"กะทิ!"
เสียงของธันวาตะโกนก้องแข่งกับเสียงคำรามของฟ้าผ่าด้านนอก แรงลมพายุพัดกระโชกจนบานหน้าต่างไม้เก่าแก่ของเมรุร้างหลังวัดตีเข้ากับผนังปูนดังโครมคราม กลิ่นอับชื้นของฝนที่สาดซัดเข้ามารวมกับกลิ่นดินและกลิ่นธูปเก่าๆ คละคลุ้งจนน่าเวียนหัว ในความมืดสนิทที่มีเพียงแสงวาบจากสายฟ้าเป็นระยะ ทำให้เห็นเงาร่างของเตาเผาศพโบราณตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางห้องโถง
มือหนาของสัปเหร่อหนุ่มคว้าคว้างในความว่างเปล่า หัวใจของเขาตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อพบว่าพื้นที่ข้างตัวว่างเปล่า ไม่มีเสียงโวยวาย ไม่มีแรงทุบตี หรือแม้แต่เสียงสะดุ้งเฮือกอย่างที่ควรจะเป็น
"กะทิ! อยู่ไหน!" ธันวาตะโกนซ้ำ น้ำเสียงที่ปกติมักจะกวนประสาทและใจเย็นเป็นนفرตอนนี้กลับสั่นพร่าด้วยความตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด มือข้างหนึ่งคว.านหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กขึ้นมาเปิดไฟฉาย แสงสีขาวนวลสาดส่องไปทั่วบริเวณที่เต็มไปด้วยหยากไย่และฝุ่นหนาเตอะ
พรึบ!
แสงไฟฉายวาดผ่านเสาปูนต้นใหญ่ และภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้ธันวาต้องรีบวิ่งเข้าไปหาทันที ร่างบางของอินฟลูเอนเซอร์สาวเจ้าของช่องมูเตลูชื่อดังกำลังนั่งคุดคู้เอามือปิดหู ตัวสั่นเทาเป็นลูกนกตกน้ำอยู่ซอกมุมอับระหว่างกำแพงกับโต๊ะวางเครื่องพิธีกรรมเก่าๆ ดวงตากลมโตคู่นั้นปิดสนิท ใบซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด
"ยัยตัวแสบ... มาหลบทำอะไรตรงนี้ ลุกขึ้นมา เดี๋ยวฝนสาดเปียกหมด" ธันวาพยายามทำเสียงดุกลบเกลื่อนความตื่นตระหนกในอก พลางย่อตัวลงนั่งยองๆ ข้างเธอ
กะทิสะดุ้งสุดตัวเมื่อมีสัมผัสแตะที่ไหล่ เธอลืมตาขึ้นช้าๆ น้ำตาคลอเบ้าจนน่าสงสาร ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นก่อนจะโพล่งออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ
"ฮือออ นายธันวา! ฉันกลัว! ข้างนอกนั่นมันเสียงอะไรวะ เสียงเหมือนคนเดิน ลากโซ่ด้วย! แล้วไอ้เตาเผานี่มัน... มันส่งเสียงหอนเหมือนหมาเลยอ่ะแก!" กะทิโวยวายเสียงหลง น้ำตาไหลพรากอาบแก้ม มือเล็กคว้าหมับเข้าที่ชายเสื้อกั๊กของสัปเหร่อหนุ่มแล้วกำไว้แน่นราวกับเป็นที่ยึดเหนี่ยวเดียวในโลกนี้
ธันวาถอนหายใจยาวพรืด ความโกรธที่เธอชอบทำตัวบุ่มบ่ามจนต้องมาติดแหง็กอยู่ในเมรุร้างกลางดึกเพราะหนีพายุฝน มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกบางอย่างที่ตีรวนอยู่ในอกอย่างประหลาด เมื่อเห็นคนปากแจ๋วประจำจังหวัดกำลังร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่ตรงหน้า
"มันไม่มีใครเดินลากโซ่หรอกน่า กะทิ นั่นมันเสียงกิ่งไม้แห้งโดนลมพัดสีกับสังกะสีหลังคาต่างหาก ส่วนเสียงหอนนั่น... ลมมันลอดผ่านปล่องเตาเผามันเลยเกิดเสียงหวีด หูฝาดไปกันใหญ่แล้วเราเนี่ย" ธันวาพูดปลอบพลางใช้มืออีกข้างดึงผ้าเช็ดหน้าสะอาดออกจากกระเป๋า ยื่นไปซับคราบน้ำตาบนแก้มเนียนอย่างเก้ๆ กังๆ
"ฮึ่ม! นายอย่ามาทำเป็นเก่งนะยะ ถ้าแน่จริงทำไมหน้าซีดกว่าฉันอีกเล่า!" กะทิยังไม่วายฮึดฮัดเถียงกลับ แม้เสียงจะสั่นและตัวจะยังสั่นเทาไม่หยุดก็ตาม เธอนั่งขยับเข้าไปใกล้ธันวาจนไหล่แนบชิดกัน ความหนาของเสื้อแจ็กเก็ตตัวโคร่งของเขาแผ่ไออุ่นเจือจางออกมาท่ามกลางความหนาบเหน็บของสายฝนที่กระหน่ำซัด
"ฉันไม่ได้กลัวผี ฉันแค่ห่วงคนแถวนี้กลัวจนเป็นลมล้มพับไปต่างหาก หน้าตาดีๆ แบบฉัน ถ้าต้องมาเป็นลมตายในเมรุร้างคงเสียดายแย่" ธันวาแกล้งหยอกลบความตึงเครียด สายตากวาดมองไปรอบห้องโถงที่มืดมิด มีเพียงแสงไฟฉายจากมือถือที่แบตเตอรี่กำลังกระพริบเตือนสีแดง
"แบตจะหมดแล้วเหรอวะเนี่ย!" กะทิอุทานเสียงดังเมื่อเห็นไอคอนแบตเตอรี่เหลือเพียง 3 เปอร์เซ็นต์
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าลงมาใกล้ตัวอาคารจนแสงไฟสว่างวาบไปทั่วห้อง ตามมาด้วยเสียงกระแสไฟฟ้าลัดวงจรดังเปรี๊ยะ และ... ความมืดสนิทก็กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว
"กรี๊ดดดด!" กะทิหวีดร้องสุดเสียงด้วยความตกใจ พุ่งเข้าซุกอกแกร่งของธันวาโดยอัตโนมัติ แขนเรียวสวมกอดเอวสอบของเขาแน่นฝังหน้าผากมนลงกับแผงอกอุ่นๆ ของสัปเหร่อหนุ่ม
ธันวาชะงักค้างไปชั่วขณะ ลลมหายใจสะดุดกHกเมื่อสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของแชมพูเด็กที่ลอยมาแตะจมูกท่ามกลางกลิ่นอับของฝน หัวใจของสัปเหร่อหนุ่มเต้นรัวระรัวยิ่งกว่าเสียงกลองเพล มือหนาที่ตอนแรกไม่รู้จะวางไว้ตรงไหนค่อยๆ ยกขึ้นโอบรอบไหล่บางของเธออย่างทะนุถนอม ลูบแผ่นหลังที่สั่นเทาเบาๆ เพื่อปลอบประโลม
"ไม่เป็นไรนะกะทิ... อยู่ตรงนี้แล้ว ฉันอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครทำอะไรเธอได้ทั้งนั้น" เสียงทุ้มต่ำกระซิบแผ่วเบaข้างใบหู น้ำอ่อนโยนจนคนฟังรู้สึกอุ่นวาบไปถึงขั้วหัวใจ แม้บรรยากาศรอบข้างจะน่ากลัวและวังเวงแค่ไหน แต่กลิ่นอายเฉพาะตัวและอ้อมกอดอุ่นๆ ของผู้ชายปากเสียคนนี้ กลับทำให้ความกลัวทั้งหมดมลายหายไปอย่างน่าประหลาด
กะทิเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยในความมืด ปลายจมูกของเธอเกือบชนเข้ากับปลายคางของธันวา ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนแทบไม่มีช่องว่าง เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเต้นแรงจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน
"นี่... นายธันวา" เสียงของกะทิเบาหวิว ราวกับเสียงกระซิบ
"หืม?" ธันวาขานรับในลำคอ สายตาพยายามเพ่งมองในความมืดเพื่อหาร่องรอยใบหน้าของเธอ แม้จะมองไม่เห็นชัดเจน แต่สัมผัสจากลมหายใจที่รินรดกันอยู่ใกล้แค่นิดเดียวก็ทำให้สมองของเขาขาวโพลนไปหมด
"ถ้า... ถ้าเราออกจากที่นี่ไปได้นะ ฉัน... ฉันจะเลิกด่านายสามวันเลยเอ้า!" กะทิพูดติดตลกกลบเกลื่อนความเขินอายที่กำลังแผดเผาใบหน้า
ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ รู้สึกเอ็นดูยัยตัวแสบคนนี้จนแทบจะบีบแก้มเขินๆ นั้นให้ช้ำ มือหนายังคงกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด เพื่อป้องกันไม่ให้ความหนาวเย็นจากภายนอกทำร้ายคนในอ้อมแขน
"แค่สามวันเองเหรอ ใจร้ายจัง... งั้นขอแลกเปลี่ยนอย่างอื่นแทนได้ไหมล่ะ" ธันวาเอ่ยเสียงพร่า ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มแดงระเรื่อของเธอในความมืด
"อะ... อะไรของนายยะ ดึกดื่นตื่นเต้นอะไรนักหนา ปล่อยเลยนะ!" กะทิเริ่มโวยวายกลบเกลื่อนความประหม่า พยายามจะขยับตัวถอยหนีแต่ก็ถูกวงแขนแกร่งรั้งเอาไว้แน่น
"ไม่ได้พูดเล่นนะกะทิ..." ธันวาเว้นจังหวะไปชั่วครู่ เสียงถอนหายใจเบาๆ ดังขึ้นก่อนที่เขาจะตัดสินใจเอ่ยประโยคที่เก็บซ่อนไว้ในใจมานานออกไป
"ถ้าเราออกจากที่นี่ไปได้... ช่วยเลิกมองฉันเป็นแค่สัปเหร่อกวนประสาท แล้วลองหันมามองฉันในฐานะ... คนที่ชอบเธอจริงๆ สักทีจะได้ไหม"
ข้อความในแชทสีฟ้าสว่างวาบขึ้นบนหน้าจอมือถือที่ดับไปแล้วแต่ดันรีสตาร์ทตัวเองขึ้นมาพอดี พร้อมกับประโยคสารภาพรักยาวเหยียดที่ธันวาเผลอพิมพ์ค้างไว้ในร่างข้อความแล้วดันกดส่งออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจท่ามกลางความมืดมิด!
กะทิก้มมองหน้าจอมือถือที่สว่างจ้าสะท้อนใบหน้าเหวอสนิทของตัวเอง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด ส่วนธันวาที่เพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรลงไปถึงกับเบิกตากว้าง รีบยื่นมือไปจะแย่งมือถือมากดยกเลิกข้อความ แต่ทว่า...
ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนข้อความปรากฏขึ้นพร้อมกันจากมือถือของทั้งคู่ และก่อนที่ใครจะได้ทันตั้งตัว ประตูเหล็กบานใหญ่ของเมรุร้างก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างจ้าสาดส่องเข้ามาพร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อกะทิดังลั่นจากภายนอก!
(โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ)
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างกะทิและธันวามาจนถึงตอนนี้นะคะ
สัปเหร่อหน้าใสกับไอจีผีสิง•ตอนที่ 21
คืนที่ฝนตกหนัก
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สัปเหร่อหน้าใสกับไอจีผีสิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!