กลิ่นอายของกระดาษโบราณผสมผสานกับความอับชื้นของห้องใต้ดิน ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ไม่ได้ทำให้ศตวรรษรู้สึกระคายเคืองเท่ากับสายตาคู่คมที่กำลังจ้องมองเขาอยู่จากอีกฟากของโต๊ะทำงานไม้สัก
"คุณกำลังใช้ตรรกะของมนุษย์ปัจจุบัน ไปตัดสินกฎเกณฑ์ของความตายเมื่อสามร้อยปีก่อนนะครับ ศตวรรษ"
เสียงทุ้มต่ำและเย้ายวนของรินทร์ดังขึ้น พร้อมกับเรียวปากที่ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รินทร์นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังสีเขียวเข้ม แสงไฟจากโคมัตตั้งโต๊ะสาดกระทบใบหน้าด้านข้าง ทำให้เห็นสันจมูกคมชัดและเงาทอดทอดลึกลงไปในดวงตาที่ซ่อนความลับมากมาย สถาปนิกหนุ่มผู้มีสายเลือดหมอผีตระกูลเก่าแก่กำลังถือกระดูกแกะสลักโบราณชิ้นหนึ่งในมือ หมุนมันเล่นราวกับมันเป็นเพียงของเล่นเด็ก
ศตวรรษละสายตาจากเอกสารโบราณคดีตรงหน้า เขากลัดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวถึงเม็ดบนสุดอย่างใช้ความคิด นิ้วเรียวยาวของนักมานุษยวิทยาเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะสม่ำเสมอเพื่อสะกดกลั้นความหงุดหงิด
"มนุษย์ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ก็ยังคงเป็นมนุษย์ครับ รินทร์" ศตวรรษเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม "ความกลัว ความโลภ และความต้องการควบคุมผู้อื่น ไม่เคยเปลี่ยนแปลง สิ่งที่คุณเรียกว่า 'อาคมโบราณ' ในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องนี้ แท้จริงแล้วมันก็คือรูปแบบหนึ่งของ 'โครงสร้างทางสังคม' ที่ถูกบิดเบือนเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาต่างหาก"
รินทร์หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูราวกับเสียงกระซิบจากความมืด มันดึงดูดและอันตรายในเวลาเดียวกัน สถาปนิกหนุ่มลุกขึ้นยืน ช้าๆ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานที่ศตวรรษนั่งอยู่ กลิ่นน้ำหอมเจือจางกลิ่นไม้จันทน์หอมลอยมาแตะจมูกเมื่อร่างสูงโปร่งโน้มตัวลงมาใช้มือสองข้างเท้าขอบโต๊ะ โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน
"คุณช่างมั่นใจในศาสตร์แห่งเหตุผลเสียจริง... นักมานุษยวิทยาผู้เยือกเย็น" รินทร์กระซิบ ชิดริมฝีปากจนเกือบจะแนบชิด "แต่ถ้ามันเป็นแค่จิตวิทยา ทำไมรอยกรีดบนศพเหยี่ยวรายล่าสุด ถึงตรงกับตำแหน่งดาวพฤหัสบดีในคืนจันทราดับพ้นพอดีล่ะครับ? บังเอิญอย่างนั้นหรือ?"
ศตวรรษไม่หลบสายตา เขามองลึกเข้าไปในดวงตาสสีดำสนิทคู่นั้น หัวใจข้างซ้ายเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะแรงดึงดูดอันประหลาดระหว่างเขาและชายตรงหน้า—คนที่มีความรู้ในสิ่งที่เขาปฏิเสธ และคนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของความจริงเสมอ
"ไม่มีอะไรบังเอิญในทางมานุษยวิทยาหรอกครับ" ศตวรรษตอบเสียงนิ่ง แม้ว่าระยะห่างระหว่างกันจะลดลงจนแทบไม่มีช่องว่าง "สิ่งที่ฆาตกรทำ ไม่ใช่เพราะพลังเหนือธรรมชาติ แต่เขาใช้ 'ความเชื่อร่วม' ของคนในสังคมมาเป็นกลไกในการจัดฉาก เขารู้ว่าตำรวจและผู้คนจะกลัวอาคม จนมองข้ามหลักฐานทางกายภาพที่เรียบง่ายที่สุด"
รินทร์หรี่ตาลง รอยยิ้มบนมุมปากลึกลงกว่าเดิม นิ้วเรียวยาวเอื้อมออกไปแตะเบาๆ ที่ปกเสื้อเชิ้ตของศตวรรษ ราวกับจะปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริง สัมผัสแผ่วเบานั้นทำให้ศตวรรษต้องกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
"น่าสนใจ..." รินทร์กระซิบเบาๆ ข้างใบหู "ถ้าอย่างนั้น... ในฐานะนักมานุษยวิทยาผู้ปราดเปรื่อง ลองบอกผมหน่อยสิครับ ว่าสัญลักษณ์รูปงูกินหางบนศพที่สาม มันบอกอะไรเกี่ยวกับ 'โครงสร้างทางสังคม' ที่คุณว่ามา?"
ศตวรรษผินหน้ากลับมาสบตาในระยะประชิด เขาไม่ถอยหนี ปล่อยให้ปลายนิ้วของรินทร์ยังคงแตะอยู่บนเสื้อของตน สมองอันเฉียบคมเริ่มประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่สะสมมาตลอดสัปดาห์ ผสมผสานกับทฤษฎีทางมานุษยวิทยาวัฒนธรรมที่เขาศึกษามาค่อนชีวิต
"งูกินหาง หรือ Ouroboros..." ศตวรรษเริ่มอธิบาย น้ำเสียงมั่นคงขึ้น ทุ้มนุ่มและน่าฟัง "ในเชิงมานุษยวิทยา มันคือสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดและการเริ่มต้นใหม่ วัฏจักรที่ไม่มีวันสิ้นสุด... แต่ในบริบทของคดีนี้ มันไม่ใช่เรื่องของพิธีกรรมโบราณเพื่อความอมตะ"
ศตวรรษเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มเอกสารคดีฆาตกรรม เปิดไปยังหน้าภาพถ่ายที่เกิดเหตุและผังวงศ์ตระกูลของผู้ตายแต่ละคน
"สังเกตไหมครับว่า เหยื่อทั้งสามคน ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันในแง่ของสายเลือดหรือธุรกิจเลย แต่ถ้าเรามองผ่านเลนส์ของ 'โครงสร้างอำนาจท้องถิ่น'..." ศตวรรษชี้ไปที่เส้นสายที่เขาเพิ่งวาดเชื่อมโยงในสมุดบันทึก "พวกเขาทั้งสามคน เป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เคยร่วมมือกันฮุบที่ดินป่าช้าเก่าเมื่อสิบปีก่อน"
รินทร์นิ่งเงียบ ดวงตาที่เคยพราวระยับด้วยความเย้ายวนแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจัง สถาปนิกหนุ่มผละตัวออกจากการคุกคามทางกายภาพ กลับมายืนกอดอกพิจารณาแผนผังที่ศตวรรษเพิ่งเรียบเรียงขึ้นอย่างรวดเร็ว
"ที่ดินป่าช้าเก่า..." รินทร์ทวนคำ เสียงพึมพำลอดไรฟัน "และสัญลักษณ์งูกินหาง... มันคือการสื่อความหมายเชิงสัญญะว่า 'กรรมสนองกรรม' หรือการทวงคืนพื้นที่ของคนตาย"
"ถูกต้องครับ" ศตวรรษเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สนทนา "ฆาตกรไม่ได้ใช้ไสยเวทเพื่อฆ่าคน แต่เขาใช้ 'ความรู้สึกผิด' และ 'ความหวาดกลัว' ของเหยื่อ เป็นอาวุธในการฆ่าตัวตายทางจิตวิทยา เขาจงใจทิ้งร่องรอยอาคมปลอมๆ เพื่อให้เหยื่อเกิดอาการหลอนหวาดระแวง คิดว่าตัวเองกำลังถูกคำสาป จนกระทั่งตรอมใจและจบชีวิตลงด้วยมือของตัวเองในที่สุด หรือไม่ก็เปิดช่องให้ลงมือฆ่าง่ายขึ้นเพราะเหยื่อสูญเสียการควบคุมสติ"
บรรยากาศในห้องใต้ดินเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงพัดลมระบายอากาศเก่าๆ ที่ส่งเสียงครางหึ่งๆ อยู่มุมห้อง รินทร์ยืนนิ่ง สีหน้าเรียบเฉยจนอ่านไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ นัยน์ตาคมกริบมองศตวรรษด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะคาดเดา—มีทั้งความทึ่ง ความพึงพอใจ และประกายบางอย่างที่วับวามอยู่ในความมืด
"คุณฉลาดมากจริงๆ นะครับ... ศตวรรษ" รินทร์เอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นราบเรียบ เย็นเยียบจนน่าขนลุก "คุณมองทะลุเปลือกนอกของไสยเวท และเห็นแก่นแท้ของจิตใจมนุษย์ได้อย่างไร้ที่ติ"
"ผมแค่เชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ได้" ศตวรรษตอบกลับ นั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย "และตอนนี้ ผมก็พิสูจน์ได้แล้วว่า ฆาตกรไม่ได้มีเวทมนตร์วิเศษอะไร เขาก็แค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีความรู้เรื่องมานุษยวิทยาและจิตวิทยาไม่แพ้ผม... หรือบางที อาจจะเป็นคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ผมนี่เอง"
คำพูดเชิงหยอกล้อแต่แฝงความนัยคมกายทำให้มุมปากของรินทร์กระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็น สถาปนิกหนุ่มก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว หมุนตัวเตรียมจะเดินออกจากห้องใต้ดิน
"น่าเสียดาย..." รินทร์หยุดเดินแต่ไม่หันกลับมามอง "ที่คุณรู้ทันเกมของเขาช้าไปก้าวหนึ่ง"
ศตวรรษขมวดคิ้วทันที "คุณหมายความว่ายังไง?"
รินทร์หันกลับมาส่งยิ้มปริศนาให้ พร้อมกับชูโทรศัพท์มือถือหน้าจอสีสว่างขึ้นในความมืด ข้อความแจ้งเตือนล่าสุดปรากฏเด่นหราบนหน้าจอ
**"พบศพเหยื่อรายที่สี่... ที่บ้านพักของคุณเองครับ ศตวรรษ"**
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ
ศัสตราอาคมกับรอยยิ้มของฆาตกร•ตอนที่ 19
วงจรอาคม
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราอาคมกับรอยยิ้มของฆาตกร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!