“ฉันไม่รับงานที่ต้องเอาหัวโขนของศิษย์เก่ามาตัดสินความถูกผิดค่ะ คุณวิชัย”
ลลินวางแฟ้มเอกสารปกหนาปึ้กลงบนโต๊ะไม้โอ๊กขัดมัน เสียงกระแทกของมันฟังดูราบเรียบแต่ทว่าหนักแน่นพอจะทำให้บรรยากาศในห้องทำงานหรูใจกลางกรุงเทพฯ เย็นเยียบลงไปหลายองศา เธอจัดระเบียบสูทเบลเซอร์ให้เข้าที่ ดวงตาเรียวรีภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงแคทอายจับจ้องไปยังคู่สนทนาด้วยความนิ่งสนิท
“แต่นี่เป็นความประสงค์ของคุณพ่อคุณนะลลิน... คินน์เขาเป็นศิลปินที่สื่อมวลชนกำลังจับตามอง ถ้าเราปล่อยให้ที่ดินผืนนั้นหลุดมือไปเพราะคดีมรดกเฮงซวยนี่ ชื่อเสียงของสำนักงานกฎหมายเราก็จะสั่นคลอนไปด้วย”
“คดีมรดก หรือคดีแย่งชิงที่ดินเพื่อเอาไปสร้างคอมเพล็กซ์หรูให้ ‘รวิศ’ คะ?” ลลินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มเยาะอย่างไม่ปิดบัง “คุณวิชัยคะ งานของทนายคือความยุติธรรม ไม่ใช่การเป็นเบี้ยล่างให้พวกนักธุรกิจเขี้ยวลากดิน”
“ลลิน!”
“ดิฉันจะไปพบเขาพรุ่งนี้ค่ะ แต่ไม่ใช่ในฐานะรุ่นน้องที่น่ารักของโรงเรียนมัธยม... แต่ในฐานะทนายความที่จะมาบอกให้เขารู้ว่า ทางเลือกเดียวของเขาก่อนที่จะถูกคนชื่อรวิศกลืนกิน คือการยอมทำตามเงื่อนไขทางกฎหมายที่ดิฉันเตรียมไว้ให้เท่านั้น”
หญิงสาวหมุนตัวออกจากห้องทันทีโดยไม่รอฟังคำคัดค้าน เธอไม่ใช่ทนายที่อ่อนต่อโลก และเธอก็ไม่เคยปล่อยให้ความทรงจำวัยเยาว์มาบดบังตรรกะในการทำงาน แต่ทว่า... เมื่อภาพถ่ายในแฟ้มเอกสารปรากฏสู่สายตาอีกครั้ง ชื่อของ ‘คินน์’ ที่สลักอยู่บนผลงานภาพพิมพ์ลายเส้นดิบเถื่อนนั้น กลับทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง
เด็กชายที่เคยแอบพ่นสีสเปรย์ใส่กำแพงโรงเรียนคนนั้น... กลายเป็นศิลปินที่ดูอันตรายและน่าค้นหาไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
***
หอศิลป์ส่วนตัวของคินน์ตั้งอยู่ท้ายซอยที่แทบจะถูกลืม กลิ่นสีน้ำมันผสมกับกลิ่นกาแฟคั่วเข้มอบอวลอยู่ในอากาศ ลลินก้าวเข้าไปข้างในด้วยมาดนางพญา ส้นสูงกระทบพื้นไม้จนเกิดเสียงก้องกังวาน ก่อนที่เธอจะหยุดชะงักเมื่อเห็นชายหนุ่มผมเผ้าไม่เป็นทรงกำลังยืนตวัดพู่กันลงบนผืนผ้าใบอย่างบ้าคลั่ง
เขาไม่ได้เงยหน้ามองแขกผู้มาเยือน แต่กลับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่แฝงไปด้วยความรำคาญ
“ถ้าจะมาทวงค่าเช่าที่ หรือมาถามหาเอกสารมรดกโง่ๆ นั่น ก็ช่วยกรุณาหยิบปากกาแล้วไสหัวออกไปทางเดิมเลยนะ ทนายความที่บริษัทส่งมาคนก่อน... ฉันเพิ่งไล่ตะเพิดไปเมื่อเช้า”
ลลินขมวดคิ้ว เธอเดินเข้าไปใกล้จนเห็นคราบสีเปื้อนบนปลายนิ้วเรียวยาวของเขา “ถ้าคุณหมายถึงทนายที่เพิ่งถูกไล่ออกไปเพราะทำเอกสารคุณหกใส่กาแฟ... ดิฉันคิดว่าคุณควรจะดีใจที่บริษัทส่งคนที่มีความอดทนสูงกว่ามาให้ค่ะ”
คินน์หยุดชะงัก เขาค่อยๆ วางพู่กันลงแล้วหันมาเผชิญหน้า สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวของเขาจ้องมองลลินตั้งแต่หัวจรดเท้า ความประหลาดใจปรากฏในดวงตาเพียงครู่ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มหยัน
“ลลิน? รุ่นพี่ลลินที่ชอบเดินถือไม้บรรทัดคุมกฎในโรงเรียนเหรอเนี่ย?” เขาหัวเราะในลำคอ เดินเข้ามาใกล้จนลลินต้องก้าวถอยหลัง แต่แผ่นหลังของเธอกลับชนเข้ากับโต๊ะทำงานของเขา “โลกกลมจริงๆ นะครับ แต่น่าเสียดาย... เซฟโซนของผมไม่ใช่ทนายที่ยึดติดกับกฎเกณฑ์พรรค์นั้น”
“คุณคงเข้าใจผิดแล้วค่ะคินน์” ลลินเชิดหน้าขึ้น แม้หัวใจจะเต้นรัวอย่างห้ามไม่ได้ “งานของฉันคือการปกป้องที่ดินผืนนี้จากเงื้อมมือของรวิศ ไม่ใช่การมานั่งฟังศิลปินเอาแต่ใจพล่ามเรื่องอุดมการณ์”
“ปกป้อง?” คินน์โน้มใบหน้าลงมาจนจมูกของเขาเกือบชิดกับจมูกของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนทำให้ลลินชะงักงัน “เธอก็รู้ว่ารวิศมันมีวิธีสกปรกแค่ไหน แล้วเธอล่ะ... จะเอาอะไรมาสู้กับคนที่มีอำนาจล้นมือแบบนั้น นอกจากทฤษฎีกฎหมายแห้งๆ ในสมอง?”
“ฉันมีสิ่งที่คุณไม่มี” ลลินสวนกลับทันควัน แม้จะพยายามควบคุมน้ำเสียงให้มั่นคง “ความจริงที่พร้อมจะกระชากหน้ากากคนพวกนั้นไงคะ”
“มั่นใจเหลือเกินนะ” คินน์แค่นยิ้ม มือหนาเอื้อมมาเชยคางเธอขึ้นเบาๆ สัมผัสนั้นไม่ได้มีความจาบจ้วง แต่กลับทำให้ลลินรู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าช็อต “ดี... งั้นเรามาดูกันว่าทนายสาวผู้ซื่อตรงอย่างเธอ จะทนกับความโสมมของโลกความเป็นจริงได้นานแค่ไหน ก่อนที่จะยอมจำนนต่อหน้าฉัน”
จังหวะที่ลลินกำลังจะเปิดปากโต้ตอบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางเข้าหอศิลป์ พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดราคาแพงที่ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า
“ขอโทษทีนะที่ขัดจังหวะการทำงานของพวกคุณ” รวิศกวาดสายตามองทั้งคู่ด้วยแววตาสมเพช “คุณทนายครับ... ผมว่าคุณน่าจะรู้นะว่าการพยายามช่วยคนที่ไม่มีวันชนะ มันเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า”
คินน์ปล่อยคางของลลินแล้วหันไปเผชิญหน้ากับรวิศทันที ขณะที่ลลินรู้สึกถึงความกดดันที่ถาโถมเข้ามา เมื่อสายตาของรวิศเหลือบมามองแฟ้มในมือของเธอ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายเธอเย็นเฉียบ
“เพราะว่าเอกสารในมือนั่นน่ะ... มันกลายเป็นเศษกระดาษไร้ค่าไปตั้งแต่วินาทีที่ผมถือครองโฉนดฉบับจริงไว้ในมือแล้วล่ะครับ คุณลลิน”
ลลินเบิกตากว้าง เธอรีบเปิดแฟ้มดูเอกสารในมือทันที และเมื่อเห็นลายเซ็นที่ปรากฏอยู่บนหน้าสุดท้าย ดวงตาของเธอก็สั่นไหวอย่างรุนแรง... สิ่งที่เธอถืออยู่ไม่ใช่เอกสารคดีมรดก แต่มันคือคำสั่งฟ้องร้องจากรวิศที่จ่าหน้าซองถึงเธอโดยเฉพาะ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความปั่นป่วนในบทแรกนะคะ เหมยฮวาแรกแย้มสัญญาว่าจะพาไปพบกับความเข้มข้นยิ่งกว่านี้ในตอนถัดไปค่ะ
เซฟโซนของผมไม่ใช่ที่นี่ คุณทนาย!•ตอนที่ 1
ทนายกับศิลปินไม่ควรบรรจบกัน
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของผมไม่ใช่ที่นี่ คุณทนาย! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!