คราบเลือดจางๆ บนกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาดตาในห้องชันสูตร ไม่เคยส่งเสียงร้อง แต่มันมักมีวิธีพูดคุยกับคนที่ยืนอยู่ลำพังในยามวิกาลเสมอ
แพทย์หญิงณัฐชาตวัดปลายมีดผ่าตัดเล่มบางเฉียบกรีดลงบนเนื้อเยื่อส่วนลึกของศพปริศนา กลิ่นน้ำยาฟอร์มาลีนผสมกับกลิ่นคาวเลือดเก่าๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศอับชื้น ทว่าในวินาทีที่คมมีดจรดลงไป ปลายนิ้วเรียวชะงักกкаก เสียงหยดน้ำจากก๊อกน้ำสนิมเขรอะที่ดัง *ติ๊ด... ติ๊ด...* คล้ายเปลี่ยนจังหวะเป็นเสียงนาฬิกานับถอยหลังในจิตใต้สำนึกของเธอเอง
หมอชากะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่ความพร่ามัวที่จู่ๆ ก็เข้าเกาะกุมม่านตา แสงไฟนีออนบนเพดานกระพริบวูบวาบสองครั้ง—ไม่ใช่ความผิดปกติของกระแสไฟฟ้า แต่มันคือสัญญาณเตือนจากรอยร้าวในจิตใจที่เธอพยายามกดทับมันไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ร่างไร้ลมหายใจบนเตียงสเตนเลสไม่ได้นอนนิ่งอีกต่อไป ในเงาสะท้อนจากผนังกระจกเงาบานใหญ่ด้านข้าง ใบหน้าที่ควรจะเป็นศพนิรนาม กลับแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง... เด็กหญิงที่เธอเคยช่วยชีวิตไว้ไม่ทันในคืนพิธีกรรมนรกเมื่อสิบปีก่อน
"คุณช่วยฉันไม่ได้..."
เสียงกระซิบแหบพร่าลอยมาจากมุมมืด ทั้งที่ไม่มีใครอื่นอยู่ในห้องนี้ นอกจากเธอและศพตรงหน้า
ณัฐชาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติกลับมา มือที่ถือมีดสั่นเทาเล็กน้อยแต่เธอกำด้ามจับไว้แน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาวซีด เธอเป็นแพทย์นิติเวช เป็นผู้หญิงที่เชื่อมั่นในตรรกะและหลักฐานเชิงประจักษ์ หลุมดำทางจิตวิทยาเหล่านี้ไม่ควรมีพื้นที่ในห้องทำงานของเธอ
"ภาพหลอน... มันก็แค่ปฏิกิริยาของสมองที่เหนื่อยล้าจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ" เธอพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและหนักแน่น พยายามตีกรอบความกลัวให้อยู่ในขอบเขตของวิทยาศาสตร์
ทว่า เมื่อเธอกลับตัวหันไปหยิบขวดสารเคมีบนชั้นวาง กระจกเงาบานเดิมกลับสะท้อนภาพที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
เงาร่างสูงโปร่งของชายคนหนึ่งยืนซ้อนทับอยู่ด้านหลัง ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดต้นคอไม่ได้มาจากจินตนาการ และกลิ่นอายจางๆ ของไม้กฤษณาผสมกับความชื้นฝนก็เป็นเอกลักษณ์ที่เธอจำได้แม่นยำ
"ถ้าคุณยังคุยกับตัวเองแบบนั้น ผมเกรงว่าคุณอาจจะต้องชันสูตรความสติของตัวเองเป็นเคสต่อไปนะครับ หมอชา"
เสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลอย่างเป็นอันตรายดังขึ้นข้างใบหู ภาคินก้าวออกจากความมืดอย่างเงียบเชียบ ราวกับเขาเป็นส่วนหนึ่งของเงาในห้องนี้ตั้งแต่ต้น มือใหญ่เอื้อมมาแตะข้อศอกเธอเบาๆ ไม่ได้เป็นการคุกคาม แต่เป็นการประคองเพื่อดึงเธอออกจากภวังค์อันดำมืดที่เกือบจะกลืนกินเธอเข้าไป
ณัฐชาสะดุ้งเล็กน้อย เธอสะบัดแขนออกจากการจับกุมอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว ดวงตาคู่คมตวัดมองชายหนุ่มด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความระแวงและคุกรุ่นด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน
"อาจารย์เข้ามาในห้องนี้ได้อย่างไรโดยไม่ส่งเสียง... และคุณเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่" เธอย้อนถาม น้ำเสียงพยายามควบคุมให้ราบเรียบที่สุด แม้หัวใจจะยังเต้นรัวระส่ำ
"ผมไม่ได้เดินเข้ามาทางประตูหรอกครับ..." ภาคินแย้มยิ้มบางๆ มุมปากหยักลึกปรากฏร่องรอยความเจ้าเล่ห์ที่ยากจะคาดเดา ดวงตาคมกริบกวาดมองคราบเลือดและสีหน้าที่ซีดเผือดของแพทย์สาวอย่างวิเคราะห์เจาะลึก "แต่ผมเดินตามรอยแผลเป็นในใจคุณเข้ามาต่างหาก... ดูคุณสิครับ กำลังยืนสู้กับผีในอดีตของตัวเองโดยใช้มีดผ่าตัดเป็นอาวุธ มันช่างเป็นภาพที่ทั้งน่าสงสารและเซ็กซี่ในเวลาเดียวกัน"
"หยุดพูดจาไร้สาระแล้วออกไปซะ นี่คือพื้นที่ทำงานของผม" ณัฐชาเสียงแข็งขึ้น เธอยกมือขึ้นเสยผมที่ชื้นเหงื่อลวกๆ พยายามสร้างกำแพงความเยือกเย็นขึ้นมาปิดกั้นความอ่อนแอที่เพิ่งถูกเขาจับได้คาหนังคาเขา
"พื้นที่ทำงาน หรือหลุมหลบภัยกันแน่ครับ?" ภาคินก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกาย "คุณกำลังพยายามพิสูจน์ตัวเองให้โลกเห็นว่าคุณไม่เชื่อเรื่องไสยเวท แต่จิตใต้สำนึกของคุณกลับกรีดร้องโหยหาคำตอบจากสิ่งที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้... เหมือนกับคดีล่าสุดที่คุณกำลังถืออยู่"
ณัฐชานิ่งอึ้ง คำพูดของเขาแทงทะลุเกราะป้องกันทั้งหมดของเธอได้อย่างแม่นยำราวกับมีดผ่าตัดที่เธอถืออยู่ เธอเกลียดที่เขาอ่านใจเธอทะลุปรุโปร่ง เกลียดที่สายตาคู่นั้นมองเห็นความเปราะบางที่เธอซ่อนไว้ภายใต้เสื้อกาวน์สีขาว เกลียดที่ทุกครั้งอยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้ ร่างกายและจิตวิญญาณของเธอกลับสั่นไหวด้วยแรงดึงดูดประหลาดที่เธอไม่เคยควบคุมได้เลย
"คุณต้องการอะไรกันแน่ ภาคิน ดึกดื่นเช่นนี้คุณไม่ได้มาแค่เพื่อเล่นจิตวิทยากับฉันหรอกใช่ไหม?" เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามดึงบทสนทนากลับมาสู่ความจริงอันโหดร้ายของคดี
ภาคินหุบยิ้ม แววตาคมปลาบเปลี่ยนเป็นความจริงจังขึ้นมาทันที บรรยากาศรอบตัวรอบข้างพลันเย็นเยียบลงอย่างกะทันหัน
"ผมไม่ได้มาเพื่อเล่นครับ หมอชา..." เขากล่าวเสียงต่ำ ชemพมองตรงไปที่กระจกเงาบานใหญ่ที่เมื่อครู่เธอเพิ่งเห็นภาพหลอน "เพราะสิ่งที่อยู่ในกระจกบานนั้นไม่ได้สะท้อนแค่ อดีตของคุณ... แต่มันกำลังเตือนเราว่า มีบางอย่างกำลังรอให้เราเปิดประตูต้อนรับอยู่"
ณัฐชาขมวดคิ้วแน่น หันกลับไปมองกระจกเงาอีกครั้งด้วยความสงสัยระคนหวาดระแวง
ทว่า ในวินาทีนั้นเอง ภาพสะท้อนในกระจกไม่ได้มีแค่เงาของพวกเขา... แต่รอยเปื้อนเลือดบนพื้นกระเบื้องด้านหลัง กลับค่อยๆ ลากยาวเป็นรอยเท้าเปียกชุ่มที่กำลังก้าวเดินเข้ามาหาพวกเขาอย่างช้าๆ ทีละก้าว... ทีละก้าว... โดยไม่มีเจ้าของร่าง!
อรุณมนตราขาวขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความมืดและเงื่อนงำในบทนี้ด้วยกันนะครับ
สืบคาถา ล่ารอยใจ•ตอนที่ 20
เงาหลอนในกระจก
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สืบคาถา ล่ารอยใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!