เสียงแฟกซ์และเครื่องพิมพ์เอกสารในห้องทำงานของรินรดาดังขึ้นเป็นระยะ ทว่ามันกลับไพเราะราวกับบทเพลงแห่งชัยชนะในความรู้สึกของเธอ เอกสารรายงานทางการเงินฉบับล่าสุดที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานไม้เนื้อดี คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่า อาณาจักรธุรกิจของตระกูลธีรภัทร กำลังสั่นคลอนจนถึงขีดสุด และคนที่ถือสิทธิ์ขาดในการชี้ชะตาความเป็นความตายของบริษัทนั้น... มิใช่ใครอื่น นอกจากผู้หญิงคนที่เขาเคยผลักไสไล่ส่งให้ออกไปจากชีวิตอย่างไร้เยื่อใย
"คุณคินน์พยายามติดต่อขอเข้าพบคุณรินรดาเป็นครั้งที่สี่ของวันแล้วค่ะคุณริน" เลขานุการสาวก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีลังเล พร้อมกับวางบัตรเชิญสีครีมทองหรูหราลงบนโต๊ะ "เขาบอกว่ามีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับหุ้นส่วนล็อตสุดท้ายที่ร.ร.กรุ๊ปถือครองอยู่... ถ้าเราไม่ยอมปล่อยมือตอนนี้ บริษัทของเขาอาจจะต้องยื่นล้มละลายภายในสัปดาห์หน้าค่ะ"
รินรดายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความโกรธเกลียดหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว มีเพียงความว่างเปล่าและความสมเพชเวทนาที่ถูกเคลือบไว้ด้วยความเยือกเย็น เธอยังจำแววตาคู่คมที่เคยเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงในวันที่เซ็นใบหย่าได้ดี วันนั้น... คินน์มองเธอราวกับเศษฝุ่นผงที่ไร้ค่า แต่วันนี้ เศษฝุ่นผงเม็ดนั้นกลับกลายเป็นภูเขาลูกใหญ่ที่กำลังทับถมร่างของเขาให้จมดิ่งลงสู่ก้นเหว
"ปล่อยให้เขารอไปก่อนค่ะ" รินรดาเอמהเสียงเรียบ ปลายเล็บเรียวสวยเคาะเบาๆ บนแฟ้มเอกสาร "คนที่เคยทำให้คนอื่นต้องนั่งรอความเมตตาอย่างโดดเดี่ยวในบ้านหลังใหญ่หลังนั้น สมควรได้เรียนรู้รสชาติของการรอคอยที่ไม่มีวันสิ้นสุดบ้าง... เชิญเขาเข้ามาในห้องรับรองก็พอค่ะ ฉันไม่อยากเสียเวลาอันมีค่าไปกับการมองหน้าคนแพ้"
สิบนาทีต่อมา ณ ห้องรับรองส่วนตัวที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหรา คินน์ก้าวเข้ามาด้วยสภาพที่ต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง สูทราคาแพงที่เคยตัดเย็บอย่างไร้ที่ติกลับยับยู่ยี่ ใบหน้าคมคายที่เคยเชิดขึ้นด้วยความมั่นใจ บัดนี้กลับมีร่องรอยความเหนื่อยล้าและเส้นเลือดปูดโปนขมับ ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำราวกับไม่ได้นอนมาหลายคืน และทันทีที่บานประตูเปิดออก ร่างสูงก็รีบก้าวเข้ามาหาเธอทันทีราวกับคนจมน้ำที่คว้าได้ท่อนไม้สุดท้าย
"ริน..." เสียงทุ้มแหบพร่าเอמהเรียกชื่อเธออย่างสั่นเทา มือหนาที่เคยผลักไสเธอยามนี้กลับสั่นเทาขณะพยายามเอื้อมมาแตะชายเสื้อของเธอ "ผมรู้ว่าผมทำผิด... ผมรู้ว่าผมทำร้ายคุณไว้มากแค่ไหน แต่ขอร้องล่ะริน ช่วยถอนฟ้องเรื่องหุ้นล็อตนั้นที บริษัทกำลังจะพัง... ทุกสิ่งที่พ่อผมสร้างมามันกำลังจะพังคามือผม"
รินรดาไม่ขยับหนี เธอยังคงนั่งไขว่ห้างด้วยท่าทางสบายๆ สายตาสีเทาเข้มมองสำรวจสภาพที่น่าสมเพชของอดีตสามีด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน เธอยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะวางลงกระทบจานรองเสียงดัง *กริ๊ก*
"คุณกำลังขอความช่วยเหลือจากคนที่คุณเคยบอกว่าเป็นภาระไร้ค่าอย่างนั้นหรือคะ คุณคินน์?" เสียงหวานเอ่ยถามอย่างใจเย็น ทว่าทุกถ้อยคำกลับคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลสด "แปลกจังนะคะ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อน คุณบอกว่าต่อให้ฉันตายไปจากชีวิตคุณ คุณก็ไม่มีวันเดือดร้อนอะไรเลยนี่นา"
"ริน... ได้โปรด อย่าพูดแบบนั้นเลย" คินน์ทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเธออย่างไม่หลงเหลือศักดิ์ศรีใดๆ อีกต่อไป มือหนาคว้าข้อเท้าเธอไว้แน่น ราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไปต่อหน้าต่อตา "ผมขอโทษ... ผมสำนึกผิดแล้ว ผมยอมทำทุกอย่าง ยอมชดใช้ทุกอย่างที่คุณต้องการ ขอแค่คุณช่วยชีวิตบริษัทไว้..."
ภาพชายหนุ่มผู้เคยเย่อหยิ่งและเย็นชา กำลังคุกเข่าอ้อนวอนผู้หญิงที่เขาเหยียบย่ำ มันช่างเป็นภาพที่สะใจและงดงามในสายตาของรินรดา เธอก้มมองเขาด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ หัวใจที่เคยเจ็บปวดจนด้านชา บัดนี้กลับรู้สึกสะใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ นี่คือผลลัพธ์ของความโหดร้ายที่เขาก่อขึ้นเองทั้งหมด
"ชดใช้เหรอคะ?" รินรดาก้มตัวลงไปกระซิบข้างใบหูของเขา น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลแต่วาบหวามไปด้วยพิษสง "คุณไม่มีปัญญาชดใช้มันหรอคินน์... เพราะหยาดน้ำตาและเศษเสี้ยวความรู้สึกที่ฉันเคยเสียไปให้คุณ มันประเมินค่าเป็นตัวเงินไม่ได้หรอกค่ะ"
รินรดาสลัดข้อเท้าออกจากมือของเขาอย่างไม่ใยดี เธอปัดกระโปรงสูทให้เรียบร้อยก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มองลงมาที่เขาด้วยสายตาที่เยียบเย็นดั่งน้ำแข็ง "เชิญกลับไปเถอะค่ะ แล้วเตรียมตัวรับฟังเสียงระฆังแห่งความพินาศของบริษัทคุณได้เลย เพราะเกมนี้... ฉันยังเล่นไม่สนุกพอ"
เธอหันหลังให้และเตรียมจะก้าวเดินออกจากห้องรับรอง ทว่าเสียงทุ้มที่ตวาดลอดไรฟันด้วยความเคียดแค้นผสมความสิ้นหวังก็ดังขึ้นไล่หลังมา
"รินรดา! คุณคิดเหรอว่าทำลายผมแล้วคุณจะมีความสุขจริงๆ! อย่าลืมนะว่าสายเลือดที่อยู่ในท้องคุณ..."
รินรดาชะงักฝีเท้า หัวใจกระตุกวูบไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เธอกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความลับที่เธอพยายามปกปิดมาตลอดกำลังจะถูกเปิดเผยอย่างนั้นหรือ? เธอกลอกตามองกลับไปด้วยความตกใจระคนหวาดระแวง แต่ทว่า... ก่อนที่เธอจะได้เอמהปากโต้ตอบอะไร ประตูห้องรับรองก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท
ร่างสูงสง่าของกวินปรากฏขึ้นที่กรอบประตู พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก มือหนาของกวินถือซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะไว้ในมือ และก้าวเข้ามาบังร่างของรินรดาไว้จากสายตาของคินน์ทันที
"ขอโทษทีนะคุณคินน์" กวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กดดันจนน่ากลัว พร้อมกับโยนซองเอกสารลงบนตักของอดีตสามีที่ยังคงคุกเข่าอยู่ "พอดีว่าคุณไม่มีสิทธิ์จะพูดเรื่องสายเลือดอะไรทั้งนั้นแล้วล่ะ... เพราะผลตรวจ DNA ล่าสุด พร้อมกับเอกสารสิทธิ์การถือครองหุ้นทั้งหมดแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของตระกูลธีรภัทร บัดนี้... ได้ตกเป็นของรินรดาอย่างสมบูรณ์แบบตามกฎหมายแล้ว"
คินน์เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้าซีดเผือดลงทันทีเมื่อกวาดสายตาผ่านเอกสารแผ่นแรกที่หลุดออกมาจากซอง ขณะที่รินรดายืนนิ่งงัน หัวใจเต้นระรัวด้วยความตกใจไม่แพ้กัน เมื่อกวินหันมาสบตาเธอนิ่ง พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่แฝงความลับบางอย่างที่แม้แต่เธอก็ยังไม่เคยล่วงรู้มาก่อน...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปกับตัวละครนะคะ
เศษเสี้ยวความทรงจำสีเทาของอดีตภรรยา•ตอนที่ 19
เสียงหัวเราะบนความพินาศ
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำสีเทาของอดีตภรรยา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!