กลิ่นกระดาษเก่าอายุร่วมร้อยปีผสมกับกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดราคาแพงลอยอบอวลอยู่ในห้องกระจกควบคุมอุณหภูมิ แต่มันกลับไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศระหว่างคนสองคนในเวลานี้ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย
"ฉันบอกแล้วไงคะว่าเอกสารชุด 'บันทึกเหตุการณ์ระเบียงกาลเวลา พ.ศ. 2492' เป็นวัตถุดิบชิ้นสำคัญที่จะใช้เขียนนิยายเล่มใหม่ ถ้าคุณภัณฑารักษ์จะกรุณาเปิดสิทธิ์การเข้าถึงให้ฉันเป็นกรณีพิเศษ มันคงไม่ทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยระดับชาติของคุณพังทลายลงมาหรอกค่ะ"
เสียงใสๆ แต่แฝงด้วยความเย่อหยิ่งเล็กน้อยของพินธุ ดังแทรกขึ้นทำลายความเงียบงันของหอดูดวงจันทร์—เอ๊ย หอจดหมายเหตุโบราณที่ขึ้นชื่อว่าเข้าถึงยากยิ่งกว่าห้องลับประธานาธิบดี เธอยืนกอดอกพิงชั้นไม้มะค่าโมง สายตาคมกริบมองทะลุผ่านกรอบแว่นสายตาไร้กรอบไปยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้สักทองตัวใหญ่
รวิศยังคงก้มหน้าก้มตาตรวจเช็กรายการหนังสือโบราณในแท็บเล็ต เขาราวกับไม่ยินดียินร้ายต่อการมาเยือนของนักเขียนสาวชื่อดังที่ใครต่อใครต่างพากันเกรงกลัว นิ้วเรียวยาวภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเคาะเบาๆ บนโต๊ะอย่างเป็นจังหวะ แสดงถึงความรำคาญใจที่ถูกรบกวนเวลาทำงานอันแสนสงบ
สามนาทีผ่านไปโดยไม่มีเสียงตอบรับจากฝั่งตรงข้าม พินธุเริ่มเม้มปากแน่น ความอดทนที่มีจำกัดจำเขี่ยของเธอใกล้จะหมดลงเต็มทีแล้ว นี่เธออุตส่าห์ใช้วิธีลัดบุกมาถึงถิ่น เพื่อขอความอนุเคราะห์จากอีตาภัณฑารักษ์หน้าตายคนนี้โดยเฉพาะ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบงันที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่าการโดนปฏิเสธตรงๆ เสียอีก
"นี่คุณ! หูหนวก หรือแค่ทักษะการสื่อสารบกพร่องคะ ถึงได้ทำตัวเป็นหินแกะสลักแบบนี้" พินธุสาวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น ระยะห่างลดลงจนแทบจะเอื้อมมือไปคว้าแท็บเล็ตในมือเขาได้ "ฉันไม่ได้มาขอส่วนบุญนะคะ ฉันทำเรื่องขออนุญาตอย่างเป็นทางการผ่านทางสำนักบริหารมาตั้งสามสัปดาห์แล้ว แต่คุณก็ดองเรื่องไว้แถมยังส่งอีเมลปฏิเสธกลับมาอย่างไร้เหตุผล ฉันก็เลยต้องมาฟังคำอธิบายจากปากคุณด้วยตัวเองนี่ไงคะ"
ในที่สุด รวิศก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาคมปลาบสีดำสนิทราวกับรัตติกาลไร้ดาวคู่นั้นตวัดขึ้นมองเธอนิ่งๆ นัยน์ตาคู่นั้นเย็นชาไร้ระลอกคลื่น ราวกับเธอกำลังยืนพูดอยู่หน้ากำแพงคอนกรีต ไม่ใช่กับมนุษย์มนาที่มีเลือดเนื้อ
"หอจดหมายเหตุแห่งนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับสนองนี๊ดงานเขียนพล็อตตลาดๆ ของคุณค่ะ คุณพินธุ"
น้ำเสียงของเขาทุ้มนุ่มแต่นิ่งสนิท เย็นเยียบจนน่าขนลุก ทุกคำที่เปล่งออกมาทำเอาคนฟังอยากจะกระโจนข้ามโต๊ะไปหยิกแขนเขาสักทีสองที
"พล็อตตลาดๆ อย่างนั้นเหรอคะ?" พินธุแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาสวยเฉี่ยววาวโรจน์ด้วยความโกรธ "นิยายสืบสวนของฉันติดอันดับ Best Seller ติดต่อกันมาสามปีซ้อน ข้อมูลประวัติศาสตร์ที่คุณหวงนักหวงหนานี่แหละ คือสิ่งที่จะทำให้งานของฉันมีมิติขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อไร้สาระอย่างที่คุณกำลังดูถูกอยู่ห่างๆ แบบนั้นหรอกนะคะ"
"แล้วคุณคิดว่าเอกสารชุดนั้นมันคืออะไรล่ะครับ?" รวิศย้อนถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความเฉียบคมที่บาดลึก "มันไม่ใช่สมุดบันทึกส่วนตัวของคุณทวดที่จะเอามาหยิบยืมแต่งเติมสีIสันตามใจชอบเพื่อเรียกเรตติ้ง มันคือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บอบบางและเต็มไปด้วยรอยแผล หากคุณเข้าใจความหมายของคำว่า 'การเคารพความจริง' สักนิด คุณคงไม่เดินเข้ามาเรียกร้องในสิ่งที่เกินขอบเขตแบบนี้"
"ฉันเป็นนักเขียนค่ะ หน้าที่ของฉันคือการชุบชีวิตอดีตให้กลับมาหายใจได้อีกครั้งผ่านตัวอักษร ไม่ใช่การปล่อยให้มันนอนเน่าตายอยู่ในตู้กระจกสุญญากาศแบบที่คุณกำลังทำอยู่ต่างหาก!" พินธุตบโต๊ะเสียงดังปัง จนกระดาษโน้ตบนโต๊ะปลิวไหว เธอยืนจ้องหน้าเขาอย่างไม่เกรงกลัว ส้นสูงห้ามนิ้วทำให้ส่วนสูงของเธอแทบจะไม่เป็นรองเขาเลยในยามที่ยืนประจันหน้ากันเช่นนี้
รวิศถอนหายใจยาวอย่างเหนרหน่าย เขาปิดแท็บเล็ตในมือลงเสียงดังเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันจากร่างสูงโปร่งที่ก้าวเข้ามาประชิดทีละน้อย ทำให้พินธุเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว แต่ศักดิ์ศรีก็ค้ำคอจนเธอต้องเชิดหน้าขึ้นสู้สายตาเขาอย่างดื้อรั้น
กลิ่นน้ำหอมกลิ่นซิตรัสจางๆ จากตัวเธอลอยมาแตะจมูกเขา ชายหนุ่มก้มมองหญิงสาวที่พยายามทำตัวเป็นแม่เสือสาวทั้งที่ดวงตากลมโตคู่นั้นกำลังสั่นระริกด้วยความโมโห รวิศโน้มใบหน้าลงมาเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนเหลือเพียงคืบเดียว ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ใกล้แก้ว
"ต่อให้คุณจะใช้สายตาคู่นั้นฆ่าผม หรือเอาสำนักพิมพ์ทั้งเครือมาขู่... คำตอบก็ยังคงเดิมครับ" รวิศกระซิบชิดริมหีบปาก เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าอยู่ใกล้จนหัวใจของนักเขียนสาวกระตุกวูบอย่างไม่ทันตั้งตัว "ประตูทางออกอยู่ข้างหลังเชิญค่ะคุณพินธุ และจำใส่สมองไว้ด้วยว่า หอจดหมายเหตุแห่งนี้... ไม่ได้ต้อนรับคนอย่างคุณ"
พินธุเม้มปากแน่น หัวใจเต้นรัวด้วยความโกรธปนความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่วิ่งพล่านในอก เธอเงื้อมือขึ้นทำท่าจะผลักอกแกร่งให้ถอยห่าง แต่ทว่า...
*กริ๊ก!*
เสียงล็อกกลอนประตูกระจกอัตโนมัติจากภายนอกดังขึ้นก้องห้อง ควบคู่ไปกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนกำลังเร่งรีบก้าวเข้ามาทางโถงทางเดิน พร้อมกับเสียงตะโกนตื่นตระหนกที่ทะลุผ่านประตูเข้ามา
"คุณรวิศครับ! แย่แล้วครับ! ระบบควบคุมความชื้นในห้องจัดเก็บโซน B เกิดขัดข้อง เอกสารโบราณชุดที่เปราะบางที่สุดกำลังจะโดนไอน้ำทำลาย ทางเราติดต่อช่างซ่อมไม่ได้ คุณต้องรีบไปดูเดี๋ยวนี้เลยครับ!"
รวิศชะביักเล็กน้อย ดวงตาคมเข้มหันขวับไปมองทางประตู ก่อนจะก้มลงมองพินธุที่ยืนแข็งค้างอยู่ตรงหน้า ระยะห่างที่แนบชิดทำให้ทั้งคู่ติดอยู่กลางวงล้อมของวิกฤตที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น
แล้วจู่ๆ เสียงล็อกประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง... พร้อมกับเสียงกรีดร้องแหลมสูงจากภายนอกที่ทำให้เลือดในกายของทั้งคู่เย็นเฉียบลงทันที
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเปิดประตูบานนี้ร่วมกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
เซฟโซนของผมไม่ใช่ที่นี่ คุณภัณฑารักษ์•ตอนที่ 1
หอจดหมายเหตุไม่ได้ต้อนรับคุณ
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของผมไม่ใช่ที่นี่ คุณภัณฑารักษ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
