กลิ่นอายจางๆ ของชาเอิร์ลเกรย์ราคาแพงระยับลอยวนอยู่เหนือโต๊ะอาหารหรูหราสไตล์หลุยส์ แต่มันกลับไม่อาจขับไล่ความหนาวเหน็บที่เกาะกุมหัวใจของพิมพรรณให้เจือจางลงได้เลยแม้แต่น้อย
กระดาษแผ่นเรียบสีขาวบริสุทธิ์ถูกวางลงบนพื้นผิวไม้มะฮอกกานีขัดมันอย่างนุ่มนวล แต่เสียงที่มันกระทบกับผิวโต๊ะกลับดังสะท้อนก้องกังวานในโสตประสาทของคนทั้งคู่ราวกับเสียงค้อนพิพากษาโทษทัณฑ์
“เซ็นให้ฉันเถอะค่ะ... ปริ๊นซ์”
เสียงหวานที่เคยสั่นเครือและเต็มไปด้วยความออดอ้อนในอดีต บัดนี้กลับราบเรียบ เย็นชา และมั่นคงจนน่าตกใจ พิมพรรณไม่ได้หลบสายตาคมกริบที่มักจะมองเธอด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์เช่นเคย หากแต่เธอกลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีสนิมคู่นั้นอย่างท้าทาย เป็นครั้งแรกในรอบสามปีของการแต่งงานที่ไร้ซึ่งความรัก... ที่เธอหลังตรงและสง่างามได้ถึงเพียงนี้
ปริมัตถ์ วัฒนพงศ์ภักดี ขมวดคิ้วมุ่น ความหงุดหฤทัยฉายชัดบนใบหน้าหล่อเหลาที่พระเจ้าบรรจงสร้าง เขายังคงเหลือบมองนาฬิกาเรือนหรูบนข้อมือซ้ายเป็นครั้งที่สามในรอบหนาที นัดประชุมสำคัญกับกลุ่มทุนต่างชาติกำลังรออยู่ และเขาไม่มีเวลามาเล่นละครน้ำเน่าตบตาภรรยาไร้ค่าคนนี้
“เธอมามุกนี้อีกแล้วเหรัอน้ำพิม?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาด้วยความรำคาญใจอย่างไม่ปิดบัง นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะบ่งบอกถึงความรีบเร้น “อยากได้อะไรอีกล่ะ? กระเป๋าคอลเลกชันใหม่ หรือหุ้นในบริษัทของพ่อเธอที่ฉันเพิ่งอุ้มไว้? อยากได้เท่าไหร่ก็ว่ามา แต่อย่าเอาเรื่องไร้สาระพวกนี้มาขู่ฉันอีก น่ารำคาญ”
ปริ๊นซ์ไม่เคยคิดเลยสักนิดว่ากระดาษแผ่นนั้นจะเป็น ‘ใบหย่า’ จริงๆ เขาคิดว่ามันเป็นเพียงเกมเรียกร้องความสนใจอีกรูปแบบหนึ่งของภรรยาที่วันๆ เอาแต่เกาะเขาหายใจ
พิมพรรณแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข แต่มันเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนา... สมเพชผู้ชายที่คิดว่าเงินสามารถซื้อได้ทุกอย่างบนโลกใบนี้ แม้กระทั่งหัวใจของคน
“คุณคิดว่าฉันกำลังเรียกร้องความสนใจจากคุณเหรอคะ ปริ๊นซ์?” เธอยกยิ้มมุมปาก ช่างเป็นรอยยิ้มที่บาดลึกและเยียบเย็นจนปริ๊นซ์รู้สึกแปลกประหลาดในอกอย่างบอกไม่ถูก “มองดูให้ดีสิคะ... อ่านตัวหนังสือทุกตัวบนนั้นให้ละเอียด ก่อนที่ทนายความส่วนตัวของคุณจะโทรมาต่อว่าคุณว่าเซ็นเอกสารโดยไม่ตรวจสอบ”
ปริ๊นซ์ปรายตามองเอกสารแผ่นนั้นด้วยความหงุดหฤทัย เขาก้มลงหยิบปากกาหมึกซึมราคาแพงขึ้นมาอย่างไร้ความไยดี ดวงตาคมกริบกวาดสายตาผ่านตัวอักษรบนกระดาษอย่างลวกๆ โดยไม่ได้ใส่ใจเนื้อความสำคัญแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือการสลัดภรรยาจอมน่ารำคาญคนนี้ให้พ้นทางเสียที เพื่อที่เขาจะได้ไปเคลียร์คิวงาน และที่สำคัญ... เพื่อที่เขาจะได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับใครบางคน
*แกร๊ก...*
ปลายปากกาจรดลงบนบรรทัดสุดท้ายอย่างรวดเร็วและหนักแน่น ลายเซ็นหวัดๆ แต่ทรงพลังถูกจรดลงไปโดยปราศจากความลังเลใจแม้แต่วินาทีเดียว ปริมัตถ์ วัฒนพงศ์ภักดี ไม่เคยรู้เลยว่า... ลายเซ็นที่ตวัดลงไปอย่างไร้เยื่อใยในวินาทีนี้ จะกลายเป็นโซ่ตรวนที่รัดรึงหัวใจของเขาให้แหลกสลายไม่มีชิ้นดีในวันที่สายเกินแก้
“เรียบร้อย” ปริ๊นซ์โยนปากกากลับลงบนโต๊ะ เสียงโลหะกระทบเนื้อไม้ดังชัดเจน เขาเลื่อนกระดาษแผ่นนั้นกลับไปตรงหน้าเธอด้วยท่าทีโล่งอก ราวกับเพิ่งสะบัดภาระชิ้นใหญ่หลุดพ้นจากบ่า “ทีนี้ก็ไสหัวไปจากชีวิตฉันได้เสียที อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก พิมพรรณ”
พิมพรรณก้มมองลายเซ็นบนใบหย่านั้นด้วยหัวใจที่กระตุกวูบ แต่มันไม่ใช่ความเจ็บปวด... มันคือความรู้สึกเบาสบายอย่างประหลาด ราวกับปีกนกที่ถูกปลดปล่อยออกจากกรงขังอันมืดมิด เธอยื่นมือเรียวไปหยิบเอกสารแผ่นนั้นขึ้นมาอย่างทะนุถนอม บรรจงพับมันเก็บใส่ซองหนังสีน้ำตาลอย่างใจเย็น
มืออีกข้างหนึ่งของเธอยกขึ้นมาลูบไล้หน้าท้องแบนราบภายใต้ชุดเดรสผ้าไหมสีครีมอย่างแผ่วเบา... ตรงนั้น มีหนึ่งชีวิต สองหัวใจดวงน้อยๆ ที่กำลังเต้นตุบๆ อยู่ในกายของเธอ เลือดเนื้อเชื้อไขของปีศาจไร้หัวใจผู้ชายคนนี้
*‘คุณพ่อใจร้ายคนนี้ ไม่คู่ควรกับลูกของเราหريอค่ะ... น้องไปป์ น้องปั้น’* เธอกระซิบถ้อยคำนั้นไว้ในใจ
“ขอบคุณสำหรับความเป็นอิสระนะคะ ปริ๊นซ์” พิมพรรณลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าสะสวยเชิดขึ้นอย่างสง่างาม ดวงตากลมโตไม่มีหยดน้ำตาแม้แต่หยดเดียว มีเพียงความเด็ดเดี่ยวและเด็ดขาดที่ฉายชัดอยู่ภายใน “จำคำพูดของคุณในวันนี้ให้ดีก็แล้วกัน เพราะต่อให้คุณคุกเข่าอ้อนวอนในวันหน้า... ฉันก็ไม่มีวันกลับมา”
ปริ๊นซ์ขมวดคิ้ว รู้สึกขัดหูขัดตากับท่าทีที่เปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหวของหญิงสาว แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ เขายืนขึ้นเต็มความสูงเช่นกัน ร่างสูงใหญ่ในสูทแบรนด์ดังหันหลังให้เธออย่างไร้เยื่อใย
“เพ้อเจ้อ” เขาพึมพำลอดไรฟัน ก่อนจะก้าวเดินจ้ำอ้าวออกจากร้านอาหารหรูแห่งนั้นไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย ปล่อยให้พิมพรรณยืนอยู่ลำพังท่ามกลางสายตาของพนักงานที่มองมาด้วยความเห็นใจ
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก 3 วินาที เพื่อซึมซับอากาศแห่งอิสรภาพ รอยยิ้มที่งดงามที่สุดในชีวิตถูกจุดประกายขึ้นบนเรียวปากอิ่ม เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายหาเพื่อนสนิทที่นั่งรออยู่ในรถหรูลานจอดรถด้านนอก
“ภานุคะ... ฉันเป็นอิสระแล้วค่ะ” พิมพรรณเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง “ไปกันเถอะค่ะ... พาฉันกลับบ้านไปหาลูกของเรากัน”
รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวออกจากโรงแรมหรู มุ่งหน้าสู่คฤหาสน์ชานเมืองที่เธอสร้างขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อและหัวใจใหม่ พิมพรรณทอดสายตามองทิวทัศน์นอกหน้าต่างด้วยความรู้สึกเปี่ยมสุข ชีวิตบทใหม่ของเธอและลูกแฝดกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง โดยที่เธอไม่อาจล่วงรู้เลยว่า... ในอีกสามปีต่อมา โชคชะตาจะเล่นตลกให้ประธานหนุ่มผู้เย็นชาคนนั้น ต้องมาคุกเข่าร้องไห้อยู่แทบเท้าของเธอ เพื่อขอโอกาสเลี้ยงลูกแฝดที่เขาไม่เคยรู้ว่ามีตัวตน!
...แต่ทว่า ในขณะที่รถของเธอกำลังเคลื่อนผ่านทางออก ประตูห้องรับรองวีไอพีอีกฝั่งหนึ่งของโรงแรม ปริมัตถ์ที่เพิ่งเดินกลับมาเอาเอกสารลืมไว้ ก็บังเอิญสวนทางกับร่างเล็กจิ๋วสองร่างที่วิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาในล็อบบี้พอดี!
เด็กชายและเด็กหญิงฝาแฝดวัยสามขวบหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ทั้งคู่หน้าตาถอดแบบพิมพ์เขียวมาจากเขาอย่างไร้ที่ติ โดยเฉพาะดวงตาสีสนิมคู่นั้น...
เด็กชายตัวน้อยหยุดวิ่ง เอียงคอมองหน้าประธานหนุ่มนิ่ง ก่อนจะเอ่ยถามเสียงใสด้วยความสงสัย
"คุณลุงหน้าดุ... ทำไมหน้าตาเหมือนคุณพ่อในรูปถ่ายของแม่พิมจังเลยฮะ?"
ปริ๊นซ์ชะงักกึก ร่างสูงแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางกระหม่อม หัวใจที่เคยด้านชากลับกระตุกวูบอย่างรุนแรงเมื่อสบเข้ากับดวงตากลมโตคู่นั้น!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางเข้าสู่โลกดราม่าอันลุ่มลึกนี้ด้วยกันนะคะ
หย่าแล้วอย่ามาร้องไห้ขอเมียคืน•ตอนที่ 1
ใบหย่าบนโต๊ะอาหาร
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่ามาร้องไห้ขอเมียคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!