ปัง!
เสียงทุบประตูด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหว ตามด้วยเสียงกรีดร้องแหลมสูงที่ทำเอาบรรยากาศเงียบสงบในห้องเก็บเอกสารโบราณของพิพิธภัณฑ์แทบจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ รวิศขมวดคิ้วมุ่นจนรอยย่นระหว่างคิ้วแทบจะผูกกันเป็นปม
"ช่วยด้วย! เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้โรคจิต! มันวิ่งตามฉันมาทางบันไดหนีไฟ!"
เสียงนั้น... ทั้งคุ้นหู ทั้งน่ารำคาญ และเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกที่ปลอมเปลือกจนน่าหมั่นไส้ รวิศหันขวับไปมองบานประตูสลับกับร่างบางของคนที่ยืนกอดอกพิงชั้นหนังสือด้วยสีหน้าเรียบเฉย พินธุไม่ได้มีท่าทีตกใจแม้แต่น้อย เจ้าตัวแค่เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ส่งยิ้มยียวนมาให้ราวกับกำลังชมละครสัตว์ราคาถูก
"ดูเหมือนว่า 'แขกไม่ได้รับเชิญ' ของคุณจะมาเร็วกว่าที่คิดนะคะ คุณภัณฑารักษ์" พินธุเอ่ยกลั้วหัวเราะ น้ำเสียงติดตลกในสถานการณ์วิกฤตแบบนี้มันน่าจับมาตีมือนัก
รวิศไม่ตอบ เขาพ่นลมหายใจพรืดใหญ่ออกทางจมูกด้วยความหัวเสีย ขายาวก้าวฉับๆ ไปที่ประตู มือหนากระชากกลอนเปิดออกทันทีเพื่อจัดการไล่ตะردคนข้างนอกให้พ้นจากอาณาเขตอันศักดิ์สิทธิ์ของเขา แต่ทว่า—
พรึ่บ!
ร่างของใครบางคนในชุดสูทพับแขนเสื้อลวกๆ พุ่งเข้ามาในห้องทันทีราวกับลูกกระสุนปืน ชนเข้ากับแผงอกของรวิศเต็มแรงจนร่างสูงต้องก้าวถอยหลังไปสองสามก้าวเพื่อทรงตัว กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกลิ่นเหงื่อจางๆ ลอยปะทะจมูก พร้อมกับเสียงหอบหายใจรัวเร็วของคนที่เพิ่งวิ่งหนีตายมา
"รอดแล้วโว้ย! เกือบตายหงส์แล้วไหมล่ะไอ้..."
สรรพนามหยาบคายชะงักกึกทันที เมื่อร่างที่ซุกอกรวิศอยู่เงยหน้าขึ้นสบตา เจ้าของดวงตากลมโตคู่สวยกะพริบปริบๆ เมื่อตระหนักว่าแผงอกกว้างที่ตนใช้เป็นที่หลบภัยไม่ใช่เสาปูน แต่เป็นร่างของชายหนุ่มหน้าตาถมึงทึงที่กำลังจ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"เอ่อ..." ผู้บุกรุกหน้าใหม่ส่งเสียงอ้อมแอ้ม รอยยิ้มเจื่อนๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย "สวัสดีครับ... พอดีผมวิ่งหนีหมาบ้ามาน่ะครับ"
"หมาบ้าที่ไหนล่ะคุณกรณ์! คุณนั่นแหละที่ขโมยต้นฉบับนิยายเล่มใหม่ของฉันไป!"
เสียงแหลมปรี๊ดของพินธุแทรกขึ้นมาทันที เจ้าตัวเดินนองหน้าเข้ามาใกล้ พร้อมชี้หน้าเอาเรื่องผู้ชายที่เพิ่งบุกเข้ามาใหม่ รวิศซึ่งตอนนี้กลายเป็นเสาหลักจำเป็นคั่นกลางระหว่างศึกสองฝ่าย ได้แต่หลับตาลงช้าๆ เพื่อสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ระงับสติอารมณ์ที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดเดือด
นี่มันวันซวยอะไรกันวะเนี่ย? จากห้องเก็บเอกสารที่เงียบสงบ ไร้ผู้คน และมีเพียงเขากับนักเขียนสาวปากจัด ตอนนี้กลับกลายเป็นสนามรบขนาดย่อมที่มีตัวละครเพิ่มมาสร้างความปวดหัวอีกหนึ่งอัตรา
"พินธุ! เธอตามฉันมาทำไมเนี่ย นี่มันเขตหวงห้ามนะเว้ย!" กรณ์ นักเขียนหนุ่มคู่ปรับตัวฉกาจของพินธุโวยวายกลับทันที พลางขยับตัวหลบไปหลบหลังรวิศราวกับหาโล่กำบังชั้นดี "แล้วดูสิเนี่ย! เธอพาฉันวิ่งหนีมาถึงไหนเนี่ยคุณภัณฑารักษ์ หน้าตาบูดบึ้งเป็นตูดหม้อแบบนี้... ระวังหน้าแก่เร็วนะครับคุณ"
รวิศลืมตาขึ้น ชVเล็งสายตาคมกริบไปที่กรณ์จนอีกฝ่ายหุบปากฉับ "ถ้าพวกคุณสองคนยังมีมารยาทหลงเหลืออยู่บ้าง... กรุณาออกไปเถียงกันข้างนอก ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่น และไม่ใช่โรงพัก"
น้ำเสียงทุบต่ำ เยียบเย็น และกดดันจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันที แต่มีหรือที่คนอย่างพินธุจะสะทกสะทอง เจ้าตัวแค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวเข้ามาประชิดรวิศจนระยะห่างแทบไม่เหลือ
"อุ๊ย ใจร้ายจังเลยนะคะคุณรวิศ จะไล่พวกเราออกไปได้ยังไง ในเมื่ออีตากรณ์มันคาบต้นฉบับของฉันเข้ามาซ่อนไว้ในนี้แล้ว" พินธุลากเสียงยาวอย่างกวนประสาท ดวงตากลมโตแพรวพราวด้วยความเจ้าเล่ห์ "จริงไหมคะ... คุณกรณ์?"
"ฉันไม่ได้ซ่อนนะเว้ย! ฉันแค่หยิบสลับกระเป๋ามาผิด!" กรณ์เถียงคอเป็นเอ็น มือก็ควานหาของในกระเป๋าเป้สะพายหลังพัลวัน
รวิศมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกเหนื่อยหน่าย เขาขยับตัวถอยหลังเพื่อเว้นระยะห่างจากพินธุ แต่นักเขียนสาวกลับก้าวตามมาติดๆ ราวกับจงใจแกล้ง "ถอยไป" รวิศเอ่ยเตือนเสียงต่ำ
"ไม่ถอยค่ะ จนกว่าจะได้ของคืน" พินธุลอยหน้าลอยตาตอบ พร้อมกับยื่นมือไปคว้าแขนเสื้อของกรณ์ยื้อ The tug-of-war ย่อมๆ เกิดขึ้นกลางห้องเอกสารโบราณ หนังสือและแฟ้มข้อมูลที่รวิศจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเริ่มสั่นคลอนจากการปะทะของสองคู่ปรับ
"เฮ้ย! พินธุ อย่าดึงดิ! เดี๋ยวขาดหมด!"
"ก็แกไม่ยอมคืนฉันดีๆ เองนี่!"
"บอกว่าหยิบสลับไงวะ!"
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ!" รวิศตวาดลั่น เสียงทุบโต๊ะดังปังจนทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบกริบ ทว่า... ความซวยมักมาเยือนในวินาทีที่คาดไม่ถึง
ศอกของกรณ์ที่กำลังสะบัดหนีพินธุ พลาดไปปัดเข้ากับชั้นวางแฟ้มเอกสารโบราณยุคสงครามโลกที่ตั้งอยู่ริมผนังอย่างจัง!
เคร้ง! โครーム!
เสียงโลหะกระแทกพื้นดังสนั่นหวั่นไหว เอกสารสำคัญกระจัดกระจายเกลื่อนพื้นห้อง แต่สิ่งที่ทำให้เลือดในกายของรวิศเย็นเฉียบลงจนแทบหยุดไหล ไม่ใช่เอกสารพวกนั้น...
มันคือกล่องไม้โบราณสีเข้มที่ซ่อนอยู่หลังแฟ้มเหล่านั้น... กล่องไม้ที่เขาเก็บล็อกกุญแจไว้อย่างดี และไม่เคยอนุญาตให้ใครแตะต้อง มันร่วงตกลงมากระแทกพื้นจนฝาเปิดอ้าออก เผยให้เห็นสิ่งของข้างในที่รวิศพยายามฝังกลบมันไว้ในอดีต
พินธุชะงักกึก กรณ์อ้าปากค้าง บรรยากาศในห้องดิ่งวูบลงสู่ความเงียบงันอันน่าอึดอัด รวิศยืนนิ่งค้าง ร่างสูงสั่นเทิ้มเล็กน้อยด้วยความโกรธและ... ความเจ็บปวดที่ถูกกระชากขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ
สายตาดุดันของรวิศค่อยๆ เบนกลับมามองหน้าพินธุ ช้าๆ... อย่างน่ากลัว
"คุณ... ทำลายกฎข้อที่สามของผมแล้ว" รวิศกระซิบเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบแดงก่ำด้วยอารมณ์ที่ควบคุมไม่อยู่
พินธุกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อเห็นแววตาของรวิศในวินาทีนี้... มันไม่ใช่ความเย็นชาอีกต่อไป แต่มันคือความพินาศที่กำลังจะระเบิดออก
(โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ)
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมพลังใจให้กันนะคะ หวังว่าจะสนุกจนวางไม่ลงค่ะ! — ดาวตกคืนคริสต์มาส
เซฟโซนของผมไม่ใช่ที่นี่ คุณภัณฑารักษ์•ตอนที่ 2
กฎสามข้อที่พินธุทำลาย
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของผมไม่ใช่ที่นี่ คุณภัณฑารักษ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
