ความตายไม่เคยส่งเสียงเคาะประตูยามมาเยือน มันมักคืบคลานเข้ามาดั่งเงาสลัวในยามวิกาล ดึงเอาลมหายใจของผู้คนไปอย่างไร้ร่องรอย
กลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ลอยอวลปะปนกับกลิ่นหอมหวานประหลาดที่ชวนให้วิงเวียนศีรษะ ภายในโรงเตี๊ยมร้างนอก
เมืองอานเฉิง ร่างของศูรย์สิบกว่าชีวิตนั่งคุดคู้ฟุบอยู่บนโต๊ะอาหาร บางคนยังค้างตะเกียบอยู่ในมือ ดวงเบิกโพ้าง คราบสีดำคล้ำไหลรินจากมุมปากและดวงตา ผิวหนังที่เคยเปล่งปลั่งบัดนี้เหี่ยวย่นราวกับต้นไม้ไร้รากที่ถูกสูบฉีดพลังชีวิตจนเหือดแห้ง
ไป๋อวี้เฉินก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้ามาอย่างเงียบเชเชียบ รองเท้าผ้าสีดำสนิทไม่ส่งแม้แต่เสียงกระทบพื้น
สายตาคมกริบดั่งคมกระบี่กวาดมองสภาพความตายอันสยดสยองเบื้องหน้า นิ้วเรียวยาวแตะสัมผัสลงบนรอยแผลที่ลำคอของศพหนึ่งอย่างแผ่วเบา
"พิษหอมหมื่นลี้... พิษสายนี้มิได้ปรากฏในยุทธภพมากว่าสามสิบปีแล้ว"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่เยียบเย็นเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ไป๋อวี้เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงไอพลังหยินทมิฬที่ยังคงตกค้างอยู่บนซากศพ ไอพลังนี้มิใช่สิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์สายมารทั่วไปจะบรรลุได้ มันคือเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ "สำนักมารเงาจันทร์" สำนักที่ควรจะสูญสิ้นไปในเหตุการณ์เพลิงผลาญเมื่อสิบปีก่อน
ทันใดนั้นเอง มิติอากาศด้านหลังเขากebเกิดระลอกคลื่นแผ่วเบา ร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเกล็ดหิมะปรากฏขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง กลิ่นไอความเย็นยะเยือกแผ่ขยายปกคลุมทั่วบริเวณจนหยดน้ำค้างบนคานไม้กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน
มู่อวี้เซียนกวาดสายตาเรียบเฉยปราศจากความรู้สึกมองซากศพเหล่านั้นแวบหนึ่ง ก่อนที่ดวงตาดอกท้อคู่สวยจะหันมาหยุดอยู่ที่แผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้เป็นดั่งดวงใจนาง
"เจ้ากำลังคิดว่าคนของสำนักมารเงาจันทร์ฟื้นคืนชีพกระนั้นหรือ?" น้ำเสียงไพเราะดั่งระฆังแก้วแต่เย็นชาไร้ระลอกคลื่นเอ่ยถาม มือเรียวบางลูบไล้ด้ามกระบี่น้ำแข็งเหน็บข้างกายอย่างเผลอตัว
ไป๋อวี้เฉินไม่หันกลับไปมอง ทว่ามุมปากหยักลึกกลับยกยิ้มขึ้นบางเบา รัศมีแห่งความทะนงตนแผ่ออกมาจากร่างราวกับพยัคฆ์หนุ่มผู้ครองอาณาจักร
"คนตายย่อมไม่ฟื้นคืน แต่ 'เงา' ที่ถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ย่อมทิ้งร่องรอยเสมอ อวี้เซียน... เจ้าลองดูรอยแผลที่หน้าอกของพวกมันสิ"
มู่อวี้เซียนขยับกายเข้าไปใกล้ รัศมีไอเย็นรอบตัวนางไม่ได้ทำให้บุรุษเบื้องหน้าสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย กลับกัน ไป๋อวี้เฉินกลับเอื้อมมือไปกุมมือเรียวเย็นเฉียบของนางไว้แผ่วเบา ถ่ายทอดไออุ่นจากฝ่ามือไปสู่ปลายนิ้วของนาง นางชะงักไปเล็กน้อย เปลือกตาที่เคยเย็นชากะพริบลงคราหนึ่ง ความอ่อนโยนเพียงหนึ่งเดียวในใต้หล้าของนางถูกเปิดเผยออกมาให้เขาเห็นเพียงผู้เดียวในยามนี้
นางก้มลงเพ่งพินิจรอยแผลที่ถูกแทงทะลุหัวใจอย่างแม่นยำ รอยแผลนั้นเรียบเนียน ไร้รอยสะดุด สะท้อนถึงวิชา "กระบี่จันทราดับสูญ" ที่มีเพียงผู้นำสำนักมารเงาจันทร์เท่านั้นที่ฝึกฝนได้
"นี่คือวิชาของหลี่เทียนสิง... ตาเฒ่าสารเลวผู้นั้นยังไม่ตาย?" มู่อวี้เซียนขมวดคิ้วมุ่น ความเย็นเยือกในแววตากลายเป็นจิตสังหารเข้มข้นขึ้นมาทันที
"เขายังไม่ตาย หรือมีใครบางคนกำลังใช้ชื่อของเขาเพื่อชักใยบางสิ่งเบื้องหลัง" ไป๋อวี้เฉินเงยหน้าขึ้นมองออกไปนอกหน้าต่างที่บานประตูถูกสายลมยามค่ำคืนพัดจนลั่นเอี๊ยดอ๊าด ท้องนภาภายนอกมืดมิดไร้แสงดาว จันทราถูกเมฆหมอกสีดำทึบกลืนกินจนหมดสิ้น คล้ายกับยุทธภพที่กำลังจะเข้าสู่ยุคมืดระลอกใหม่
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของจอมกระบี่ก็กรีดร้องเตือนภัย!
*ฟิ้ว—!*
วัตถุบางอย่างแหวกอากาศด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าสายฟ้าฟาด พุ่งตรงเข้ามาทางหน้าต่างด้านหลังอย่างเงียบเชียบและมุ่งมั่นในจุดตาย ไป๋อวี้เฉินไม่แม้แต่จะหันกลับไป มือขวาตวัดวาดออกไปกลางอากาศอย่างเป็นธรรมชาติ
ประกายกระบี่สีเงินยวดยวงสว่างวาบขึ้นดั่งสายฟ้าแลบในความมืด!
*เคร้ง!*
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว แรงปะทะทำให้เศษไม้จากหน้าต่างปลิวว่อนเป็นจุล ไป๋อวี้เฉินสะท้านถอยหลังไปครึ่งก้าว ขณะที่มู่อวี้เซียนสะบัดแขนเสื้อ กระบี่น้ำแข็งในฝักพุ่งทะยานออกต้านรับไอพิษสีม่วงเข้มที่ติดตามมากับลูกดอกลับนั้นทันที
*ฉับพลัน!* พิษสีม่วงเมื่อสัมผัสกับไอเย็นของกระบี่น้ำแข็ง กลับส่งเสียงดังฟู่ พร้อมกับกลิ่นเหม็นไหม้ที่ลอยคละคลุ้ง
ไป๋อวี้เฉินก้มลงมองวัตถุที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้น มันคือ "ลูกดอกกระดูกมนุษย์" สลักลวดลายจันทราเสี้ยว สภาพของลูกดอกอาบไว้ด้วยพิษหอมหมื่นลี้เข้มข้น แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... บนตัวลูกดอกมีคราบเลือดสดๆ ที่ยังไม่แห้งสนิทติดอยู่ และข้อความสลักด้วยลายมือหวัดๆ ว่า...
*‘เป้าหมายต่อไปคือ... หุบเขาเซียนกระบี่’*
ดวงตาของไป๋อวี้เฉินหรี่แคบลงจนเหลือเพียงเส้นเดียว ไอสังหารเย็นเยียบพวยพุ่งออกจากร่างจนบรรยากาศรอบตัวหนาทึบขึ้นทันตาเห็น เพราะหุบเขาเซียนกระบี่ คือสถานที่ที่อาจารย์ผู้มีพระคุณของเขากำลังเก็บตัวฝึกตนอยู่!
ขณะที่ทั้งสองกำลังตกตะลึงกับคำเตือนปริศนา เงาร่างสายหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมาจากขื่อหลังคาโรงเตี๊ยมเบื้องบนอย่างกะทันหัน ร่างนั้นอาบชุ่มไปด้วยเลือด ลมหายใจรวยริน ใกล้ขาดใจเต็มที
ไป๋อวี้เฉินพุ่งเข้าไปรับร่างนั้นไว้ทันท่วงที ทว่าเมื่อพลิกใบหน้าขึ้นมาดู ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
คนผู้นี้มิใช่ใครที่ไหน... แต่คือผู้อาวุโสลำดับสามแห่งสำนักของเขาเอง ผู้ซึ่งควรจะอยู่คุ้ม
ครองหุบเขาเซียนกระบี่ในยามนี้!
ผู้อาวุโสกระอักเลือดสีดำออกมาคำโต มือที่สั่นเทาคว้าจับแขนเสื้อของไป๋อวี้เฉินไว้แน่น แรงบีบนั้นราวกับต้องการส่งต่อความหวาดกลัวครั้งสุดท้ายในชีวิต ริมฝีปากที่ซีดเผือดขยับกล่าวด้วยเสียงอันแผ่วเบาแทบกระซิบ
"ระวัง... คนสนิท... ใกล้ตัว..."
สิ้นเสียงนั้น ลมหายใจสุดท้ายของผู้อาวุโสก็ดับวดลง ดวงตาทั้งสองข้างเบิกค้างด้วยความแค้นเคืองและตกตะลึงระคนกัน
ไป๋อวี้เฉินนิ่งงันไปชั่วอึดใจ ในสมองพลันปรากฏภาพใบหน้าของบุคคลผู้หนึ่งขึ้นมาอย่างเลือนราง... บุคคลที่ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปด้วยกันนะครับ
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปด้วยกันนะครับ
เงากระบี่สลักจันทร์: วิถีมัจจุราชท้ารorดารา•ตอนที่ 2
กลิ่นพิษหอมหมื่นลี้
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงากระบี่สลักจันทร์: วิถีมัจจุราชท้ารorดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
