กลิ่นหอมกรุ่นของพริกหอมคั่วและน้ำมันหมูเจียวใหม่ๆ ลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องครัวดินเผาจนแทบจะทะลุผ่านประตูรั้วบ้านออกไปทักทายเพื่อนบ้านข้างเคียง
หลินฟางตวัดตะหลิวเหล็กในมืออย่างคล่องแคล่ว เนื้อหมูสามชั้นติดมันที่ดึงออกมาจากมิติลับเมื่อครู่ ถูกหั่นเป็นชิ้นหนาพอดีคำ ผัดเคี่ยวกับน้ำตาลทรายแดงจนขึ้นสีน้ำตาลคาราเมลสวยงาม ก่อนจะตามด้วยรากผักชี กระเทียม และพริกไทยดำโขลกหยาบ เสียงน้ำซุปเดือดปุดๆ และเสียงเนื้อสัตว์กระทบกระทะเหล็กดังระงมประสานกับเสียงหัวเราะคิกคักของเสี่ยวเปาที่นั่งรออยู่หน้าเตา ทำให้บ้านหลังเล็กที่เคยเงียบเหงาและเต็มไปด้วยความหวาดระแวง บัดนี้กลับอบอุ่นเสียจนหัวใจดวงน้อยๆ ของผู้เป็นแม่รู้สึกพองโต
"แม่ครับ... กลิ่นหอมจังเลย วันนี้เราทำหมูพะโล้สูตรพิเศษอีกแล้วหรือครับ"
เสี่ยวเปาเอียงคอถาม ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับขณะมองหม้อดินที่กำลังส่งควันสีขาวพวยพุ่ง เด็กชายกลืนน้ำลายเอื้อมมือป้อมๆ ไปหมายจะหยิบชิ้นหมูเปื่อยๆ ที่ส่งกลิ่นยั่วยวนน้ำลาย ทว่าต้องชะงักเมื่อตะหลิวในมือของหลินฟางเคาะลงเบาๆ บนขอบหม้อ
"ยังทานไม่ได้ค่ะ เจ้าตัวแสบ ต้องรอให้คุณพ่อเขาล้างมือให้เรียบร้อยเสียก่อน... อ๊ะ พูดถึงก็มาพอดีเลยนะคะ"
หลินฟางปรายตาไปยังร่างสูงใหญ่ของเฉินหยางที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามาในห้องครัว ใบหน้าคมคายของนายทหารหนุ่มมีหยาดเหงื่อเกาะพราวตามไรผม ชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวเข้มถูกปลดกระดุมเม็ดบนออกเผยให้เห็นลำคอแข็งแกร่ง ดวงตาคมกริบกวาดมองภรรยาและลูกชายด้วยประกายความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา ทว่าแววตาคู่นั้นไม่มีความเย็นชาหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว มีเพียงความอ่อนโยนที่ซ่อนไว้ภายใต้ความนิ่งขรึม
เฉินหยางไม่ได้พูดอะไร เขาวางปืนกระบอกยาวพาดไว้ที่มุมห้อง เดินไปตักน้ำจากอ่างดินเผามาล้างหน้าล้างมืออย่างเงียบเชียบ ความเงียบระหว่างเขากับหลินฟางในตอนนี้ไม่ใช่ความอึดอัดที่เต็มไปด้วยอคติเหมือนวันวาน แต่มันคือความเงียบที่เปิดโอกาสให้หัวใจได้ยินเสียงเต้นของกันและกันชัดเจนขึ้น
"วันนี้เหนื่อยไหมคะ?" หลินฟางเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ มือเรียวตักข้าวสวยร้อนๆ ที่หุงจากเมล็ดข้าวในมิติลับ ข้าวแต่ละเม็ดเรียงตัวสวยงาม ส่งกลิ่นหอมหวานตามธรรมชาติ ใส่ลงในชามไม้ส่งให้ชายหนุ่ม
เฉินหยางรับชามข้าวมาถือไว้ นิ้วมือหยาบกร้านจากการฝึกฝนสัมผัสโดนปลายนิ้วของเธอแผ่วเบา ทำเอาหลินฟางสะดุ้งเล็กน้อยรีบชักมือกลับแทบไม่ทัน พวงแก้มเนียนนวลขึ้นสีแดงระเรื่อโดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มมองอาการนั้นด้วยมุมปากที่กระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย นานเท่าไหร่แล้วนะที่เขาไม่ได้นั่งร่วมโต๊ะกินข้าวกับภรรยาด้วยบรรยากาศสงบสุขเช่นนี้
"ไม่เหนื่อยหรอกครับ..." เฉินหยางตอบเสียงทุ้มต่ำ นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเตี้ยฝั่งตรงข้าม สายตาคมกริบจับจ้องไปที่จานอาหารตรงกลางโต๊ะ ซึ่งมีทั้งหมูพะโล้สีเข้มข้น ผัดผักยามเช้ากรอบสีเขียวสด และซุปซี่โครงหมูตุ๋นยาจีนที่ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล "คุณ... ทำอาหารเก่งขึ้นมาก"
"ถ้าไม่อร่อยแล้วจะมัดใจสามีกับลูกได้อย่างไรกันล่ะคะ" หลินฟางพูดหยอกเย้าตามนิสัยเดิม ทว่าคำพูดนั้นกลับทำให้เฉินหยางชะงักไป ดวงตาคมเข้มมองลึกเข้ามาในดวงตาของเธอราวกับจะค้นหาความจริงบางอย่าง
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความอบอุ่น เสี่ยวเปาตักข้าวเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข เด็กน้อยคอยคีบชิ้นหมูพะโล้นุ่มๆ ใส่ชามให้พ่อบ้าง แม่บ้าง สลับกันไปมาด้วยรอยยิ้มบริสุทธิ์ เฉินหยางคอยตักชิ้นเนื้อส่วนที่ดีที่สุดวางลงในชามของหลินฟางอย่างเงียบๆ โดยไม่เอ่ยปากพูดอะไรสักคำ แต่มันกลับเป็นการกระทำที่เปี่ยมไปด้วยความใส่ใจจนหัวใจของอดีตนางร้ายกระตุกวูบ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา หลินฟางคิดเสมอว่าเธอจะต้องหาเงินให้ได้มากๆ และเตรียมตัวหย่าเพื่อออกไปใช้ชีวิตเป็นเศรษฐินีอิสระคนเดียว แต่ภาพของชายหนุ่มร่างสูงที่นั่งทานข้าวร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาในบ้านหลังน้อยนี้ กลับเริ่มสั่นคลอนกำแพงในใจที่เธอสร้างขึ้นมาทีละน้อย ความห่วงใยที่แสดงออกมาอย่างเงียบเชียบของเฉินหยาง กำลังละลายความเย็นชาในอกของเธอให้ระเหยหายไป
ทว่า... ความสุขมักอยู่กับเราได้ไม่นานนัก
*ปัง! ปัง! ปัง!*
เสียงทุบประตูด้านหน้าระเบียงบ้านดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยเสียงแหลมสูงแสบแก้วหูของแม่สามีจอมปลอมที่ตะโกนด่าทอเข้ามาไม่ขาดระยะ
"นังตัวดี! หลินฟาง! แกกล้าดียังไงถึงแอบซ่อนของกินอร่อยๆ ไว้กินกันเองในครอบครัว! เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ! อย่าคิดว่าผัวแกกลับมาแล้วจะปกป้องแกได้!"
รอยยิ้มบนใบหน้าของเสี่ยวเปาหายวับไปในทันที เด็กน้อยตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณความหวาดผวาจากอดีตที่เคยถูกย่าแท้ๆ รังแกและแย่งชิงของกินเล่นงานจิตใจดวงน้อยจนน้ำตาคลอเบ้า หลินฟางขมวดคิ้วมุ่น ความโกรธพุ่งพล่านขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ มือเรียววางตะเกียบลงบนโต๊ะเสียงดังลั่น
เฉินหยางที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามวางชามข้าวลงช้าๆ ใบหล่อเหลาที่เคยอบอุ่นเมื่อครู่ บัดนี้กลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก ดวงตาคมกริบฉายแววอำมหิตวูบหนึ่ง เขาไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ทว่ารัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของนายทหารหนุ่มกลับทำให้บรรยากาศในห้องครัวลดฮวบลงจนหนתเหน็บ
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเดินไปที่ประตูหน้าบ้านด้วยฝีมือที่หนักแน่น ทว่าก่อนที่เขาจะเอื้อมมือไปปลดกลอนประตู หลินฟางกลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ทรงพลัง
"เดี๋ยวค่ะเฉินหยาง..." หลินฟางลุกขึ้นยืนตาม ดวงตาคู่สวยเป็นประกายความเจ้าเล่ห์และเยือกเย็น เธอยกยิ้มมุมปากอย่างเหนือชั้น "เรื่องนี้... ให้ฉันจัดการเองดีกว่าค่ะ ในเมื่อพวกเขารนหาที่มาหาเรื่องถึงบ้านเอง เราก็ควรจะต้อนรับให้สมเกียรติเสียหน่อย... จริงไหมคะ?"
เฉินหยางชะงัก หันกลับมามองภรรยาแวบหนึ่ง ก่อนที่มุมปากจะได้รูปจะยกยิ้มเหยียดเย็นออกมาเป็นครั้งแรก เขาพยักหน้าช้าๆ อนุญาตให้ภรรยาจัดการตามใจชอบ
มือเรียวเล็กเอื้อมไปปลดสลักกลอนประตูไม้เก่าๆ ออกช้าๆ ท่ามกลางเสียงทุบประตูดดุเดือดด้านนอก และทันทีที่บานประตูเปิดออก...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "กุหลาบหนามเงิน" เสมอมานะคะ!
เกิดใหม่เป็นสะใภ้ตัวร้าย ขอถอนตัวไปเป็นเศรษฐินี•ตอนที่ 11
หัวใจที่เริ่มหวั่นไหว
ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เกิดใหม่เป็นสะใภ้ตัวร้าย ขอถอนตัวไปเป็นเศรษฐินี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!