“ไม่ได้เจอกันนานนะ... ทัพฟ้า”
คำพูดเรียบเรื่อยที่แฝงไว้ด้วยกระแสคลื่นใต้น้ำทำเอาบรรยากาศในร้านกาแฟใกล้คณะสถาปัตย์เงียบกริบไปชั่วขณะ ทัพฟ้านิ่งค้าง มือที่กำลังถือแก้วอเมริกาโน่เย็นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ วางมันลงบนโต๊ะด้วยจังหวะที่คุมให้นิ่งที่สุด สายตาคมกริบเหลือบมอง ‘คินทร์’—รุ่นพี่ที่เคยเป็นทั้งคนสอนงานและคนรักเก่า—ที่ตอนนี้ยืนฉีกยิ้มกวนประสาทอยู่ข้างโต๊ะ
“คิดว่าตายไปแล้วเสียอีก” ทัพฟ้าโต้กลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ผิดกับหัวใจที่เต้นรำด้วยจังหวะที่ไม่น่าไว้วางใจ
คินทร์หัวเราะหึในลำคอ ไม่ถือสาคำประชดประชันนั้น เขาเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกแล้วหย่อนตัวลงนั่งราวกับเป็นเจ้าของพื้นที่ “ใจร้ายจังนะ ยังปากจัดเหมือนเดิมเลย”
ในขณะที่คนทั้งคู่กำลังเผชิญหน้ากันด้วยความเย็นชาที่ก่อตัวขึ้นใหม่ สายตาของใครอีกคนจากมุมมืดของร้านก็แทบจะลุกเป็นไฟ ภูผายืนกอดอกพิงกำแพงอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร ใบหน้าเรียบเฉยตามฉบับวิศวะหนุ่มถูกฉาบด้วยความหงุดหงิดที่ปิดไม่มิด มือหนาบีบแก้วกาแฟในมือจนกระดาษหุ้มยับย่น
เขารู้ดีว่าทัพฟ้าไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่การเห็นคินทร์ที่เคยทำให้คนตัวเล็กเสียน้ำตามานั่งลอยหน้าลอยตาอยู่ตรงนั้น มันทำให้ ‘สัญชาตญาณหมาหวงก้าง’ ในตัวภูผาทำงานหนักจนควบคุมแทบไม่อยู่
“พี่กลับมาทำไม” ทัพฟ้าถามเข้าประเด็น ไม่เสียเวลาตีหน้าซื่อ
“กลับมาทวงของที่เคยเป็นของพี่...” คินทร์โน้มตัวเข้าไปใกล้ ลดระดับเสียงลงให้ได้ยินกันเพียงสองคน “รวมถึง ‘สิทธิ์’ ในการดูแลเธอด้วย”
ทัพฟ้าแค่นหัวเราะ “สมองกระทบกระเทือนมาเหรอคะ? สิทธิ์นั้นน่ะ หมดอายุไปตั้งแต่วันที่พี่เดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามองแล้ว”
คินทร์ไม่ได้สะทกสะท้าน เขายื่นมือมาหมายจะแตะข้อมือทัพฟ้า แต่ก่อนที่ปลายนิ้วจะได้สัมผัสผิวเนียน... ร่างสูงโปร่งของใครบางคนก็พุ่งเข้ามาแทรกกลางอย่างรวดเร็ว
“ของในที่นี้... หมายถึงขยะที่ทิ้งไปแล้วเหรอครับ?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกของภูผาดังขึ้นขัดจังหวะ เขาคว้าข้อมือของทัพฟ้าดึงให้ลุกขึ้นมาอยู่ข้างหลังตัวเองทันที การเคลื่อนไหวของเขาฉับไวและเด็ดขาดจนคินทร์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน
“ภูผา... วิศวะตัวซึมคนนั้นน่ะเหรอ” คินทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สายตาทั้งสองประสานกันดั่งกระแสไฟฟ้าที่พร้อมจะจุดระเบิด “ทัพฟ้าไม่ได้ต้องการคนเงียบๆ ไว้เป็นแค่เครื่องประดับหรอกนะ เขาต้องการคนที่จะพาเขาไปได้ไกลกว่านั้น”
“งั้นพี่ก็คงไม่ใช่คนคนนั้น” ทัพฟ้าเอ่ยแทรกขึ้นมาทันควัน น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบและเด็ดขาด “เพราะสำหรับทัพ ความเงียบของเขา... มีค่ามากกว่าคำโกหกของพี่เป็นร้อยเท่า”
ภูผาชะงักไปเล็กน้อย ความร้อนผ่าวแล่นริ้วไปทั่วใบหน้าเมื่อได้ยินคำพูดปกป้องจากคนข้างหลัง เขาหันไปมองทัพฟ้าเพียงเสี้ยววินาที เห็นแววตาที่สั่นไหวแต่ทว่ามุ่งมั่นของคนตัวเล็กแล้ว หัวใจที่เคยแข็งกระด้างกลับอ่อนยวบลงอย่างประหลาด
คินทร์กำหมัดแน่นก่อนจะยิ้มเหยียด “งั้นก็ดูให้ดีแล้วกัน ว่าหมาเฝ้าบ้านอย่างนาย จะปกป้องเขาได้นานแค่ไหน”
ทิ้งท้ายเพียงแค่นั้น คินทร์ก็เดินจากไป ทิ้งให้บรรยากาศระหว่างทัพฟ้าและภูผาตึงเครียดจนน่าอึดอัด ทัพฟ้าสะบัดข้อมือออกจากการกุมของภูผาแล้วเดินดุ่มๆ ออกจากร้านไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ภูผารีบสาวเท้าตามไปติดๆ จนกระทั่งถึงมุมตึกร้างหลังคณะที่คนไม่พลุกพล่าน เขาคว้าแขนทัพฟ้าแล้วหมุนตัวให้หันมาเผชิญหน้ากัน แรงปะทะนั้นมากพอที่จะทำให้ทัพฟ้าเซถลาเข้าไปซบกับแผงอกกว้าง
“ทำไมต้องปกป้อง?” ภูผาถาม เสียงเขาสั่นพร่าด้วยอารมณ์ที่ตีกันยุ่งเหยิง
“ถามอะไรแปลกๆ ก็เขาหาเรื่องทัพก่อน” ทัพฟ้าตอบเสียงแข็ง แต่ใจกลับเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก “หรือว่าภูอยากให้ทัพปล่อยให้เขาพูดจาดูถูกภูอยู่ได้?”
“ฉันไม่ได้โง่ขนาดที่จะไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไร” ภูผาโน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากเกือบชิดกัน “แต่ทัพ... อย่าเข้าใกล้เขานะ อย่าเปิดช่องว่างให้เขาเข้ามาแม้แต่นิดเดียว”
“หึงเหรอ?” ทัพฟ้าเงยหน้าสบตา รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากแสดงถึงความดื้อรั้นที่เป็นเอกลักษณ์
ภูผานิ่งไป สายตาคู่คมกริบจ้องลึกเข้าไปในตาของทัพฟ้า ราวกับจะอ่านทุกความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ข้างใน ก่อนที่เขาจะตัดสินใจทำสิ่งที่ทัพฟ้าคาดไม่ถึง
มือหนาเลื่อนขึ้นมาประคองท้ายทอยของคนตัวเล็กไว้แน่น ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดใบหน้า ทัพฟ้าใจหายวาบเมื่อเห็นแววตาวูบไหวและเปี่ยมไปด้วยแรงปรารถนาของภูผาที่ปกติมักจะซ่อนมันไว้ภายใต้หน้ากากเย็นชา
“ถ้าคำว่าหึงมันยังน้อยไป...” ภูผากระซิบชิดริมฝีปาก “งั้นก็ถือว่าฉันกำลัง ‘คลั่ง’ จนแทบบ้าก็แล้วกัน”
ไม่เปิดโอกาสให้ทัพฟ้าได้ทันตั้งตัว ภูผาก็โน้มใบหน้าลงไปประทับจูบหนักแน่น รสสัมผัสของอเมริกาโน่เย็นที่หลงเหลืออยู่บนริมฝีปากทัพฟ้าถูกแทนที่ด้วยความร้อนแรงที่ภูผาส่งมอบให้ มันไม่ใช่จูบที่นุ่มนวล แต่เป็นจูบที่เต็มไปด้วยการประกาศอาณาเขตและการเรียกร้อง
ทัพฟ้าเบิกตากว้าง ความตกใจในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความยินยอมอย่างไม่อาจห้ามใจ เขาหลับตาลงรับสัมผัสนั้นพร้อมกับยกมือขึ้นกำเสื้อช็อปของภูผาไว้แน่น จังหวะหัวใจของทั้งคู่เต้นสอดประสานกันจนแยกไม่ออก
ทว่าในจังหวะที่แรงอารมณ์กำลังพุ่งถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง พร้อมกับน้ำเสียงที่เยือกเย็นจนคนทั้งสองต้องผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว
“นี่พวกนายทำอะไรกันน่ะ?”
ทัพฟ้าหันกลับไปมองด้วยสายตาที่เบิกกว้าง ร่างที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก ‘มีน’ เพื่อนสนิทที่ยืนกำมือแน่นจนสั่น แววตาของมีนไม่ได้มีความขี้เล่นเหมือนทุกครั้ง แต่มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและ... ความโกรธแค้นที่ปิดไม่มิด
“ทัพฟ้า... นายโกหกฉันมาตลอดเลยเหรอ ว่านายกับคนคนนี้ไม่มีอะไรกันน่ะ?”
บรรยากาศรอบข้างที่เคยร้อนแรงด้วยความเสน่หา กลับเย็นเยียบลงทันทีเมื่อความลับที่ภูผากับทัพฟ้าเพิ่งจะเริ่มสร้างถูกเปิดเผยต่อหน้าเพื่อนรักที่น่าจะรู้เรื่องนี้ดีที่สุด... หรือบางที เขาอาจจะเป็นคนที่รู้ดีกว่าใครว่าความสัมพันธ์นี้ไม่มีวันเป็นไปได้
หมอกไม้ไผ่ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะคะ ขอบคุณที่เป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ
วิศวะคนซึมกับยัยตัวแสบหลังคณะ•ตอนที่ 25
คินทร์รุกหนัก
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะคนซึมกับยัยตัวแสบหลังคณะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!