เสียงกระดาษราคาแพงที่ถูกกรีดผ่านคมมีดพลาสติกดังเฉือนประสาท ท่ามกลางความเงียบงันในห้องทำงานสไตล์มินิมอลบนชั้นยี่สิบเจ็ดของตึกระฟ้าใจกลางมหานคร ลินินขยับแว่นกรอบบางบนสันจมูกเล็กน้อย ดวงตากลมโตภายใต้เลนส์ใสกำลังกวาดมองตัวอักษรภาษาเยอรมันและรัสเซียที่เรียงรายอยู่บนหน้ากระดาษเอสี่สีนวลด้วยความสุขุม มือเรียวยาวที่ผ่านการฝึกฝนทักษะการแปลเอกสารระดับชาติมานับไม่ถ้วนตวัดปากกาหมึกซึมลงบนกระดาษโน้ตเพื่อบันทึกคำศัพท์เฉพาะทางอย่างคล่องแคล่ว
สำหรับเธอแล้ว เอกสารทุกฉบับมีความหมายเหมือนรหัสลับที่รอการไขปริศนา ลินินเป็นล่ามและนักแปลอิสระผู้ไม่เคยเกรงกลัวต่อความซับซ้อนทางภาษาใดๆ ในโลก ปมความสูญเสียของครอบครัวในอดีตสร้างเกราะกำบังให้เธอเลือกที่จะอยู่กับตัวอักษรและความเงียบงัน มากกว่าการเปิดใจรับความสัมพันธ์ใดๆ เข้ามาในชีวิต
แต่เธอกลับไม่เคยรู้เลยว่า... หมึกสีดำบนเอกสารสัญญาฉบับนี้ ไม่ได้กำลังบันทึกเรื่องราวทางธุรกิจทั่วไป หากแต่มันคือลายแทงของอำนาจมืด คราบเลือด และอาวุธสงครามที่ซื้อขายกันข้ามพรมแดน
"เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะคุณลินิน หวังว่าความเร็วและคุณภาพคงไม่ทำให้คุณผิดหวัง" เสียงทุ้มต่ำของตัวแทนสำนักพิมพ์จัดหาล่ามดังขึ้นผ่านโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน
"เรียบร้อยดีค่ะ ฉันกำลังตรวจทานย่อหน้าสุดท้าย ส่งไฟล์กลับให้ทางระบบได้เลยใช่ไหมคะ" ลินินตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งและเป็นมืออาชีพ
"ครับ... เอ่อ ส่งเข้าระบบกลางได้เลยครับ ทางผู้ว่าจ้างต้องการต้นฉบับแปลพร้อมลายเซ็นยืนยันตัวตนของคุณในบ่ายวันนี้ทันที" น้ำเสียงของปลายสายมีความลับลมคมในบางอย่างที่ลินินจับสังเกตได้ แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เพราะคิดว่าเป็นเพียงความเร่งรีบของลูกค้าระดับองค์กรทั่วไป
คลิกเดียวบนหน้าจอคอมพิวเตอร์—นั่นคือวินาทีที่เส้นด้ายแห่งชะตากรรมถูกตัดขาด
ลินินกดส่งไฟล์เอกสารลับชิ้นนั้นออกไป โดยหารู้ไม่ว่า เครือข่ายเข้ารหัสที่เธอใช้ได้เชื่อมต่อตรงไปยังเซิร์ฟเวอร์ลับขององค์การอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ซึ่งชายผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในยุโรปกำลังรอคอยมันอยู่ด้วยความกระหาย
ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที ความผิดปกติเริ่มคืบคลานเข้ามา บรรยากาศรอบตัวในห้องทำงานเริ่มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เสียงเครื่องปรับอากาศที่เคยดังสม่ำเสมอกลับเงียบกริบ เสียงลิฟต์โดยสารที่เปิดออกที่ชั้นนี้อย่างไร้สุ้มเสียง และตามด้วยฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ที่ก้าวเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตูห้องทำงานของเธอ
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง ไม่ใช่การเคาะแบบผู้มาติดต่อ แต่เป็นการเคาะที่เต็มไปด้วยอำนาจและการคุกคาม
ลินินขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ขณะที่ยังไม่ทันได้เอמהคำว่า "เชิญค่ะ" ประตูไม้เนื้อแข็งบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกด้วยแรงมหาศาล ร่างสูงใหญ่ของชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสนิทสองคนก้าวเข้ามาขนาบข้างห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ร่างสูงโปร่งแต่เปี่ยมด้วยรัศมีอันตรายของใครบางคนจะก้าวตามเข้ามา
มาร์คัส มือขวาคนสนิทของเอเดรียน ปรากฏกายขึ้นพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก สายตาคมกริบกวาดมองรอบห้องก่อนจะมาหยุดที่ร่างบางของล่ามสาว
"คุณลินินสินะครับ" มาร์คัสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่กดดัน "นายของเราต้องการพบคุณ"
"พวกคุณเป็นใคร? เข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของฉันได้อย่างไร นี่มันบุกรุกนะคะ ฉันจะโทรแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้" ลินินผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ศีรษะเชิดขึ้นเล็กน้อยเพื่อแสดงออกถึงความไม่เกรงกลัว แม้หัวใจในอกจะเริ่มเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนกเมื่อเห็นท่าทีคุกคามเหล่านั้น
"ตำรวจเหรอครับ?" มาร์คัสหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน "ในโลกที่นายของผมยืนอยู่ กฎหมายไม่ได้มีอำนาจเหนือกว่าปลายปากกาที่คุณเพิ่งใช้แปลเอกสารเมื่อครู่นี้หรอกครับ"
เอกสารฉบับนั้น... เอกสารที่เธอเพิ่งแปลเสร็จ!
สมองของลินินประมวลผลอย่างรวดเร็ว ความตระหนักรู้พุ่งวาบขึ้นมาในอกว่าเธอกำลังก้าวพลาดเข้าไปในวังวนของอะไรบางอย่างที่อันตรายถึงชีวิต
"ฉันไม่รู้ว่าพวกคุณพูดถึงเรื่องอะไร ฉันเป็นแค่นี้... นักแปลอิสระ ออกไปจากห้องของฉันซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะเรียก รปภ." ลินินพยายามรักษาความมั่น
แต่มาร์คัสไม่ได้สนใจคำขู่ของเธอแม้แต่น้อย เขาส่งสัญญาณมือเพียงนิดเดียว ชายชุดดำทั้งสองคนก็ก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอทันที ลินินพยายามจะถอยหลังหนี แต่ทว่า...
ประตูกระจกบานใหญ่ด้านหลังห้องที่เชื่อมต่อกับระเบียงส่วนตัวค่อยๆ เลื่อนเปิดออก พร้อมกับร่างสูงสง่าของบุรุษผู้เป็นเจ้าของฉายา 'ราชาไร้พรมแดน' ที่ก้าวเข้ามาในห้อง ท่ามกลางกระแสลมเย็นเยียบยามบ่ายที่พัดพาความกดดันมหาศาลเข้ามาด้วย
เอเดรียน... ชายผู้มีนัยน์ตาสีเทาเข้มดุจพายุหิมะ ร่างกายกำยำภายใต้สูทสั่งตัดพิเศษส่งกลิ่นอายดิบเถื่อนและอันตรายอย่างชัดเจน เขาปรายตามองลินินตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ราวกับนักล่าที่กำลังพิจารณาเหยื่ออันโอชะที่เดินเข้ามาติดกับด้วยความสมัครใจ
ลินินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แรงดึงดูดอันมืดมนและน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาจากตัวตนของเขา จนทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดกัก
เอเดรียนก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นกายบุรุษผสมกับกลิ่นบุหรี่ราคาแพงลอยปะทะนาสิก ลินินต้องแหงนหน้าขึ้นมองเขาเนื่องจากส่วนสูงที่ต่างกันมาก แววตาของมาเฟียร้ายคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ราวกับต้องการจะแผดเผาตัวตนของเธอให้มอดไหม้เป็นจุล
"ล่ามสาวผู้ฉลาดล้ำ... กล้าดียังไงถึงมารับแปลความลับของฉันโดยไม่รู้ชะตากรรมตัวเอง" น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเอ่ยกระซิบข้างใบหูของเธออย่างแผ่วเบา แต่กลับทรงพลังจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
ก่อนที่ลินินจะทันได้เปล่งเสียงเถียง เอเดรียนก็เอื้อมมือหนาเข้าล็อกข้อมือเรียวของเธอไว้แน่นด้วยแรงมหาศาลที่ไม่อาจขขัดขืน ดึงรั้งร่างของเธอให้เข้ามาประชิดแนบชิดกับแผงอกแกร่งของเขาอย่างไร้ความปรานี
"ในเมื่อเธอเป็นคนเปิดประตูนานาชาตินี้ด้วยมือของตัวเองแล้ว..." เอเดรียนก้มลงกระซิบชิดริมหูของเธออีกครั้ง ลลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอระหงจนร่างบางสั่นสะท้าน "เธอก็ต้องรับผิดชอบทุกตัวอักษร... ด้วยร่างกายและลมหายใจของเธอเอง"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงมืดมิดนี้ไปพร้อมกับดิฉันนะคะ... แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
"จูบแรกยามสายัณห์"
ล่ามสาวมาดนิ่งกับมาเฟียร้ายที่ไร้พรมแดน•ตอนที่ 1
ภาษาที่ไม่มีวันเข้าใจ
ผลงานโดย จูบแรกยามสายัณห์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จูบแรกยามสายัณห์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ล่ามสาวมาดนิ่งกับมาเฟียร้ายที่ไร้พรมแดน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
