละน้อย แรงดันอากาศเซกเตอร์แปดถูกตัดลดลงสิบเปอร์เซ็นต์เพื่อสำรองให้ห้องรับรองของผู้บริหาร... นั่นคือความยุติธรรมในระบบของคุณสินะ”
อีไลจาห์ชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที กล้ามเนื้อบริเวณกรามกระตุกเล็กน้อย ปมในใจเรื่องการสูญเสียครอบครัวจากระบบระบายอากาศที่ถูกละเลยเมื่อสิบปีก่อนกรีดแทงเข้ามาในความทรงจำราวกับเข็มพิษ แต่เขาเก็บอาการไว้ภายใต้หน้ากากของวิศวกรผู้เย็นชาได้อย่างแนบเนียน
“ปัญหาการจัดสรรทรัพยากรคือหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ไม่ใช่หน้าที่ของผม และแน่นอนว่าไม่ใช่ข้ออ้างที่คุณจะละเมิดความมั่นคงของสถานี” อีไลจาห์ยื่นมือไปแตะปุ่มฉุกเฉินบนผนัง แสงไฟสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นทั่วห้อง พร้อมกับเสียงล็อกอัตโนมัติของประตูนิรภัยทุกบาน “คุณถูกจับกุมแล้วครับ คุณเวลล่า”
คาลอสไม่แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย เขายังคงยืนพิงเสาเหล็กอย่างผ่อนคลาย ดวงตาสีเทาจ้องมองอีไลจาห์ด้วยประกายความท้าทายที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกร้อนรุ่มในอกอย่างประหลาด
“คุณคิดว่าจะขังผมไว้ได้จริงๆ หรือครับ... วอล์คเกอร์”
คาลอสเอ่ยชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงที่จงใจลากยาว ชวนให้รู้สึกระคายหูแต่น่าติดตามในเวลาเดียวกัน เขายกมือขึ้นระดับอก ไม่ใช่เพื่อยอมจำนน แต่เพื่อชูบางสิ่งขึ้นมา—แผ่นชิปข้อมูลสีดำสนิทขนาดเท่าปลายนิ้ว ที่มีสัญลักษณ์ตราประทับของสภาบริหารสูงสุดสลักอยู่
อีไลจาห์หรี่ตาลงทันที สมองคำนวณความเสี่ยงและที่มาของวัตถุนั้นด้วยความเร็วสูง “คุณเอาชิปนั่นมาจากไหน... นั่นคือรหัสผ่านระดับโอเมก้า”
“ถ้าผมบอกว่าผมไม่ได้ขโมยมา แต่มีคน ‘มอบ’ ให้ผมเพื่อเปิดโปงว่าระบบที่คุณเทิดทูนนักหนากำลังจะฆ่าคนทั้งสถานีในอีกสิบสองชั่วโมงข้างหน้าล่ะครับ... คุณยังจะยืนกรานซ่อมท่อส่งน้ำตามใบสั่งของพวกมันอยู่ไหม”
บรรยากาศในห้องอัดแน่นไปด้วยความตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก เสียงฮัมของเครื่องยนต์เบื้องล่างดังสะท้อนเข้ามาในโสตประสาท ขณะที่อีไลจาห์ก้าวเข้าไปประชิดตัวคาลอสจนแทบจะสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของชายหนุ่มผู้เป็นภัยคุกคาม ดวงตาคู่วันจับจ้องชิปในมืออีกฝ่ายสลับกับใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มลึกลับ
ทว่า ก่อนที่อีไลจาห์จะได้เอื้อมมือไปคว้าชิปข้อมูลชิ้นนั้น หน้าจอหลักที่ดับสนิทไปเมื่อครู่ก็สว่างวาบขึ้นมาเองโดยไม่มีคำสั่ง... ภาพวิดีโอวงจรปิดจากห้องควบคุมหลักของสภาบริหารฉายภาพร่างของ ‘ผู้บัญชาการลูคัส’ ที่นอนฟุบอยู่บนโต๊ะทำงาน โดยมีรอยไหม้ของกระสุนเลเซอร์พลาสม่าที่กลางหน้าผาก และข้อความตัวอักษรสีแดงสดที่เพิ่งถูกพิมพ์ทับขึ้นมาบนจอภาพหลักของสถานี:
*[ ยินดีต้อนรับสู่ระบบทำลายตัวเอง: นับถอยหลัง 12 ชั่วโมง ]*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความมืดมิดของห้วงอวกาศไปด้วยกันนะครับ
- ไฮเปอร์ไดรฟ์ -
วิศวกรสายคุมกฎกับกบฏดวงดาว•ตอนที่ 2
แขกที่ไม่ได้รับเชิญ
ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรสายคุมกฎกับกบฏดวงดาว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
