เศษกระจกบนรอยยิ้มของอดีตสามี•ตอนที่ 26

เสียงกระซิบจากความสำเร็จ

ผลงานโดย บันทึกคนจร
เสียงปรบมือดังกึกก้องจนผืนพรมสีแดงใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือน แสงไฟสปอตไลท์สีทองนับร้อยดวงสาดส่องลงมายังร่างโปร่งระหงในชุดราตรีผ้าไหมสีดำสนิท ดีไซน์เรียบหรูแต่เฉียบคมไร้ที่ติ มันขับเน้นความสง่างามและความเยือกเย็นในตัวพิมพ์พรรณให้เด่นชัดราวกับรูปปั้นเทพีแห่งชัยชนะที่ถูกแกะสลักขึ้นมาจากหินอ่อนชั้นดี ไม่มีรอยยิ้มแห่งความดีใจจนเนื้อเต้น ไม่มีแววตาตื่นตระหนกประหม่า สิ่งที่ปรากฏบนใบหน้ารูปไข่นั้นมีเพียงความนิ่งสงบ ดั่งผิวน้ำในบึงลึกที่สะท้อนเงาของเปลวเพลิงอันร้อนระอุ "และรางวัลนักธุรกิจหญิงยอดเยี่ยมประจำปีนี้ ได้แก่... คุณพิมพ์พรรณ อัครเดชโภคิน" เสียงประกาศก้องกังวานผ่านไมโครโฟนทรงพลัง พร้อมกับชื่อเสียงเรียงนามที่เคยถูกเหยียบย่ำ ถูกตีค่าให้เป็นเพียงเงาไร้ตัวตนในบ้านหลังใหญ่ วันนี้... มันถูกกล่าวขานท่ามกลางสักขีพยานนับพันชีวิตในหอประชุมอันทรงเกียรติแห่งนี้ พิมพ์พรรณก้าวเท้าเดินขึ้นบันไดทีละขั้นด้วยจังหวะมั่นคง ทุกย่างก้าวเปรียบเสมือนการเหยียดย้ำลงบนซากปรักหักพังแห่งอดีต ทุกเสียงปรบมือคือเสียงกู่ร้องแห่งการประกาศอิสรภาพ เธอไม่ได้หันกลับไปมองเบื้องหลัง เพราะรู้ดีว่าอดีตที่เน่าเฟะเหล่านั้น ไม่สมควรค่าแม้แต่จะเหลือบแล ในมุมมืดแถวที่นั่งแถวสุดท้ายของฮอลล์อันโอ่อ่า กรณ์ทรุดกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยสภาพที่ราวกับวิญญาณถูกกระชากออกจากร่าง ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความทะนงตนและความเย็นชา บัดนี้แดงก่ำและเบิกกว้าง ร่างกายสูงใหญ่สั่นเทาเล็กน้อยเมื่อมองภาพหญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่า เป็นเพียง "ของประดับบ้านราคาแพง" ที่ยอมจำนนต่อเขาแต่เพียงผู้เดียว เธอกำลังยืนอยู่บนจุดสูงสุด จุดที่เขาเอง... ในฐานะซีอีโอผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต ก็ยังต้องใช้หยาดเหงื่อและเล่ห์เหลี่ยมแทบตายเพื่อไขว่คว้ามาให้ได้ แต่พิมพ์พรรณในวันนี้ ไม่ใช่ผู้หญิงคนเดิมที่คอยนั่งรอเขาอยู่ที่โต๊ะอาหารเย็นอันเหน็บหนาวอีกต่อไปแล้ว *“เธอทำได้แล้ว...”* กรณ์พึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแหบพร่า หัวใจข้างซ้ายเจ็บแปลบราวกับมีใครเอามีดทื่อๆ มากรีดซ้ำ ทุกเสียงปรบมือรอบตัวเปรียบเสมือนเสียงหัวเราะเยาะหยันที่ตอกย้ำความโง่เขลาของเขาเอง บนเวที พิมพ์พรรณรับโล่รางวัลคริสตัลใสจากมือประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ เธอยกยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุขอย่างแท้จริง แต่มันคือรอยยิ้มของ "ผู้ชนะ" ที่ได้ทวงคืนทุกอย่างที่ควรจะเป็นของเธอกลับคืนมาทั้งหมด เธอขยับเข้าใกล้ไมโครโฟน สายตากวาดมองผ่านแสงไฟจ้าไปยังผู้คนเบื้องล่าง ก่อนที่ดวงตาสนิทคู่สวยจะสะดุดเข้ากับเงาร่างคุ้นเคยที่นั่งอยู่แถวหลังสุด เงาร่างที่เธอย่อมไม่มีวันลืม แม้ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนผันไปสักแค่ไหน ทนายความรวินท์ ซึ่งยืนรออยู่หลังเวทีส่งยิ้มบางๆ ให้ พร้อมกับส่งกระดาษโน้ตแผ่นเล็กมาให้เธอเมื่อช่วงก่อนเริ่มงาน ซึ่งมีข้อความสั้นๆ เขียนไว้ด้วยลายมือเฉียบคมว่า *“เกมการเงินขั้นสุดท้ายเสร็จสมบูรณ์แล้วครับคุณพิม หุ้นล็อตสุดท้ายของตระกูลกรณ์อยู่ในมือเราแล้ว”* พิมพ์พรรณสูดลมหายใจเข้าลึกet เธอไม่ได้รู้สึกสะใจจนตัวสั่นอย่างที่เคยจินตนาการไว้ ความรู้สึกในอกตอนนี้กลับว่างเปล่าและสงบอย่างประหลาด มันคือความอิ่มเอมใจที่เกิดจากการยืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเอง "ขอบพระคุณสำหรับเกียรติอันยิ่งใหญ่นี้ค่ะ..." น้ำเสียงของพิมพ์พรรณนุ่มนวล ทรงพลัง และก้องกังวานไปทั่วฮอลล์ "รางวัลนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องยืนยันความสำเร็จทางธุรกิจ แต่มันคือเครื่องเตือนใจว่า... ชีวิตของคนเราไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาอนุญาตให้มีคุณค่า เราสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ด้วยสองมือของเราเอง ต่อให้เส้นทางนั้นจะต้องเดินผ่านเศษแก้วที่แหลกสลายก็ตาม" สิ้นเสียงคำกล่าวของเธอ เสียงปรบมือก็ดังสนั่นหวั่นไหวอีกครั้ง ยาวนานราวกับไม่มีวันสิ้นสุด กรณ์นั่งนิ่งแข็งค้างอยู่กับที่ คำพูดทุกคำของพิมพ์พรรณบาดลึกเข้ามาในโสตประสาท มันไม่ใช่คำตัดพ้อ แต่มันคือการ "เมินเฉย" ที่เจ็บปวดที่สุด เธอนับว่าเขาเป็นเพียงเศษแก้วไร้ค่า ที่เธอเลือกจะเดินเหยียบข้ามเพื่อไปสู่อนาคตที่ดีกว่า และเขาก็ทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากนั่งมองความสำเร็จอันเจิดจรัสของเธอจากจุดที่ต่ำที่สุดในชีวิต งานเลี้ยงฉลองหลังพิธีมอบรางวัลถูกจัดขึ้นอย่างหรูหรา ณ ห้องบอลroomโรงแรมระดับห้าดาว แชมเปญราคาแพงถูกรินลงในแก้วทรงสูง เหล่าบรรดานักธุรกิจแถวหน้าต่างเดินเข้าไปรุมล้อมแสดงความยินดีกับพิมพ์พรรณราวกับเธอกลางดวงอาทิตย์ที่ทุกคนต้องโคจรเข้าหา พิมพ์พรรณในชุดราตรีสีดำกำลังสนทนากับนักลงทุนต่างชาติด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงเป๊ะ ไร้ที่ติ รอยยิ้มและท่าทีที่มั่นใจทำให้เธอดูลึกล้ำและน่าดึงดูดใจเกินกว่าจะละสายตา ในขณะที่กรณ์ยืนถือแก้วเครื่องดื่มอยู่มุมเสา ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร เขามองดูเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโหยหาและความเจ็บปวดที่สะสมมานานนับปี เขาก้าวขาไม่ออก ราวกับมีโซ่ตรวนแห่งความผิดบาปลากถ่วงแข้งถ่วงขาเอาไว้ "คุณพิมครับ ยินดีด้วยอีกครั้งนะครับสำหรับความสำเร็จในค่ำคืนนี้" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นข้างกายพิมพ์พรรณ รวินท์นั่นเอง เขายื่นแก้วแชมเปญชนกับเธอเบาๆ ด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นและรู้ใจ "ขอบคุณค่ะคุณรวินท์ ถ้าไม่ได้คุณคอยจัดการเรื่องคดีความและเอกสารบริษัทให้ทุกอย่างคงไม่ง่ายขนาดนี้" พิมพ์พรรณหันไปยิ้มให้ทนายความหนุ่มด้วยแววตาที่ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ความสนิทสนมและไว้วางใจที่เธอแสดงออกต่อรวินท์ ทำให้คนที่ยืนแอบมองอยู่ไกลๆ อย่างกรณ์แทบคลุ้มคลั่ง เส้นเลือดที่ขมับของกรณ์เต้นตุบๆ มือหนาที่กำแก้วแชมเปญแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน ความหึงหวง ความอิจฉา และความสำนึกผิดตีรวนกันอยู่ในอกจนหายใจแทบไม่ออก เขาก้าวเท้าพรวดพราดเข้าไปหาทั้งคู่ทันทีโดยไม่สนมารยาททางสังคมใดๆ ทั้งสิ้น "พิม..." เสียงเรียกที่สั่นเครือหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากแห้งผากของกรณ์ พิมพ์พรรณหยุดบทสนทนากับรวินท์ เธอค่อยๆ หันกลับมามองอดีตสามีด้วยหางตา แววตาคู่นั้นว่างเปล่า เย็นชา และไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ สิ้นเชิง ราวกับเขามקเป็นเพียงธาตุอากาศที่เดินผ่านไปมา "ขอโทษด้วยนะคะคุณกรณ์ ที่นี่สำหรับแขกที่ได้รับเชิญและมีเกียรติพอ... กรุณาอย่ามารบกวนเวลาส่วนตัวของดิฉันค่ะ" คำพูดเพียงประโยคเดียวจากปากของผู้หญิงที่เคยรักเขาหมดหัวใจ แทงทะลุหัวใจของกรณ์จนพรุน เขากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ทว่าก่อนที่กรณ์จะได้เอ่ยคำร้องขอใดๆ ออกมา เสียงฝีเท้าและเสียงหัวใสของเด็กน้อยคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลังของเขา "คุณแม่คะ! น้องคีย์เบื่อแล้ว เมื่อไหร่เราจะได้กลับบ้านกันคะ คุณแม่สัญญาว่าจะพาคีย์ไปกินไอศกรีมช็อกโกแลตไม่ใช่เหรอคะ?" ร่างเล็กป้อมในชุดสูทเด็กตัวจิ๋ววิ่งดุ๊กๆ เข้ามาควชายกระโปรงผ้าไหมสีดำของพิมพ์พรรณ ดวงตากลมโตสุกใส ใบหน้ารูปไข่จิ้มลิ้ม และโดยเฉพาะ... สันจมูกโด่งรั้นที่เป็นเอกลักษณ์ unmistakable นั้น ถอดแบบพิมพ์พรรณมาไม่มีผิดเพี้ยน พิมพ์พรรณชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มอ่อนโยนถูกระบายลงบนใบหน้าทันทีที่เธอคุกเข่าลงโอบกอดเด็กน้อยคนนั้นไว้ในอ้อมแขน "ครับคนเก่ง รอคุณแม่อีกแป๊บเดียวนะครับ เดี๋ยวเรากลับกันแล้ว" แต่ในวินาทีที่กรณ์ก้มลงมองหน้าเด็กชายตัวน้อยวัยสี่ขวบที่กำลังซุกตัวอยู่ข้างกายอดีตภรรยา ลมหายใจของเขาก็พลلสะดุดกึก ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนฉับพลัน ดวงตาคู่นั้น... รอยยิ้มนั้น... และอายุของเด็กชายที่ตรงกับช่วงเวลาที่เธอหอบผ้าออกจากบ้านไปอย่างไร้ร่องรอย กรณ์หน้าซีดเผือด เข่าทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง เมื่อความจริงอันน่าตกตะลึงพุ่งชนเข้ากลางแสกหน้าอย่างจัง—เด็กชายคนนี้... คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาเอง! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวแห่งความเจ็บปวดนี้มากับผมนะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษกระจกบนรอยยิ้มของอดีตสามี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%