“ตัดวงจรการไหลของกระแสไฟฟ้าในระดับไมโครวินาทีทิ้งเสีย ดร.อีฟ! ถ้าปล่อยให้เอนโทรปีพุ่งทะลุขีดจำกัดนี้ไปอีกเพียงเสี้ยววินาที เราไม่ได้แค่ตาย แต่เราจะถูกลบออกจากเมทริกซ์แห่งความเป็นจริง!”
เสียงของผมดังก้องไปทั่วห้องแล็บไร้หน้าต่าง แรงสั่นสะเทือนจากพื้นเบื้องล่างทำให้แก้วกาแฟที่วางอยู่บนขอบโต๊ะร่วงหล่นลงมาแตกละเอียด แต่มันไม่ได้กระทบความรู้สึกของผมแม้แต่น้อย สายตาของผมจับจ้องอยู่ที่จอโฮโลแกรมสามมิติที่กำลังแสดงค่าความน่าจะเป็นที่ค่อยๆ ร่วงดิ่งลงสู่ศูนย์
ดร.อีฟไม่ได้หันมามอง ผมเห็นเพียงแผ่นหลังที่เกร็งแน่นของเธอ นิ้วเรียวยาวของเธอรัวลงบนแป้นพิมพ์แสงด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ “ฉันทำไม่ได้เรน! อัลกอริทึมที่นายเขียนขึ้นมันล็อกตัวเองไว้ที่ค่าความแปรปรวน 0.0001% นั่นคือค่าที่พระเจ้ากำหนดไว้ให้เราตายอย่างไร้ทางเลือก!”
“งั้นก็เขียนค่าใหม่ซะ!” ผมตวาด มือคว้าแท็บเล็ตควบคุมมาเสียบเข้ากับพอร์ตหลักของเตาปฏิกรณ์ควอนตัม “ถ้าโชคชะตาคือสมการคณิตศาสตร์ที่ไม่มีคำตอบ ผมนี่แหละจะเป็นคนเขียนนิยามใหม่ของความว่างเปล่าเอง”
บรรยากาศในห้องแล็บที่เคยเต็มไปด้วยความเย็นเยียบจากระบบหล่อเย็นเริ่มเปลี่ยนไป อากาศรอบตัวหนาแน่นขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก แสงสีฟ้าจัดจ้าจากเครื่องเร่งอนุภาคค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงฉานเหมือนดวงตาของปีศาจที่กำลังจ้องมองพวกเราจากห้วงมิติที่บิดเบี้ยว ผมรู้สึกได้ถึงแรงเหวี่ยงของเวลาที่เริ่มบิดงอ เสียงอึกทึกของโลกภายนอกที่กำลังแตกสลายกลายเป็นจลน์พลังงานแทรกซึมเข้ามาทางกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็ก
มันคือวินาทีที่ 86,400
วินาทีสุดท้ายที่ผมคุ้นเคยมานับครั้งไม่ถ้วน
“เรน... ฟังนะ” อีฟหันกลับมา แววตาของเธอสั่นระริกแต่ยังคงความเด็ดเดี่ยว “ต่อให้นายรีเซ็ตลูปนี้ไปอีกกี่พันครั้ง ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม เราติดอยู่ในกรงขังที่ไม่มีกุญแจ ต่อให้เราคำนวณได้ละเอียดถึงระดับพลาโนฟิสิกส์ เราก็ไม่มีวันหนีพ้นความตายที่ถูกกำหนดไว้ในวินาทีนี้”
“ผมยอมรับไม่ได้” ผมตอบสวนทันควัน พลางกวาดสายตามองหน้าจอที่เริ่มแสดงรหัส Error สีแดงฉานที่อ่านไม่ออก “ชีวิตของครอบครัวผม... ชีวิตของผู้คนที่หายไปในลูปแรกๆ มันต้องมีความหมายมากกว่าแค่ข้อมูลที่ถูกลบซ้ำไปซ้ำมา”
“แล้วถ้านี่ไม่ใช่ลูปแรกล่ะ?”
ประโยคนั้นทำให้ผมชะงัก นิ้วของผมที่กำลังจะกดคำสั่งรันระบบค้างนิ่งอยู่กลางอากาศ ผมหันไปมองอีฟ ความสงสัยที่ผมพยายามกดทับไว้มาตลอดหลายเดือนเริ่มปริแตก “หมายความว่ายังไง?”
“นายจำได้ไหมว่าทำไมเราถึงเริ่มโปรเจกต์นี้?” อีฟก้าวเข้ามาใกล้ แสงไฟจากหน้าจออาบใบหน้าของเธอจนดูซีดเซียว “เราไม่ได้กำลังพยายามหยุดการระเบิดของโลก แต่เรากำลังถูกใครบางคน ‘ทดลอง’ อยู่ในห้องแล็บที่ไม่มีวันพังทลายแห่งนี้... และดูเหมือนว่ารอบนี้จะมีใครบางคนจงใจทิ้งร่องรอยไว้ในสมการของนาย”
ก่อนที่ผมจะได้ซักถาม ความร้อนมหาศาลก็พุ่งทะลุทะลวงเข้ามาในห้องแล็บ เหมือนกับว่ากำแพงที่หนาที่สุดในโลกถูกฉีกออกราวกับกระดาษชำระ เสียงระเบิดดังกึกก้องจนหูผมดับสนิท ร่างของผมถูกแรงอัดมหาศาลซัดจนลอยกระเด็นไปกระทบผนัง แรงจีมหาศาลบดขยี้อวัยวะภายในจนผมกระอักเลือดออกมาเป็นลิ่ม
ผมเห็นอีฟพยายามเอื้อมมือมาหาผม แต่ภาพของเธอเริ่มพร่าเลือนกลายเป็นพิกเซลที่กระจายตัว ความมืดมิดเข้าครอบงำ ทว่าในจังหวะที่สติสุดท้ายกำลังจะดับวูบ ผมกลับเห็นตัวเลขหนึ่งปรากฏขึ้นบนม่านตา มันไม่ใช่เลขของสมการความน่าจะเป็น แต่มันคือเลขลำดับวินาทีที่ควรจะเป็นไปไม่ได้
86,401...
แสงสีขาวสว่างวาบไปทั่วทั้งมวลสารแห่งจักรวาล ความรู้สึกเหมือนถูกดึงกระชากผ่านรูหนอนที่บิดเบี้ยวด้วยความเร็วเหนือแสงทำให้ผมหายใจไม่ออก ผมพยายามตะเกียกตะกายหาสิ่งยึดเหนี่ยว จนกระทั่ง...
“เรน... เรน! ตื่นสิ คุณจะมาสลบอยู่หน้าแผงวงจรในตอนนี้ไม่ได้!”
ผมลืมตาโพลงขึ้นมาทันที หัวใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกจากอก ความเย็นของอากาศในห้องแล็บปะทะเข้ากับใบหน้า ความรู้สึกถึงการถูกระเบิดฉีกร่างยังคงฝังลึกอยู่ในความทรงจำ แต่เมื่อผมมองไปรอบๆ ทุกอย่างกลับมาอยู่ในสภาพเดิม... เหมือนกับที่มันควรจะเป็นในวินาทีที่ศูนย์ของทุกๆ วัน
บนโต๊ะทำงาน เครื่องดื่มแก้วเดิมวางอยู่ที่จุดเดิม อีฟยืนอยู่ที่ตำแหน่งเดิม เธอกำลังทำท่าเหมือนเดิมเป๊ะราวกับภาพสะท้อนในกระจก
“อีฟ...” ผมเรียกเสียงสั่น มือสั่นเทาพยายามยันตัวเองขึ้นจากพื้น “เมื่อกี้... เราเพิ่งตายไป”
อีฟหยุดมือที่กำลังพิมพ์ เธอไม่หันมามอง แต่ผมสังเกตเห็นว่าไหล่ของเธอสั่นเล็กน้อย “ฉันรู้”
“เธอจำได้?” ผมถามพลางขยับตัวเข้าไปหา “เธอเห็นสิ่งที่ฉันเห็นไหม? เลขวินาทีที่หนึ่งร้อย... มันเกินกว่ากฎของเวลาที่เราเคยคำนวณไว้”
อีฟหมุนเก้าอี้กลับมามองผม แววตาของเธอไม่ได้มีความตื่นตระหนกแบบที่เคยเป็นมา แต่มันกลับมีความเย็นชาที่น่าขนลุก เธอหยิบแท็บเล็ตของผมขึ้นมา แล้วปลดล็อกข้อมูลที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็นไฟล์บันทึกเสียงที่ถูกเข้ารหัสไว้ด้วยรหัสผ่านของผมเอง... แต่ผมจำไม่ได้ว่าเคยบันทึกมันตอนไหน
“ฟังนี่สิ เรน” อีฟกดเล่นไฟล์นั้น
เสียงในไฟล์บันทึกนั้นชัดเจนและหนักแน่น แต่น้ำเสียงที่ได้ยินกลับเป็นเสียงของตัวผมเอง... ในสภาพที่ดูแก่กว่านี้หลายสิบปี และเต็มไปด้วยร่องรอยของความทรมาน
*‘ถ้าได้ยินเสียงนี้ แสดงว่าแกมาถึงวินาทีที่ 86,401 แล้ว เรน... อย่าเชื่อใจอีฟ อย่าพยายามซ่อมแซมลูป และที่สำคัญที่สุด... ห้ามมองไปที่เงาของตัวเองในกระจกเด็ดขาด เพราะคนที่แกกำลังตามหา... ไม่ใช่พระเจ้า แต่เป็นตัวแกเองในอนาคตที่กำลังพยายามกลืนกินลูปนี้เพื่อทำลายทุกอย่างให้สิ้นซาก’*
ผมตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ความเงียบงันในห้องแล็บน่าอึดอัดเสียยิ่งกว่าเสียงระเบิดเมื่อครู่ อีฟค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นยืน แสงไฟจากหน้าจอสะท้อนให้เห็นเงาของเธอที่ทอดยาวไปบนพื้น แต่สิ่งที่ทำให้ผมแทบหยุดหายใจคือเงาของเธอ... มันไม่ได้ขยับไปพร้อมกับตัวเธอ แต่มันกำลังยกมือขึ้นชี้มาที่หลังของผม
ที่นั่น... ที่มุมมืดของห้องแล็บ ประตูบานที่ควรจะล็อกตายมาตลอดห้าปีกลับเปิดแง้มออก พร้อมกับร่างของชายคนหนึ่งที่ก้าวออกมา เขาใส่ชุดแล็บแบบเดียวกับผม ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกคลุมด้วยรอยแผลเป็นจากพลังงานควอนตัม และในมือของเขา... เขากำลังถือเครื่องมือนับถอยหลังที่แสดงตัวเลขติดลบ
“ยินดีต้อนรับสู่ลูปที่แท้จริงนะ เรน” ชายคนนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าพลางแสยะยิ้ม “และหวังว่านายจะพร้อมรับมือกับความจริงที่ว่า... ฉันคือคนที่พานายมาที่นี่เพื่อฆ่าทิ้งซ้ำๆ ไม่ใช่เพื่อแก้ไขอะไรทั้งนั้น”
ผมคว้าไขควงข้างตัวเตรียมพร้อมรับมือ แต่ทว่าในวินาทีนั้นเอง แสงไฟทั้งห้องก็ดับวูบลง เหลือเพียงเสียงกระซิบข้างหูของผมที่เย็นเยียบจนถึงกระดูก
“แล้วนายจะรู้ว่า... การตายครั้งที่ผ่านมาน่ะ มันแค่การซ้อมใหญ่เท่านั้น”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในลูปแห่งเวลาไปกับผม "ควอนตัมคอร์" นะครับ
ควอนตัมรีเซ็ต: ดีลกับพระเจ้าในลูป 86,400 วินาที•ตอนที่ 1
จุดเริ่มต้นของวินาทีที่แปดหมื่นหกพันสี่ร้อยหนึ่ง
ผลงานโดย ควอนตัมคอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ควอนตัมคอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ควอนตัมรีเซ็ต: ดีลกับพระเจ้าในลูป 86,400 วินาที นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!