“ท่านหลอกข้า... ธามัน ท่านไม่ได้สลายไปกับทราย แต่ท่านกำลังรอเวลาที่จะลากข้าลงเหวใช่หรือไม่!”
รินรดาตวาดก้องท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับหัวใจ ละอองทรายที่เพิ่งจางหายไปจากสายตายังคงทิ้งความรู้สึกแสบร้อนไว้ในทรวงอก เธอเบือนหน้าหนีจากแผ่นหลังกว้างของบุรุษที่เธอเชื่อใจที่สุด หญิงสาวกำด้ามพู่กันโบราณในมือแน่นจนปลายนิ้วซีดเผือด
ธามันยังคงยืนนิ่งราวกับรูปปั้นสลักจากหินอ่อน เขามิได้หันกลับมามองเธอทันที ความเงียบที่เขามอบให้กลับดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงกรีดร้อง ทว่าเพียงครู่เดียว เขาก็หมุนกายกลับมา ดวงตาคู่คมที่เคยเต็มไปด้วยความอบอุ่นยามมองเธอ บัดนี้กลับว่างเปล่าราวกับบ่อน้ำลึกที่ไร้แสงตะวัน
“คำเตือนของวิญญาณตนนั้น... รินรดา เจ้าเชื่อถือคำพูดของคนตายมากกว่าเลือดเนื้อที่อยู่ตรงหน้าเจ้าหรือ” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ หากแต่แฝงไว้ด้วยกระแสกดดันที่ทำให้รินรดารู้สึกหายใจไม่ออก
“เลือดเนื้อหรือ?” รินรดาเค้นยิ้มสมเพชตนเอง “เลือดเนื้อที่มีกลิ่นไอของอำนาจมืดเจือปน เลือดเนื้อที่คอยชี้โพรงให้คุณหลวงพิพัฒน์รู้ทุกย่างก้าวของข้า ธามัน... ข้าเพิ่งพบตราประทับของตระกูลท่านในสมุดบันทึกที่ถูกลบเลือนด้วยมนตรา ท่านไม่ได้มาที่นี่เพื่อช่วยข้า แต่ท่านมาเพื่อปิดปากพยานที่รู้เห็นเรื่องราวของบรรพบุรุษท่านใช่ไหม!”
บรรยากาศรอบข้างบีบคั้นขึ้นทันตา ศัตรูที่รายล้อมอยู่โดยรอบมิได้ขยับกาย พวกมันเพียงยืนมองฉากละครนี้ด้วยสายตาเย็นชา คล้ายรอเวลาที่ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองจะขาดสะบั้นลง
ธามันขยับก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว รินรดาถอยกรูดไปด้านหลังจนแผ่นหลังปะทะกับกำแพงศิลาเก่าแก่ กลิ่นอายของความหวาดระแวงอบอวลไปทั่วบริเวณ เขาหยุดลงตรงหน้าเธอ ระยะห่างเพียงไม่กี่คืบทำให้เธอได้กลิ่นไม้จันทน์หอมจางๆ ที่เคยเป็นดั่งกลิ่นปลอบประโลมใจในยามที่เธออ่อนแอ แต่วันนี้... มันกลับกลายเป็นกลิ่นอายของกับดักที่น่ารังเกียจ
“ข้าไม่เคยคิดทำร้ายเจ้า” เขาเอ่ยเสียงต่ำ มือหนาเอื้อมออกมาหมายจะเชยคางเธอขึ้น แต่นิ้วของเขาถูกหยุดไว้ด้วยปลายพู่กันที่รินรดาจ่อคอหอยเขาไว้ด้วยมือที่สั่นระริก
“คำว่า 'ไม่เคย' ของท่าน มีค่าเท่ากับลมปากที่เป่าให้ไฟในใจข้ามอดดับลง” รินรดากล่าว พยายามสะกดกลั้นน้ำตาที่เอ่อล้น “บอกข้ามาสิ... ว่าสมุดบันทึกเล่มนั้นอยู่ที่ไหน หรือว่าท่านมอบมันให้คุณหลวงไปเรียบร้อยแล้ว?”
ธามันนิ่งงัน ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ราวกับพยายามค้นหาความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ข้างใน ก่อนที่เขาจะแค่นหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น
“เจ้าคิดว่าข้าจะสวามิภักดิ์ต่อชายชราที่บ้าอำนาจคนนั้นเพียงเพื่อสิ่งที่เรียกว่าบันทึกงั้นหรือ รินรดา... เจ้ายังไร้เดียงสาเกินไปที่จะเข้าใจโลกที่ข้าอาศัยอยู่ ความมืดมิดที่เจ้าหวาดกลัว ข้าได้กลืนกินมันเข้าไปจนหมดสิ้นก่อนที่จะพบเจ้าเสียอีก”
สิ้นคำพูดนั้น ธามันก็คว้าข้อมือของเธอไว้ด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ เขาโน้มตัวลงมาใกล้จนหน้าผากเกือบชิดกัน เสียงกระซิบของเขาแผ่วเบาแต่คมกริบดั่งใบมีด “เจ้าอยากรู้ว่าศัตรูที่แท้จริงคือใครใช่ไหม? ลองมองไปที่มือของเจ้าสิ... สิ่งที่เจ้าถืออยู่นั่นมันคืออะไรกันแน่”
รินรดาก้มลงมองพู่กันในมือด้วยความฉงน พลันดวงตาของเธอก็เบิกกว้าง เมื่อเห็นรอยจารึกสีทองบนด้ามพู่กันเริ่มเปลี่ยนสีกลายเป็นสีเลือด ความร้อนระอุแผ่ซ่านขึ้นมาจากปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ
“พู่กันนี้... มันไม่ใช่แค่สมบัติของตระกูลเจ้า แต่มันคือตราทาสที่บรรพบุรุษของเจ้าทำสัญญาเลือดไว้กับคุณหลวงพิพัฒน์!” ธามันกระชากเสียง “และเจ้า... ก็คือเครื่องสังเวยคนสุดท้ายที่จะเปิดประตูสู่มิติกาลเวลา!”
ทว่าในจังหวะที่รินรดากำลังตกตะลึงกับความจริงเบื้องหน้า ทันใดนั้นเงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าด้านหลังของธามัน ร่างนั้นเงื้อกริชสีเงินวาววับขึ้นเหนือหัว
“ท่านธามัน... ท่านพูดมากเกินไปแล้วนะเจ้าคะ”
เสียงหวานเย็นเยียบที่คุ้นเคยดังขึ้น รินรดาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตื่นตระหนก หัวใจของเธอแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยดีที่สุด—เป็นใบหน้าของแม่นมผู้เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่จำความได้ นางยืนถือกริชอาบยาพิษ ปลายกริชจ่ออยู่ที่แผ่นหลังของธามันอย่างแม่นยำ!
“แม่นม... นี่มันหมายความว่าอย่างไร!” รินรดาร้องลั่น
หญิงชราแย้มยิ้มที่ไม่มีความอบอุ่นเหลืออยู่แม้แต่น้อย “ขออภัยด้วยนะเจ้าคะคุณหนู แต่ความลับของตระกูลท่าน... จำเป็นต้องถูกชำระด้วยเลือดของคนทรยศอย่างมันเสียก่อน”
ก่อนที่รินรดาจะได้ทันตั้งตัว แม่นมก็ออกแรงแทงกริชลงไป ทว่าธามันกลับสะบัดตัวหลบด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่า พร้อมกับคว้าตัวรินรดาเบี่ยงหลบไปอีกทาง ทิ้งให้หญิงชราถลันไปข้างหน้าด้วยแรงส่งที่เกินตัว
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนจำนวนมากก็ดังล้อมเข้ามาจากรอบด้าน พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างในชุดสีดำสนิทที่รินรดาจำได้ดีว่าคือคนของตระกูลคุณหลวงพิพัฒน์ แต่สิ่งที่น่าสยดสยองที่สุดคือ... แม่นมที่เพิ่งจะหมายชีวิตธามัน บัดนี้กลับคุกเข่าลงแทบเท้าของร่างสูงใหญ่ที่ก้าวออกมาจากเงามืดของวิหาร
“จัดการมันทั้งคู่ตามบัญชาท่านหลวงเลยเจ้าค่ะ” แม่นมกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
รินรดาแทบสิ้นสติเมื่อเห็นชายผู้ก้าวออกมานั้นคือคนคนเดียวกับที่เธอเคยคิดว่าเป็นมิตรแท้ที่ปลอมตัวมาตลอดหลายปี... คนที่เธอเคารพรักเสมือนบิดาบังเกิดเกล้า!
หวังว่ารี้ดที่รักจะยังไม่วางมือจากบันทึกเล่มนี้นะคะ เพราะความจริงหลังจากนี้จะทำให้หัวใจของพวกท่านแตกสลายยิ่งกว่ารินรดาค่ะ
เหมยฮวาแรกแย้ม
รอยจารึกแห่งกาลเวลา: บันทึกรักใต้เงาพู่กัน•ตอนที่ 15
ศัตรูที่คาดไม่ถึง
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งกาลเวลา: บันทึกรักใต้เงาพู่กัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!