กลิ่นอายความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานดูจะเบาบางลงไปถนัดตา เมื่อสายตาคมกริบของปรมัตถ์จับจ้องอยู่ที่ร่างสูงโปร่งของภานุ ผู้ชายที่เขาเฝ้ามองด้วยความรู้สึกที่เรียกได้ว่า ‘เป็นอริ’ มาตลอดหลายเดือน ความเงียบงันภายในห้องหนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ทว่ามันกลับถูกทำลายลงด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยแรงอัดมหาศาลจากเจ้าของห้อง
“คุณคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์อะไร... ถึงได้พาพิมกับลูกมาเดินวนเวียนอยู่ในชีวิตผม ในฐานะที่คนนอกอย่างคุณไม่มีวันจะเข้าใจได้”
ภานุเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มเย้ยหยันขณะวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะไม้ราคาแพง เขาสบตากับอดีตสามีผู้เย็นชาอย่างไม่เกรงกลัว “ผมไม่ได้พาเขามา แต่เขาคือคนที่ผมพร้อมจะปกป้องจากคนใจร้ายที่เคยทำลายชีวิตเขาจนไม่เหลือชิ้นดี... จำได้ไหมครับปรมัตถ์ วันที่คุณขยี้ความรักของพิมจนแหลกคามือ คุณเคยสนใจไหมว่าเธอจะอยู่หรือตาย?”
ปรมัตถ์ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้หนังอย่างรวดเร็ว ก้าวยาวๆ เข้ามาประชิดตัวอีกฝ่าย ความกดดันจากร่างสูงใหญ่ทำให้บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนเป็นสมรภูมิย่อมๆ เขาโน้มตัวลงไปกระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน
“นั่นคืออดีตที่ผมกำลังจะแก้ไข แต่สำหรับปัจจุบัน... พิมคือภรรยาของผม ส่วนน้องไปป์กับน้องปั้น คือเลือดเนื้อเชื้อไขของวัฒนพงศ์ภักดีคนเดียวเท่านั้น ใครก็ตามที่คิดจะเอา ‘ของของผม’ ไปเป็นของตัวเอง ก็เตรียมตัวรับผลของการกระทำไว้ให้ดี”
ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงสั่นคลอนหัวใจของพิมพรรณที่ยืนหลบมุมอยู่หลังประตูบานใหญ่ เธอพยายามควบคุมลมหายใจที่สั่นสะท้าน มือทั้งสองข้างกำชายกระโปรงแน่น สายตาเหลือบมองไปยังโซฟาตัวยาวด้านนอก ที่ซึ่งร่างเล็กป้อมของน้องไปป์และน้องปั้นกำลังนั่งเล่นต่อบล็อกไม้กันอย่างเพลิดเพลิน เด็กสองคนนี้ไม่รู้เลยว่าพวกเขากำลังกลายเป็นศูนย์กลางของสงครามระหว่างผู้ชายสองคน
“พี่ภานุ... ปล่อยเขาเถอะค่ะ” พิมพรรณตัดสินใจเดินเข้าไปแทรกกลาง เธอยืนเผชิญหน้ากับปรมัตถ์ด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยว แม้ลึกๆ ในใจจะยังคงหวาดหวั่นต่อแววตาที่เปลี่ยนไปของเขา แววตาที่ครั้งหนึ่งเคยเย็นชาดุจน้ำแข็ง แต่บัดนี้กลับร้อนแรงดั่งเปลวเพลิงที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า
ปรมัตถ์หันมามองหญิงสาวที่เขารักสุดหัวใจ ใบหน้าสวยหวานนั้นดูเข้มแข็งขึ้นกว่าวันที่เขาเคยรู้จัก ดวงตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนแอหลงเหลืออยู่เลย นั่นยิ่งทำให้หัวใจของเขาเจ็บแปลบจนแทบหยุดเต้น
“พิม... มานี่” เขาเอ่ยเสียงอ่อนลง พยายามยื่นมือไปหมายจะคว้าข้อมือเธอ แต่พิมพรรณถอยหลังกรูดทันทีโดยสัญชาตญาณ
“อย่าเข้ามาใกล้ลูกฉัน” เสียงของเธอสั่นเครือแต่หนักแน่น “เรื่องระหว่างเรามันจบลงตั้งแต่วันที่ฉันเซ็นใบหย่า คุณไม่มีสิทธิ์มาประกาศกรรมสิทธิ์อะไรทั้งนั้น ชีวิตของฉันกับลูก คุณไม่มีวันได้รับอนุญาตให้เข้ามาบงการ!”
ปรมัตถ์ชะงักค้าง มือที่ยื่นออกไปค่อยๆ ตกลงข้างลำตัว เขาจ้องมองเธอด้วยความรู้สึกผิดที่ท่วมท้นจนบรรยายไม่ถูก “ผมรู้ว่าผมทำเลวไว้มาก... แต่พิมครับ ลูกต้องการพ่อ และผมก็ต้องการโอกาส”
“โอกาสสำหรับคนที่เคยละทิ้งไปอย่างไม่ใยดีน่ะเหรอคะ?” ภานุสวนกลับทันควัน พร้อมกับขยับตัวเข้ามาขวางหน้าพิมพรรณไว้เป็นเชิงปกป้อง “คุณมีเวลาเกือบสามปีตอนที่เขาอุ้มท้องจนคลอดลูกออกมา แต่คุณอยู่ที่ไหน ปรมัตถ์? คุณมัวแต่ทำตัวเป็นประธานที่เย็นชาและมองว่าภรรยาคือสิ่งของที่น่ารำคาญ!”
คำพูดของภานุเหมือนคมมีดที่กรีดลึกลงไปในอกของปรมัตถ์ ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้กำลังทำให้เขาแทบคลั่ง เขาหันไปมองเด็กแฝดทั้งสองที่หยุดเล่นแล้วหันมามองเขาด้วยแววตาใสซื่อ แววตาที่ถอดแบบมาจากเขาไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งคิ้ว ทั้งจมูก และความนิ่งขรึมยามสงสัย... มันคือเครื่องพิสูจน์ที่ทรงพลังที่สุดว่าสิ่งที่เขาพร่ำบอกคือความจริง
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของพิมพรรณก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ เธอรีบหยิบขึ้นมารับด้วยอาการลุกลี้ลุกลน
“ว่าไงคะแม่?... อะไรนะ! ใครมาที่บ้านคะ?”
สีหน้าของพิมพรรณซีดเผือดลงทันทีที่ฟังปลายสาย เธอตัวสั่นเทาจนโทรศัพท์แทบหลุดมือ ปรมัตถ์ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ตลอดเห็นความผิดปกติก็ขมวดคิ้วแน่น เขาก้าวเข้ามาประชิดโดยไม่สนใจภานุอีกต่อไป
“เกิดอะไรขึ้น พิม?”
พิมพรรณเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาของเธอเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกที่พยายามเก็บซ่อน “มีคนพยายามงัดบ้าน... พวกเขาไม่ได้มาเพื่อขโมยของ แต่พวกเขามาตามหา ‘เอกสารสำคัญ’ บางอย่างที่ฉันเก็บไว้...”
ปรมัตถ์นัยน์ตาเปลี่ยนเป็นสีเข้มจัดทันที เขารู้ดีว่าใครเป็นคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ และนั่นหมายความว่าศัตรูของเขาเริ่มรู้ตัวแล้วว่าเขามีจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดสองจุด... นั่นคือพิมพรรณและลูกของเขา
“ภานุ!” ปรมัตถ์ตะโกนเรียกเสียงกร้าวพลางคว้าตัวพิมพรรณเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนอย่างถือวิสาสะ “พาเด็กๆ ไปที่รถเดี๋ยวนี้! ส่วนเธอ... พิม ฟังฉันนะ ต่อจากนี้ไปห้ามไปไหนโดยไม่มีฉัน หรือถ้าฉันไม่อยู่ เธอต้องอยู่ในที่ที่ฉันปลอดภัยที่สุดเท่านั้น!”
เขาส่งสายตาคมกริบไปยังภานุ “ถ้าอยากช่วยพิมจริงๆ ก็ไปจัดการเรื่องความปลอดภัยรอบด้านซะ ส่วนฉัน... จะไปจัดการไอ้พวกเศษสวะที่กล้าแตะต้องคนของฉัน!”
ท่ามกลางความสับสนและหวาดกลัว เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนลึกลับที่พยายามบุกรุกเข้ามาในบริเวณอาคารสำนักงานของภานุก็ดังขึ้นจากโถงทางเดิน ปรมัตถ์กระชับตัวพิมพรรณเข้าหาอกแกร่งแน่นขึ้นก่อนจะหมุนตัวเผชิญหน้ากับความมืดมิดหน้าประตู
“อย่ากลัว...” เขาพึมพำชิดใบหูของเธอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและเต็มไปด้วยความปกป้อง “ตราบใดที่ผมยังหายใจ... ไม่มีใครหน้าไหนได้แตะต้องพวกคุณแม้แต่ปลายเล็บ”
เมื่อประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกด้วยแรงกระแทกจากภายนอก ร่างชายชุดดำกลุ่มหนึ่งกรูเข้ามาพร้อมกับอาวุธในมือ แต่สิ่งที่ทำให้ปรมัตถ์ต้องเบิกตากว้างไม่ใช่จำนวนคนเหล่านั้น หากแต่เป็นภาพของ ‘ใครบางคน’ ที่ก้าวตามหลังพวกมันเข้ามาด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน... คนที่ควรจะจมอยู่กับความตายไปตั้งนานแล้ว
“สวัสดีน้องชาย... ไม่เจอกันนานเลยนะ ปรมัตถ์”
หัวใจของคนอ่านถูกแขวนไว้บนเส้นด้าย เมื่อบุคคลที่กุมความลับดำมืดที่สุดในอดีตของครอบครัววัฒนพงศ์ภักดีได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับความแค้นที่รอวันสะสาง!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับความรู้สึกของตัวละครทุกตัวด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
หย่าแล้วอย่ามาร้องไห้ขอเมียคืน•ตอนที่ 33
การประกาศสงคราม
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่ามาร้องไห้ขอเมียคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!