“หากพวกเจ้ายังส่งเสียงน่ารำคาญเช่นนี้ เกรงว่าสุราในไหของข้าคงจะหมดรสชาติเสียก่อน”
สุ้มเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความกวนประสาทดังขึ้นจากมุมอับของโรงเตี๊ยม ‘มังกรทะยาน’ โรงเตี๊ยมเก่าแก่ริมชายแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องความเถื่อนดิบและไร้ซึ่งกฎหมาย
ณ ใจกลางโถงใหญ่ กลุ่มโจรโฉดจากค่ายพยัคฆ์ทมิฬสิบกว่าคนกำลังล้อมโต๊ะของพ่อค้าวาณิชผู้หนึ่ง ดวงตาสีเลือดของพวกมันวาวโรจน์ด้วยความโลภ ปลายดาบเล่มโตจ่อติดลำคอเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดจนแทบขาดใจ กลับมีชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งเอกเขนกเท้าคางอย่างไร้กังวล ในมือถือจอกดินเผาเก่าๆ ส่งกลิ่นสุราหมักชั้นดีคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
หัวหน้าโจรหนวดเคารกรุงรังนาม ‘หม่าไห่’ หันขวับมาด้วยความโกรธเกรี้ยว มันตบโต๊ะเสียงดังสนั่นจนถ้วยชามกระเด็น “ไอ้สวะที่ไหนวะ! อยากตายก่อนวัยอันควรนักรึ ถึงกล้าปากพล่อยรบกวนเวลางานของพวกข้า!”
หลี่เฟยเทียนหาได้สะดุ้งสะเทือน เขายกจอกสุราขึ้นจิบช้าๆ ดื่มด่ำรสชาติเผ็ดร้อนที่บาดลำคอ ก่อนจะปรายตามองหัวหน้าโจรด้วยหางตา รอยยิ้มยียวนปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างจงใจ “งานรึ? ข้าก็นึกว่าพวกเจ้ากำลังปล้นชิงสุนัขข้างถนนเสียอีก ดูท่าทางสมองน้อยๆ ของพวกเจ้าคงแยกแยะไม่ออกว่า ระหว่างการเป็นโจรกับเป็นเดรัจฉาน ฐานะใดต่ำต้อยกว่ากัน”
เปรี้ยง!
รัศมีจิตสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างของหม่าไห่ พลังปราณขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดระเบิดออกอย่างรุนแรงจนโต๊ะไม้ใกล้เคียงแตกละเอียดเป็นจุล มันคำรามลั่น “เจ้าเด็กเวร! วันนี้ปู่หม่าจะถลกหนังหัวเจ้ามาทำผ้าเช็ดเท้า!”
สิ้นเสียง พ리บตานั้น ร่างล่ำสันราวกับหมีควายของหม่าไห่ก็พุ่งทะยานเข้าหาหลี่เฟยเทียนด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ดาบใหญ่ในมือตวัดวาดเป็นประกายสีเงินฉาน ผ่าอากาศจนเกิดเสียงหวีดหิวแหลมคม มุ่งเป้าหมายไปยังกะโหลกศีรษะของชายหนุ่มโดยไม่คิดออมมือ
ผู้คนในโรงเตี๊ยมต่างพากันหลบฉากด้วยความตื่นกลัว บ้างก็เบือนหน้าหนีเพราะไม่อยากเห็นภาพมนุษย์ถูกฟันร่างแยกเป็นสองส่วน
ทว่า หลี่เฟยเทียนยังคงนั่งนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหิน
ในเสี้ยววินาทีที่คมดาบกำลังจะจ้วงแทบถึงหน้าผาก ชายหนุ่มจึงค่อยๆ ขยับตัวอย่างเกียจคร้าน เขามือซ้ายถือไหสุรา มือขวาใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางคีบตะเกียบไม้ไผ่เก่าๆ สองข้างเอาไว้หลวมๆ
เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟแตกกระจายสว่างวาบไปทั่วทิศทาง หม่าไห่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบถล่นออกจากเบ้า เมื่อพบว่าดาบใหญ่ระดับมนุษย์ขั้นสูงของตน ถูกปลายนิ้วที่คีบตะเกียบไม้ไผ่คู่หนึ่งหยุดยั้งเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ! ไร้ซึ่งรอยขีดข่วน ไร้ซึ่งแรงกระแทกสะท้อนกลับที่รุนแรง ราวกับดาบเล่มนั้นเป็นเพียงกิ่งไม้แห้งที่ไร้เรี่ยวแรง
“วิชาดาบของเจ้าน่ะ…” หลี่เฟยเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจ ส่ายหัวเบาๆ “ช่างเก้ๆ กังๆ เหมือนสุนัขกำลังหัดวิ่งไม่มีผิด”
“เป็นไปไม่ได้!” หม่าไห่คำรามลั่นด้วยความคลุ้มคลั่ง พลังปราณทั้งหมดถูกรีดเค้นออกมาจนเส้นเลือดปูดโปーンตามขมับ มันหวังจะใช้พละกำลังมหาศาลกดทับอีกฝ่ายให้แหลกคราบ
“หนวกหูจริงนะ”
หลี่เฟยเทียนถอนหายใจยาวเหยียด เขาดีดนิ้วที่คีบตะเกียบไม้ไผ่ออกเบาๆ คล้ายกำลังปัดฝุ่นละอองที่เกาะอยู่บนเสื้อผ้า
ตูม!
คลื่นพลังไร้ลักษณ์ระเบิดออกอย่างฉับพลัน พลังปราณอันทรงพลังดั่งมหาสมุทรคลั่งพุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของหม่าไห่โดยตรง ร่างใหญ่โตของหัวหน้าโจรพยัคฆ์ทมิฬกระเด็นลอยละลิ่วทะลุกำแพงโรงเตี๊ยมออกไปอย่างไร้การป้องกัน กระแทกเข้ากับโขดหินด้านนอกจนกระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต หมดสติคาที่ทันทีโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะเปล่งเสียงร้อง
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมทั่วทั้งโรงเตี๊ยมในชั่วพริบตา ลูกสมุนโจรที่เหลืออ้าปากค้าง ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวจนทำอาวุธหลุดจากมือ พวกมันไม่เคยพบเห็นยอดฝีมือที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้มาก่อน ใช้เพียงตะเกียบไม้ไผ่คู่เดียวกับดีดนิ้วคราเดียว ก็สามารถสยบยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นเจ็ดได้ในกระบวนท่าเดียว!
หลี่เฟยเทียนไม่แม้แต่จะชายตามองพวกมัน เขายกไหสุราขึ้นกระดื่มอึกใหญ่ เช็ดคราบสุราที่มุมปากด้วยหลังมืออย่างไม่ี่ใส่ใจ ก่อนจะกวาดสายตามองกลุ่มโจรที่เหลือด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ
“พวกเจ้า… จะออกไปเองดีๆ หรือต้องให้ข้าช่วยส่งเคราะห์ด้วยวิธีเดียวกับหัวหน้าของพวกเจ้า?”
เหล่าโจรหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด ต่างพากันโยนอาวุธทิ้งแล้ววิ่งหนีตายอลหม่านราวกับฝูงสุนัขจนฝุ่นตลบอบอวล พ่อค้าวาณิชที่รอดชีวิตรีบก้มกราบขอบคุณหลี่เฟยเทียนซ้ำๆ ด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนจะรีบเร้นกายหนีหายไปจากสถานการณ์ชุลมุน
ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ หยิบเศษเงินตำลึงวางไว้บนโต๊ะเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเตรียมจะเดินออกจากโรงเตี๊ยมเพื่อเดินทางต่อ ทว่า ในวินาทีที่เขาก้าวเท้าออกไปพ้นธรณีประตู บรรยากาศรอบกายก็พลันเปลี่ยนแปรเป็นหนצוดเย็นเยือกขึ้นมาในฉับพลัน
อุณหภูมิในรัศมีร้อยเมตรลดฮวบลงจนกลายเป็นน้ำแข็ง ลมหนาวที่เหน็บแนมถึงกระดูกดำพัดโหมกระหน่ำเข้ามา ราวกับฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นถูกแช่แข็งด้วยหิมะหมื่นปีในชั่วพริบตา
กลิ่นอายกระบี่อันคมกลาตันและบริสุทธิ์ยิ่งพุ่งทะยานเสียดฟ้ากดทับลงมาบนบ่าของหลี่เฟยเทียน ราวกับภูเขาไท่ซานกดทับลงมา
หลี่เฟยเทียนหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าเลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาจริงจังเป็นครั้งแรก เขารememberสัมผัสได้ถึงบุคคลที่ยืนขวางทางอยู่เบื้องหน้า
ท่ามกลางเกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมาจากท้องหาดที่ไร้เมฆหมอก ร่างเพรียวระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายดอกเหมืองหลวงกำลังยืนสง่างามอยู่บนยอดหลังคา หญิงสาวถือกระบี่ฝักสีเงินบริสุทธิ์ไว้ในมือ เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลม ใบหน้างดงามล่มเมืองแต่เย็นชาไร้ความรู้สึก ราวกับรูปสลักน้ำแข็งที่ไม่มีวันหลอมละลาย
มู่หรงเฉวียน! นางเซียนแห่งสำนักกระบี่หิมะ ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความไร้ความปรานีและยึดมั่นในกฎเกณฑ์สวรรค์อย่างเคร่งครัด
ดวงตาสีครามคู่สวยของนางจ้องมองลงมายังหลี่เฟยเทียนด้วยประกายแวววาวที่เต็มไปด้วยความรังเกียจและเด็ดเดี่ยว ปลายนิ้วเรียวยาวค่อยๆ เลื่อนมากุมที่ด้ามกระบี่ช้าๆ เสียงโลหะกระทบฝักดัง ‘กริ๊ง’ แผ่วเบา แต่กลับสะท้อนก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของทุกคน
“หลี่เฟยเทียน… เจ้าสร้างเรื่องวุ่นวายในดินแดนเขตหวงห้ามติดต่อกันสามครั้ง ขัดขวางกฎระเบียบของสำนักตรวจสอบยุทธภพ วันนี้… ฝ่ามือพิพากษาของข้า มู่หรงเฉวียน จะเป็นผู้ชำระบัญชีหนี้สินทั้งหมดของเจ้า!”
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านผลงานของผมเสมอนะครับ
เซียนสุรากวนบาทา กับนางเซียนน้ำแข็งผู้ฝืนลิขิต•ตอนที่ 1
จอกสุรากับกระบี่ไร้ลักษณ์
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุรากวนบาทา กับนางเซียนน้ำแข็งผู้ฝืนลิขิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!