เวทมนตร์ฉบับเด็กหลังห้องกับอาจารย์สาวจอมเข้มงวด•ตอนที่ 3

อาจารย์สาวผู้ไร้เงา

ผลงานโดย ไมโลกับภูตน้อย
เสียงนาฬิกาพกทองเหลืองที่รินทร์ดีดลอยเคว้งกลางอากาศเมื่อครู่ไม่ได้ตกลงสู่พื้นดิน มันหยุดนิ่งค้างอยู่ ณ จุดตัดของกระแสมานาที่บิดเบี้ยว ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นฉุดรั้งมันเอาไว้ แรงดันเวทมนตร์ระดับสูงแผ่ซ่านออกมาจากกลไกเฟืองภายใน จนเกิดเสียงกริ๊กเบาๆ ที่ดังก้องในโสตประสาทของทุกคนที่ยืนอยู่ ณ ที่นั้น เงาทมิฬที่พุ่งเข้ามาเมื่อครู่พลันชะงักงัน ไอหมอกสีดำสนิทสลายกลายเป็นละอองฝุ่นทันทีที่สัมผัสกับรัศมีวงกลมเวทมนตร์รูปทรงเรขาคณิตที่รินทร์วาดขึ้นด้วยปลายนิ้ว เปลวไฟสีฟ้าครามดวงเล็กๆ ลุกโชนขึ้นบนฝ่ามือของเด็กหนุ่มผู้ได้ชื่อว่ามีพลังเวทต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ดวงตาคู่คมจ้องมองโครงสร้างเวทที่ซ้อนทับกันถึงสามชั้นอย่างใจเย็น ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก "การคำนวณมุมหักเหของมานาผิดพลาดไปแปดเปอร์เซ็นต์... แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่แก้ไขทันนะครับ" รินทร์พึมพำกับตัวเองเบาๆ ขณะที่ขยับนิ้วมือคล้ายกำลังพิมพ์ดีดบนคีย์บอร์ดอากาศ เฟืองเวทสีทองในอากาศหมุนวนด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงหวีดหวิวเบาๆ กลไกชิ้นเล็กชิ้นน้อยประกอบเข้าหากันกลางอากาศอย่างแม่นยำ ราวกับช่างนาฬิกากำลังประกอบกลไกจักรกลชิ้นเอกท่ามกลางสมรภูมิรบ ที่มุมห้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์เวทมนตร์อันเงียบสงบ ร่างเพรียวระหงในชุดคลุมสีดำสนิทของอาจารย์เซเลสเต้ยังคงยืนนิ่งสนิทอยู่ที่เดิม ดวงตาสีอัมพันคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อย สะท้อนภาพประกายไฟสีฟ้าที่ส่องสว่างใบหน้าด้านข้างของเด็กหนุ่มหลังห้องอย่างชัดเจน ไม่มีเสียงอุทานด้วยความตกใจ ไม่มีอาการถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว มีเพียงความเงียบงันที่กดดันจนแทบได้ยินเสียงกระแสมานาไหลผ่านผิวหนัง "เธอกำลังทำอะไรอยู่... รินทร์" น้ำเสียงราบเรียบแต่เย็นเยียบของเซเลสเต้เอ่ยขึ้น ทว่ามันกลับทรงพลังพอที่จะทำให้บรรยากาศรอบตัวหยุดนิ่ง อาจารย์สาวก้าวเท้าเข้ามาใกล้กลุ่มควันจางๆ ช้าๆ ทุกย่างก้าวของเธอมั่นคงและไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า ราวกับร่างของเธอลอยอยู่เหนือพื้นหินอ่อน รินทร์ไม่ได้หันกลับไปทันที เขารอให้กลไกสุดท้ายของนาฬิกาเวทล็อกเข้าที่ด้วยเสียง 'คลิก' ดังชัดเจนเสียก่อน จึงค่อยๆ ลดมือลง ปล่อยให้ละอองมานาสีทองโปรยปรายลงสู่พื้นเสมือนเกล็ดหิมะยามค่ำคืน จากนั้นเขาจึงหันมาสบตากับอาจารย์สาวด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก "เป็นการพิสูจน์สมมติฐานทางกายภาพเวทมนตร์ครับ อาจารย์เซเลสเต้ เงาทมิฬเมื่อครู่ไม่ได้ถูกส่งมาจากภายนอก แต่มันถูกเหนี่ยวนำด้วยคลื่นความถี่ของแร่มานาราคาถูกที่ติดอยู่ใต้พื้นห้องนี้ต่างหากครับ" คำตอบของรินทร์ทำให้คิ้วเรียวสวยของเซเลสเต้ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นางไม่ได้ตกใจที่เด็กหนุ่มสามารถป้องกันการโจมตีระดับกลางได้ แต่สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจ—หรืออาจเรียกว่า 'สนใจ'—คือวิธีการที่เขาเลือกใช้ ในโลกเวทมนตร์แห่งนี้ ทุกคนต่างพึ่งพาบทสถาปนา คทา หรือวงแหวนเวทสำเร็จรูปที่สืบทอดกันมานับพันปี แต่วิธีการที่รินทร์ใช้เมื่อครู่ มันไม่ใช่การร่ายเวท... แต่มันคือการ 'แฮก' โครงสร้างมานาด้วยตรรกะทางคณิตศาสตร์และกลไกจักรกล "เธอคิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ห้องเรียนของฉันไม่ใช่สนามทดลองเครื่องจักรกลไร้สาระนะ" เซเลสเต้กล่าวเสียงเรียบ ดวงตาสีอัมพันจ้องลึกเข้าไปในดวงตานิ่งสงบของเด็กหนุ่ม ราวกับต้องการค้นหาว่าเบื้องหลังแว่นตากรอบบางคู่นั้นมีความลับอะไรซ่อนอยู่ "ผมไม่ได้ทำเรื่องไร้สาระหรอกครับอาจารย์ เพียงแต่... ผมแค่อยากรู้ว่าเหตุใดเงาทมิฬที่ควรจะมีรัศมีการทำลายล้างในรัศมีสามเมตร ถึงได้หดตัวลงเหลือเพียงครึ่งเมตรเมื่อเข้าใกล้โต๊ะแถวหลังสุด" รินทร์ก้าวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของตนเอง ชี้มือไปยังรอยไหม้จางๆ บนพื้นไม้ "เวทมนตร์ทุกบทต้องมีแหล่งจ่ายพลังงาน ถ้าไม่มีวงแหวนเวทใต้พื้น แล้วพลังงานนั้นมาจากไหนล่ะครับ" บรรยากาศในห้องเรียนกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยกระแสความคิดที่เฉียบคมปะทะกัน อาจารย์เซเลสเต้เงียบไปชั่วขณะ นางปรายตามองรอยไหม้บนพื้น ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมาจดจ้องใบหน้าของรินทร์อีกครั้งอย่างพินิจพิเคราะห์ ผู้ชายคนนี้... รู้มากเกินไปแล้ว ตลอดสามปีที่ผ่านมา รินทร์ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนักเรียนที่มีผลการเรียนอยู่แถวหลังสุด พลังเวทพื้นฐานอยู่ในระดับ E ซึ่งแทบจะจุดไฟแช็กไม่ติดด้วยซ้ำในสายตาของอาจารย์คนอื่นๆ แต่สิ่งที่เซเลสเต้เฝ้าสังเกตมาตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เด็กหนุ่มคนนี้ไม่เคยพลาดการเข้าเรียนสักคาบ สายตาของเขามักจะกวาดมองไปที่ตำราโบราณด้วยความกระหายใคร่รู้ และที่สำคัญที่สุด... มือคู่นั้นมักจะขยับจดบันทึกตัวเลขแปลกๆ ที่ไม่มีใครในสถาบันแห่งนี้เข้าใจ "เธอรู้ตัวไหมรินทร์ ว่าสิ่งที่เธอกำลังสงสัยอยู่นั้น... มันคือเขตต้องห้ามของหอสมุดหลวง" เซเลสเต้เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางลดระดับลงจนกลายเป็นกระซิบเบาๆ ทว่าดวงตากลับคมกริบราวกับใบมีด "เขตต้องห้ามมักจะมีหนังสือดีๆ ซ่อนอยู่เสมอไม่ใช่หรือครับอาจารย์" รินทร์ตอบกลับทันควันด้วยรอยยิ้มกวนประสาทที่มุมปากเล็กน้อย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เวลาที่เขากำลังสนุกกับการไขปริศนา "อีกอย่าง... ผมคิดว่าอาจารย์เองก็คงเบื่อหน่ายกับบทเรียนประวัติศาสตร์เวทมนตร์ตามตำราเดิมๆ ที่ถูกเซ็นเซอร์มาแล้วสามรอบเหมือนกันสินะครับ" รอยยิ้มของเซเลสเต้ชะงักไปเสี้ยววินาที นางไม่คิดว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะกล้าต่อปากต่อคำด้วยความมั่นใจถึงเพียงนี้ ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะตัวสั่นงอนเมื่ออยู่ต่อหน้าความเข้มงวดของนาง แต่รินทร์กลับยืนเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อคลุมด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับพวกเขากำลังยืนคุยกันเรื่องสภาพอากาศในร้านกาแฟ "เธอชักจะปากกล้าขึ้นทุกวันแล้วนะ รินทร์" เซเลสเต้ก้าวเข้าไปประชิดตัวเด็กหนุ่มจนระยะห่างเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกไวโอเล็ตป่าลอยเข้าจมูก รินทร์ชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ถอยหลังหนี "ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ ความอยากรู้อยากเห็นเกินเหตุ... มักจะพาคนเราไปเจอสิ่งที่ไม่อยากเห็นเสมอ" "ขอบคุณสำหรับคำเตือนครับอาจารย์" รินทร์ยิ้มรับโดยไม่สะทกสะท้าน "แต่สำหรับผมแล้ว... การไม่รู้อะไรเลยท่ามกลางอันตรายที่มองไม่เห็น มันน่ากลัวกว่าการเดินไปเปิดประตูต้อนรับมันเสียอีกนะครับ" ในจังหวะที่เซเลสเต้กำลังจะเอ่ยคำพูดโต้แย้ง สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบนโต๊ะทำงานของรินทร์ สมุดบันทึกหนังสีดำเล่มหนากางเปิดอยู่ หน้ากระดาษเต็มไปด้วยสูตรคำนวณเวทมนตร์เชิงซ้อนและแผนผังโครงสร้างมานาของสถาบันเวทมนตร์แห่งนี้... ซึ่งเป็นแผนผังของชั้นใต้ดินชั้นที่เจ็ด—ชั้นที่ถูกปิดตายและไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าไปตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อน ดวงตาสีอัมพันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจระคนหวาดระแวง นางเอื้อมมือเรียวขาวของตนเองออกไปหมายจะคว้าสมุดเล่มนั้นขึ้นมาตรวจสอบ แต่ทว่า... *กริ๊งงงงงง!* เสียงระฆังเตือนภัยดังลั่นสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งตึกเรียนใหญ่ แสงไฟเวทมนตร์สีแดงฉานสาดส่องไปทั่วทุกห้องโถง เสียงฝีเท้าจำนวนมากวิ่งวุ่นอยู่ด้านนอกระเบียงทางเดิน พร้อมๆ กับเสียงประกาศจากระบบแจ้งเตือนกลางของสถาบันที่ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท [แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบการบุกรุกจากสิ่งมีชีวิตพลังงานสูงระดับ A ที่เขตปิศาจชั้นนอก... และ... ระบบความปลอดภัยหลักของหอคอยทิศใต้กำลังถูกปิดการใช้งานจากภายใน] เซเลสเต้ชะงักมือที่กำลังจะคว้าสมุด นางหันขวับกลับไปมองนอกหน้าต่างกระจกสีทันที ท้องฟ้ายามบ่ายที่เคยสดใส บัดนี้กลับถูกย้อมด้วยเมฆหมอกสีดำทมิฬขนาดมหึมาที่กำลังก่อตัวขึ้นเป็นรูปเกลียวพายุหมุนวนอยู่เหนือยอดหอคอยเวทมนตร์ และในวินาทีนั้นเอง เสียงกระซิบเย็นเยียบราวกับมาจากขุมนรกก็ดังแว่วเข้ามาในหัวของรินทร์และเซเลสเต้พร้อมๆ กัน เป็นเสียงที่ไม่มีใครอื่นนอกจากพวกเขาสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน *[พบเป้าหมายตรงกัน... ผู้ถือครองกุญแจกลไก และ ผู้พิทักษ์ไร้เงา การทดลองบทที่สามเริ่มต้นขึ้นแล้ว]* รินทร์หันขวับไปมองอาจารย์สาวข้างกายทันที ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความตกใจไม่ใช่เสียงประหลาดนั้น... แต่เป็นเงาของเซเลสเต้ที่ทอดตัวลงบนพื้นหินอ่อน ทว่ามันกลับไม่มีศีรษะ และกำลังขยับยิ้มแยกเขี้ยวใส่อย่างน่าสยดสยอง! ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับ "ไมโลกับภูตน้อย" ในตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ไมโลกับภูตน้อย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เวทมนตร์ฉบับเด็กหลังห้องกับอาจารย์สาวจอมเข้มงวด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%