ปลายนิ้วที่เคยอบอุ่นของกวินบีบกระชับมือผมไว้เบาๆ ก่อนจะค่อยๆ คลายออกอย่างไร้เรี่ยวแรง ราวกับว่าข้อความสั้นๆ บนหน้าจอสมาร์ทโฟนเครื่องนั้นได้ดึงเอาวิญญาณและแรงโน้มถ่วงทั้งหมดออกไปจากตัวเขา
ผมมองเสี้ยวหน้าของช่างภาพหนุ่มผู้ไม่เคยปล่อยให้ความทรงจำใดๆ ตกตะกอนในเลนส์กล้อง ดวงตาคมกริบที่มักจะฉายแววหยิ่งทะนงและกวนประสาทอยู่เสมอกำลังสั่นไหวระริก ภาพสะท้อนของตัวหนังสือสีขาวบนพื้นหลังสีดำสะท้อนอยู่ในม่านตาของเขา และลึกเข้าไปกว่านั้น—ผมเห็นเงาของอดีตที่เขาพยายามวิ่งหนีมาตลอดชีวิตกำลังไล่ตามมาทัน
"กวิน..." ผมเอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่เบาราวกับเสียงกระซิบ ความโกรธเคืองเรื่องตารางเดินทางที่ถูกรื้อกระเจิงหรือความอึดอัดจากบทสนทนาก่อนหน้ามลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความกังวลใจที่บีบรัดอยู่ในอกจนหายใจไม่ทั่วท้อง
ชายหนุ่มไม่ได้หันมามอง ผมเห็นกรามของเขาขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน ลมหายใจสะดุดกักค้างอยู่ช่วงอก มืออีกข้างที่ไม่ได้ถูกกุมไว้กำเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน เขากำลังต่อสู้กับบางสิ่ง—บางสิ่งที่หนักหนาเกินกว่าที่ผู้ชายปากจัดคนนี้จะแบกรับไว้คนเดียว
"มันจบแล้วล่ะมินตรา" เสียงของกวินแหบพร่าผิดจากปกติ มันไม่ใช่คำพูดกวนประสาทแบบที่ผมคุ้นเคย แต่มันคือเสียงของคนที่กำลังพังทลายลงมาจากข้างใน
พรึบ!
หน้าจอโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นดับลงพร้อมกับที่กวินคว่ำมันลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ของร้านกาแฟริมทาง เขายกมือขึ้นเสยผมลวกๆ สูดหายใจเข้าลึกราวกับพยายามเรียกสติที่กระจัดกระจายให้กลับเข้าร่าง แต่ความแข็งกระด้างที่เขาพยายามสร้างขึ้นมาเป็นเกราะกำบังนั้น กลับแตกร้าวออกเป็นเสี่ยงๆ จนน่าใจหาย
"ถ้าเรื่องมันยังไม่จบ แล้วทำไมคุณถึงทำหน้าเหมือนคนกำลังจะตายแบบนี้ล่ะครับ" ผมตัดสินใจขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นอายความเป็นเพอร์เฟกต์ชันนิสต์ที่เคยต้องการความเป๊ะในทุกตารางนิ้วถูกโยนทิ้งไป เพราะในวินาทีนี้ สายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของกวินสำคัญกว่ากำหนดการใดๆ บนโลกใบนี้ทั้งหมด
กวินหันมามองผม แววตาคู่นั้นไหววูบคล้ายผิวน้ำยามถูกก้อนหินขว้างลงไป "คุณไม่เข้าใจหรอกมินตรา... คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันแบบคุณ ไม่มีทางเข้าใจหรอกว่า การเก็บบันทึกเรื่องราวของใครบางคนไว้ในหัวใจ แต่วันหนึ่งกลับพบว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเปิดดูมันอีก มันทรมานแค่ไหน"
"แล้วทำไมไม่เปิดล่ะครับ?" ผมสวนกลับทันควัน น้ำเสียงจริงจังจนกวินชะงัก "ถ้ามันเจ็บปวดนัก ทำไมคุณถึงแบกกล้องตัวนั้นเดินไปทั่วโลก ทำไมคุณถึงคอยถ่ายรูปคนอื่นแต่ไม่เคยยอมให้ใครถ่ายรูปตัวเองเลยล่ะ กวิน... คุณกลัวอะไรกันแน่ กลัวว่าภาพถ่ายจะบันทึกความสุขที่คุณรักษาไว้ไม่ได้ หรือกลัวว่าสักวันคุณจะลืมว่าเคยยิ้มได้เพราะใครกันแน่"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างเราทันที คำพูดของผมราวกับมีคมมีดกรีดลงไปตรงใจกลางแผลที่กวินปกปิดไว้
ช่างภาพหนุ่มนิ่งอึ้งไป นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยราวกับไม่คาดคิดว่าคนจุกจิกอย่างผมจะมองทะลุเปลือกนอกของเขาเข้ามาได้ลึกถึงเพียงนี้ มุมปากที่เคยยกยิ้มหยันตลอดยามปะทะคารมกับผม บัดนี้สั่นระริก ปราศจากคำโต้เถียงใดๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากคู่นั้น
แปะ... แปะ...
หยดน้ำฝนเม็ดแรกกระทบลงบนหลังคาผ้าใบร้านกาแฟ ก่อนที่มันจะเริ่มโปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วง ราวกับฟ้าฝนกำลังเป็นใจให้ความเปราะบางนี้ดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องหาข้ออ้าง
กวินถอนหายใจยาวเหยียด ราวกับยอมจำนนต่อความจริงบางอย่างที่เขาพยายามปฏิเสธมาตลอดชีวิต เขาเอื้อมมือไปหยิบกล้องโปรตัวเก่งที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมา ชายหนุ่มหมุนวงแหวนปรับโฟกัสช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาผมตรงๆ
ดวงตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความกวนประสาทเหลืออยู่เลย มีเพียงความเวิ้งว้างและความกล้าหาญที่ถูกรวบรวมไว้จนวินาทีสุดท้าย
"มินตรา... ผมไม่เคยบันทึกความทรงจำของตัวเองเลย เพราะผมกลัวว่าวันหนึ่งถ้าเราต้องจากกัน ภาพเหล่านั้นจะกลายเป็นมีดที่หันกลับมาแทงซ้ำ" กวินเอ่ยเสียงแผ่วเบา แต่ทุกคำชัดเจนจนก้องอยู่ในความเงียบ "แต่เมื่อกี้... ตอนที่ผมเห็นข้อความนั้น สิ่งแรกที่ผมอยากทำไม่ใช่การลบมันทิ้ง... แต่ผมอยากหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปคุณเก็บไว้"
หัวใจของผมกระตุกวูบ จังหวะการเต้นในอกรัวเร็วจนน่าตกใจ ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นมาจากปลายนิ้วลามเลียไปทั่วร่าง
"ถ่ายผมเหรอครับ?" ผมถามเสียงสั่นโดยไม่รู้ตัว
"อืม" กวินพยักหน้าน้อยๆ แววตาเริ่มมีความอบอุ่นระบายกลับเข้ามาทีละน้อย "ถ่ายเก็บไว้... ในไดอารีเล่มใหม่ที่ผมไม่เคยคิดจะเขียนมันขึ้นมาเลย ตั้งแต่ผมสูญเสียทุกอย่างไป"
ช่างภาพหนุ่มยกกล้องขึ้น เล็งเลนส์มาที่ผม ปลายนิ้วเรียวยาววางอยู่บนชัตเตอร์ รอยยิ้มจางๆ ที่ปรากฏบนริมฝีปากของเขาในวินาทีนี้ ไม่ใช่รอยยิ้มกวนประสาทแบบที่ชอบกวนโมโหผมในทุกๆ เช้า แต่มันคือรอยยิ้มที่จริงใจที่สุด ตั้งแต่เราเริ่มออกเดินทางร่วมกันมา
"มองกล้องสิครับ คุณนักวางแผน" กวินกระซิบเสียงนุ่มลอดผ่านเลนส์กล้อง "ทำหน้าให้มันน่ารักเหมือนตอนที่คุณกำลังบ่นผมหน่อยสิ... ผมอยากเก็บรอยยิ้มนั้นไว้ดูคนเดียว"
ผมรู้สึกได้ว่าใบหน้าของตัวเองกำลังร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความเขินอายตีตื้นขึ้นมาจนต้องรีบยกมือขึ้นมาเกาแก้มแก้เก้อ แต่แทนที่จะโวยวายใส่เหมือนทุกที กลับกลายเป็นว่าผมเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว
แชะ!
เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นเบาๆ ท่ามกลางเสียงสายฝนที่โปรยปราย
แต่มันไม่ใช่แค่การบันทึกภาพผ่านเลนส์ธรรมดา... เพราะในเสี้ยววินาทีนั้น ผมรู้ทันทีว่ากวินไม่ได้แค่กดถ่ายรูปผมเก็บไว้ในหน่วยความจำของกล้อง
...แต่เขากำลังบันทึกภาพของผมลงไปใน "หัวใจ" ที่เคยปิดตายของเขาอย่างถาวรแล้ว
และก่อนที่ผมจะทันได้เอ่ยปากแซวอะไรกลับไป หน้าจอโทรศัพท์ที่วางคว่ำอยู่บนโต๊ะของกวินก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับข้อความใหม่แจ้งเตือนจากบุคคลที่อาจทำให้ทุกอย่างในทริปนี้พลิกคว่ำในพริบตา...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับพวกเขาด้วยกันนะครับ
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำ•ตอนที่ 21
ไดอารีเล่มใหม่ที่กำลังเขียน
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!