เศษเสี้ยวรักที่เขาเพิ่งสำนึก•ตอนที่ 1

แขกที่ไม่ได้รับเชิญ

ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
เสียงกริ๊งของแก้วแชมเปญกระทบกันเบาๆ ในห้องจัดแสดงนิทรรศการหรูใจกลางมหานครแห่งนี้ ช่างบาดลึกโสตประสาทของรวิศเสียเหลือเกิน ท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับจากแชนเดอเลียร์คริสตัลนับร้อยดวง บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความโอ่อ่าและเสียงหัวเราะรื่นเริงของแขกเหรื่อระดับเซเลบริตี้ แต่วินาทีนี้ ไม่มีสิ่งใดดึงดูดสายตาคมกริบของเขาได้เลย นอกจากภาพของหญิงสาวร่างระหงในชุดราตรีผ้าไหมสีดำสนิท ไหล่เนียนระหงเปิดเปลือย และเรือนผมยาวสลวยที่ถูกรวบไว้เป็นมวยสูงอย่างประณีต ดวงตากลมโตคู่นั้น... ดวงตาที่ครั้งหนึ่งเคยทอดมองเขาด้วยความรักและความภักดีอย่างสุดซึ้ง บัดนี้กลับราบเรียบ เย็นชา และราวกับมองทะลุผ่านเขาไปเสมือนเขาเป็นเพียงธาตุอากาศ รินรดา อดีตภรรยาผู้เคยถูกเขากักขังไว้ในกรงทองแห่งความเย็นชา ผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าไม่มีวันบินหนีไปไหนพ้น ผู้หญิงที่เขาเคยกระทفتความรู้สึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่เคยเหลียวแล จนกระทั่งวันที่เธอทิ้งใบหย่าไว้บนโต๊ะทำงานพร้อมกับรอยเลือดจางๆ บนกระดาษแผ่นนั้น "คุณรวิศครับ ทางท่านทูตต้องการจะแนะนำให้รู้จักกับ... คุณรวิศครับ?" เสียงกระซิบของเลขาหนุ่มทำให้รวิศหลุดออกจากภวังค์ เขากวาดสายตากลับมาที่คู่สนทนาด้วยใบหน้าเรียบตึง ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างส่งๆ มือหนากำก้านแก้วไวน์ในมือแน่นจนข้อต่องนิ้วขึ้นสีขาว ร่างสูงสง่าในสูทสั่งตัดเข้ารูปก้าวเดินไปตามสัญชาตญาณ เป้าหมายเดียวในตอนนี้คือการเผชิญหน้ากับผู้หญิงที่ทำให้หัวใจด้านชาของเขาเริ่มกลับมาเจ็บปวดอีกครั้ง งานเปิดตัวคอลเลกชันจิวเวลรี่ชั้นสูง ‘The Phoenix’ ภายใต้แบรนด์ระดับโลกที่กำลังมาแรงในขณะนี้ ไม่มีใครคาดคิดว่าเจ้าของผลงานและดีไซเนอร์มือฉกาจผู้กวาดรางวัลมาแล้วทั่วทวีป จะคือผู้หญิงคนเดียวกับที่เคยซุกตัวเงียบเชียบอยู่ในเงาของเขาเมื่อสามปีก่อน รินรดากำลังยืนพูดคุยอย่างคล่องแคล่วเป็นกันเองกับนักลงทุนชาวต่างชาติ รอยยิ้มที่แต่งแต้มบนริมฝีปากอิบอิ่มนั้นช่างงดงาม ทว่ามันเป็นรอยยิ้มทางธุรกิจที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น เป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลอมละลายอดีตอันแสนเปราะบางของเธอให้กลายเป็นเถ้าถ่าน แล้วผMานขึ้นมาใหม่ด้วยความแข็งแกร่งดั่งเพชรแท้ รวิศหยุดยืนอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบผสมวานิลลาจางๆ ลอยมาแตะจมูก กลิ่นเดิม... กลิ่นที่เคยอบอวลอยู่ในห้องนอนใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลอัครวรกุล กลิ่นที่เขาเคยรังเกียจว่ามันน่าเบื่อหน่ายในยามที่เธียรเข้ามาออดอ้อน แต่ในยามนี้ มันกลับกลายเป็นคมมีดที่กรีดลึกลงมาบนกลางใจของเขาอย่างเลือดเย็น เมื่อการสนทนากลุ่มเล็กๆ นั้นสิ้นสุดลง รินรดาหันกลับมาและเผชิญหน้ากับเขาโดยตรง ความตกใจฉายชัดในดวงตาคู่สวยเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยความเรียบเฉยราดรดด้วยความหยิ่งทะนงที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในตัวเธอ "ยินดีด้วยนะ... ริน" เสียงทุ้มต่ำของรวิศเอ่ยขึ้น รอดไรฟันออกมาด้วยความยากลำบาก มือหนาวางแก้วไวน์ลงบนถาดของบริกรที่เดินผ่านพอดี เพื่อซ่อนอาการสั่นเทาเล็กน้อยที่เขาเกลียดชังตัวเองเหลือเกินว่ามันเกิดขึ้นทำไม "ไม่คิดเลยว่าคนที่เราเคย... อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน จะมีความสามารถซ่อนอยู่มากขนาดนี้" รินรดายกมุมปากขึ้นนิดหนึ่ง เป็นรอยยิ้มเยาะหยันที่แทบมองไม่เห็น เธอก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นอายความเป็นผู้หญิงทรงอำนาจแผ่ซ่านออกมาจนรวิศต้องหายใจสะดุด "ขอบคุณค่ะ คุณรวิศ" น้ำเสียงของเธอราบเรียบ เย็นชา และห่างเหินจนน่าใจหาย "แต่คิดว่าคุณคงจำผิดคนแล้วนะคะ รินรดาคนเดิมที่ยอมก้มหัวให้คุณอย่างไร้ค่าคนนั้น ได้ตายไปจากกองเพลิงเมื่อสามปีก่อนแล้วค่ะ ตอนนี้ตรงหน้าคุณคือ 'ดีไซเนอร์ริน' แห่งแบรนด์ลูมิแยร์ กรุณาให้เกียรติในฐานะแขกผู้มีเกียรติด้วยนะคะ... ถ้าไม่มีเรื่องงาน กรุณาถอยด้วยค่ะ ฉันต้องไปต้อนรับแขกคนอื่นต่อ" คำพูดที่เชือดเฉือนโดยไม่ต้องใช้คำหยาบคายแม้แต่คำเดียว ทำให้รวิศรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรงท่ามกลางผู้คนนับร้อย ความเย่อหยิ่งและอีโก้ที่ค้ำคอมาตลอดชีวิตพังทลายลงในชั่วพริบตา เขาเคยเป็นผู้ควบคุมเกมมาตลอด เป็นฝ่ายผลไสไล่ส่งเธอให้ออกไปจากชีวิตอย่างไร้เยื่อใย แต่ในวันนี้ กลับเป็นเขาเองที่ต้องมายืนคอตก รอเศษเสี้ยวความสนใจจากผู้หญิงที่เขาเคยเหยียบย่ำ "เราต้องคุยกัน ริน..." รวิศเอื้อมมือออกไปหมายจะคว้าข้อมือเรียวเล็กภายใต้เนื้อผ้าซาติน แต่วินาทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสโดนผิวเนื้อ รินรดากลับชักมือหลบอย่างรวดเร็วราวกับโดนของร้อน สายตาที่เธอมองมาเต็มไปด้วยความรังเกียจและสมเพช ซึ่งเป็นสิ่งที่แทงใจดำเขาเสียยิ่งกว่าการถูกตบ "อย่าแตะต้องฉันด้วยมือคู่นั้นค่ะ คุณรวิศ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงกระซิบที่เย็นยะเยือกจนขนลุก "มันน่าสะอิดสะเอียนเกินไป... และโปรดจำไว้ด้วยว่า ระหว่างเรา มันไม่มีเรื่องส่วนตัวให้ต้องสะสางอีกแล้ว ใบหย่าเซ็นกันไปเรียบร้อยแล้วนะคะ" พูดจบ เธอก็หมุนตัวเดินหนีไปอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งให้รวิศยืนแข็งทื่ออยู่กลางงานเลี้ยง ท่ามกลางเสียงเพลงบรรเลงและเสียงพูดคุยรอบตัวที่บัดนี้กลายเป็นความว่างเปล่า หัวใจของเขารู้สึกเหมือนถูกควักออกไปสดๆ ความสำนึกผิดที่เริ่มกัดกินมาหลายเดือน พรั่งพรูขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอจนแทบหายใจไม่ออก เขารู้แล้ว... ว่าการสูญเสียที่แท้จริงมันหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ทว่า... ในจังหวะที่รวิศกำลังจะก้าวขาตามร่างบางที่เดินห่างออกไป สายตาของเขากลับสะดุดเข้ากับร่างเล็กป้อมของเด็กชายคนหนึ่ง ที่วิ่งออกมาจากมุมเสาของห้องจัดแสดง เด็กน้อยสวมชุดสูทตัวจิ๋ว หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู และที่สำคัญที่สุด... ดวงตาคู่นั้น จมูกโด่งรั้นนั่น และโครงหน้าที่ถอดแบบมาจากเขาราวกับส่องกระจกเงา! เด็กชายวิ่งเข้าไปซบลงกับชายกระโปรงของรินรดา พร้อมกับเงยหน้าขึ้นส่งเสียงใสแจ๋วที่ดังแว่วมาเข้าหูของรวิศอย่างชัดเจน "หม่าม้ารินฮะ ปะป๊าอีกคนมาตามแล้วเหรอฮะ ทำไมหน้าตาดูน่ากลัวจังเลย?" รวิศรู้สึกราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางกะหม่อม โลกทั้งใบหยุดหมุนในเสี้ยววินาทีนั้น ร่างสูงแข็งทื่อ ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดลงจนไร้สีเลือด เมื่อสมองประมวลผลได้ว่าเด็กชายคนนั้น... มีอายุไล่เลี่ยกับวันที่เธอหอบผ้าออกจากบ้านไปพอดิบพอดี! ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามผลงานของละอองดาวเดือนเก้ามาโดยตลอดนะคะ
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวรักที่เขาเพิ่งสำนึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%