"ถอยไปนะ! บอกว่าอย่าเข้ามาไง!"
เสียงโวยวายของโซ่ดังลั่นห้องควบคุมโซน B พร้อมๆ กับเสียงรัวนิ้วบนแป้นคีย์บอร์ดเสมือนจริงราวกับมือกลองวงร็อก โซนิจิตรตกไปถึงขั้วหัวใจเมื่อหน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าแสดงตัวเลขถอยหลังสีแดงฉาน—*00:03... 00:02...*
"โซ่, ตั้งสติหน่อยครับ ตัวเลขบนจอนั่นมันแค่ระบบจำลองสถานการณ์ฉุกเฉินของตึก ไม่ใช่ระเบิดเวลาในหนังฮอลลีวูดสักหน่อย"
เสียงทุ้มต่ำและติดจะกวนประสาทเล็กน้อยของคินดังขึ้นจากด้านข้าง แทนที่จะวิ่งหนีหรือหาทางรอดเหมือนคนอื่น ร่างสูงกลับก้าวเข้ามาประชิดตัวโซ่จนแผ่นหลังบางแนบชิดกับโต๊ะทำงาน โซ่สะดุ้งสุดตัว หัวใจเจ้ากรรมเต้นแรงไม่ใช่เพราะประตูนิรภัยที่กำลังจะปิดตาย แต่เป็นเพราะกลิ่นน้ำหอมจางๆ ประจำตัวของคนฉวยโอกาสที่จงใจใช้สถานการณ์วิกฤตมาเนียนเบียดต่างหาก!
"ไอ้... ไอ้คุณคิน! ผู้บุกรุกคนที่สามกำลังจะมาข้างหลังแล้วนะเว้ย! ยังจะมาทำเป็นใจเย็นอยู่ได้!" โซ่หน้าแดงแจ๋ พยายามผลักอกอีกฝ่ายออก แต่คินกลับยื่นมือยาวๆ ไปเคาะแป้น Enter ปิดระบบจำลองได้ทันท่วงทีในวินาทีสุดท้าย
*คลิก!* เสียงปลดล็อกดังขึ้นพร้อมกับแสงไฟฉุกเฉินสีแดงที่เปลี่ยนเป็นสีฟ้าอบอุ่น
แต่ทว่า... ผู้บุกรุกคนที่สามที่พวกเขากลัวนักหนากลับกลายเป็นเพียงหุ่นยนต์ทำความสะอาดอัตโนมัติรุ่นล่าสุดที่ไถลเข้ามาชนข้อเท้าของโซ่เบาๆ พร้อมกับส่งเสียงเพลงกล่อมเด็กน่ารักน่าชังออกทางลำโพง
บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความเงียบงันที่เริ่มก่อตัวขึ้นในพื้นที่แคบๆ ระหว่างคนทั้งสอง โซ่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ด้วยความหมดแรง ใบหน้าเนียนซับสีเรื่อด้วยความอายที่โวยวายลั่นห้องเมื่อครู่
"เห็นไหมครับ? ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยสักนิด... ยกเว้นก็แต่คนแถวนี้ที่ชอบตื่นตูมจนน่าแกล้ง" คินย่อตัวลงให้สายตาทอดมองอยู่ในระดับเดียวกัน มือหนายื่นไปปัดปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากหน้าผากของโซ่อย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอาโซ่ชะงัก ลืมหายใจไปชั่วขณะ
"ใครตื่นตูมเล่า! นายต่างหากที่ชอบฉวยโอกาส!" โซ่เบือนหน้าหนี ซ่อนใบแดงๆ ของตัวเองไว้ด้วยการแกล้งมองไปที่กระจกใสบานใหญ่ด้านข้าง ซึ่งสะท้อนภาพท้องยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวระยิบระยับเหนือตึกสูง
ภายในห้องควบคุมที่เงียบสงบ เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานเบาๆ เคล้าไปกับเสียงถอนหายใจยาวของคิน ร่างสูงขยับเก้าอี้เข้ามานั่งใกล้ขึ้นอีกนิด สายตาคมกริบทอดมองตามสายตาของโซ่ไปยังผืนฟ้ากว้างใหญ่
"ดวงดาวคืนนี้สวยดีนะครับ" คินเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความนัยบางอย่าง
"ห... หา? อยู่ๆ ก็พูดเรื่องดวงดาวขึ้นมาเนี่ยนะ นายโดนหุ่นยนต์ชนหัวกระแทกสมองกระทบกระเทือนหรือไง" โซ่หันขวับมามองด้วยความฉงน แต่ก็ต้องหลบตาเมื่อพบว่าระยะห่างระหว่างใบหน้าของพวกเขามันใกล้เกินกว่าปกติ
"เปล่าครับ ผมแค่กำลังคิดอะไรเพลินๆ... เวลาที่มองดาวบนฟ้าทีไร ผมมักจะนึกถึงกฎฟิสิกส์ข้อหนึ่งขึ้นมาทุกที" คินยิ้มมุมปาก นัยน์ตาสีเข้มพราวระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า
"กฎฟิสิกส์อะไรอีกเล่า นายจะโยกเข้าเรื่องติววิทย์อีกแล้วใช่ไหม บอกไว้ก่อนนะว่าวันนี้สมองฉันพังไปหมดแล้ว ไม่เอาด้วยหรอก!" โซ่รีบดักคอ ทำท่าจะลุกหนี แต่ถูกมือหนาคว้าข้อมือเอาไว้เบาๆ ไม่ให้ไปไหน
"ไม่ใช่เรื่องยากหรอกครับ... โซ่รู้ไหมว่า ทำไมแสงจากดวงดาวที่เรามองเห็นในคืนนี้ ถึงใช้เวลาเป็นร้อยเป็นพันปีแสงกว่าจะเดินทางมาถึงตาของเรา?" คินถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ชวนฟัง ราวกับกำลังเล่าเรื่องนิทานก่อนนอน
โซ่กะพริบตาปริบๆ ความรู้รอบตัวที่อัดแน่นอยู่ในหัวทำงานอัตโนมัติทันที "อ๋อ... ก็เพราะระยะทางระหว่างโลกกับดวงดาวมันไกลมากไง ความเร็วของแสงถึงแม้จะเร็วที่สุดในจักรวาล คือประมาณ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที แต่มันก็ยังต้องใช้เวลาเดินทาง... พูดง่ายๆ คือ สิ่งที่เราเห็นบนท้องฟ้าตอนนี้ มันอาจจะดับสูญไปตั้งแต่หลายร้อยปีก่อนแล้วก็ได้ แต่แสงของมันเพิ่งจะเดินทางมาถึงเราในตอนนี้ไงเล่า"
โซ่ร่ายยาวรวดเดียวจบด้วยความภูมิใจในความฉลาดของตัวเอง แต่พอหันไปมองหน้าคิน ก็พบว่าอีกฝ่ายไม่ได้มองท้องฟ้าเลยสักนิด... คินกำลังมอง *เขา* อยู่ต่างหาก สายตาคู่นั้นลึกซึ้งและอบอุ่นจนน่าประหลาด
"นายมองฉันทำไมเนี่ย?" โซ่ใจเต้นรำไม่เป็นจังหวะ รู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าอย่างไร้สาเหตุ
"นั่นสินะครับ..." คินยิ้มละมุน เสียงทุ้มต่ำเอ่ยต่ออย่างแผ่วเบา "แสงดาวเดินทางข้ามกาลเวลาอันยาวนานนับพันปี เพื่อมาปรากฏให้เราเห็นในคืนนี้... แต่สำหรับผมแล้ว มีบางสิ่งที่ใช้เวลาเดินทางไม่นานเลย แต่มันกลับสط่างสว่างไสวอยู่ในใจผมนานยิ่งกว่าดวงดาวพวกนั้นเสียอีก"
โซ่ชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก สมองที่เคยประมวลผลเรื่องยากๆ ได้อย่างรวดเร็ว กลับว่างเปล่าและขาวโพลนในเสี้ยววินาที
"ห... หมายความว่ายังไง?" โซ่ถามเสียงสั่น ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง
คินขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ใกล้แค่เอื้อม นัยน์ตาคู่นั้นสะท้อนภาพของโซ่เพียงคนเดียว
"ก็หมายความว่า... ดวงดาวบนฟ้าจะสวยแค่ไหน ก็ยังสู้คนที่นั่งหน้ามุ้ยอยู่ตรงนี้ไม่ได้หรอกครับ" คินกระซิบเสียงพร่า "และที่สำคัญ... ผมไม่ได้แค่มองดาวหรอกนะโซ่ แต่ผม..."
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนข้อความจากสมาร์ตโฟนในกระเป๋าเสื้อของคินดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูลงอย่างไม่รู้เวล่ำเวลา คินขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความขัดใจ แต่ในจังหวะนั้นเอง สายตาของโซ่ก็เหลือบไปเห็นหน้าจอโทรศัพท์ของคินที่วางอยู่บนโต๊ะ—ข้อความแชต์ที่ค้างอยู่บนหน้าจอและยังไม่ได้ปิด เป็นประโยคยาวเหยียดที่พิมพ์ค้างไว้ว่า...
*[ฉันชอบนาย... ไม่ใช่แค่เพราะเรื่องวิทย์ แต่เพราะนายคือดวงดาวทั้งหมดในโลกของฉัน]*
ดวงตาของโซ่เบิกกว้าง ลมหายใจติดขัด สมองช็อกค้างไปทันทีเมื่ออ่านข้อความนั้นจบ คินหน้าเสียเล็กน้อย รีบคว้าโทรศัพท์มากดล็อกหน้าจออย่างรวดเร็วด้วยความลนลาน ผิดวิสัยหนุ่มเพอร์เฟกต์เจ้าเล่ห์คนเดิมอย่างสิ้นเชิง
"โซ่... คือว่ามัน..." คินอ้าปากจะอธิบาย แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ประตูห้องควบคุมฝั่งตรงข้ามก็เปิดผางออก พร้อมกับร่างของบุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาขัดจังหวะอย่างเหมาะเจาะ—
"อ้าว! ยังไม่กลับกันอีกเหรอพวกนาย? อาจารย์ฝากให้เอาเอกสารชุดนี้มาให้โซ่พอดี... เอ๊ะ ทำไมหน้าแดงกันขนาดนั้นอะ? หรือว่าแอร์เสีย?"
เสียงใสๆ ของเพื่อนสนิทดังขึ้น ทว่าโซ่กลับไม่ได้ยินอะไรอีกต่อไปแล้ว หูอื้ออึง หัวใจเต้นโครมครามราวกับมีกลองชุดมาตีอยู่ในอก ภาพข้อความสารภาพรักที่เห็นคาตาเมื่อครู่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้คู่หูสายวิทย์ของเรามาจนถึงตอนนี้ เจอกันใหม่ตอนหน้านะครับ
ติววิทย์ให้คนคูล (แต่ดันรู้ความลับผมหมดแล้ว)•ตอนที่ 33
แสงดาวในคืนนั้น
ผลงานโดย วิทยาศาสตร์รอบตัว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วิทยาศาสตร์รอบตัว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ติววิทย์ให้คนคูล (แต่ดันรู้ความลับผมหมดแล้ว) นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!