ไออุ่นในเรือนไผ่•ตอนที่ 16

ตัดสินใจครั้งสำคัญ

ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
"แกดูนี่สิ ตะวัน! ดูให้เต็มตาเลยว่าไอ้พวกสำนักงานสถาปนิกสารเลวตระกูลนั้นมันทำอะไรไว้!" กระดาษปึกใหญ่ถูกโยingลงบนโต๊ะไม้สักเก่าแก่เสียงดังปึ้ง แรงกระแทกทำให้ถ้วยเซรามิกใส่น้ำชาอุ่น ๆ ของคณินกระเพื่อมจนน้ำชาสีอำพันกระฉอกออกมาเล็กน้อย มีนหอบหายใจรัวจนไหล่ห่อ ตัวสั่นเทาด้วยความโกรธจัด ดวงตาเรียวรีหลังกรอบแว่นสีเงินแดงก่ำราวกับเพิ่งไปผ่านสนามรบมาหมาด ๆ รตวันยังไม่ทันได้เอื้อมมือไปหยิบเอกสารแผ่นบนสุด คณินก็ขยับตัวเข้ามาบังร่างโปร่งของเขาไว้ครึ่งหนึ่ง สัญชาตญาณความเป็นผู้ปกป้องพุ่งพล่าน สัมผัสอบอุ่นจากฝ่ามือใหญ่ที่แตะลงบนลาดไหล่บางของรตวันเบา ๆ คล้ายเป็นเกราะป้องกันไร้รูปที่ช่วยดึงสติให้คนตัวเล็กสงบลง "ใจเย็น ๆ ก่อนมีน นั่งลงหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนเถอะค่ะ" รตวันเอ่ยเสียงนุ่ม พลางขยับตัวลุกขึ้นรินน้ำชาอุ่น ๆ อีกถ้วยยื่นให้เพื่อนสนิทที่กำลังสติหลุด "ฉันจะใจเย็นได้อย่างไรไหว! ในเมื่อแกเกือบจะต้องติดคุกหัวโตเพราะความโลภของไอ้พวกนั้นอยู่แล้ว!" มีนตวาดลั่น แม้จะรับถ้วยชามาถือไว้แต่ก็ไม่ได้ดื่ม มือบางกำกระดาษในมือแน่นจนยับยู่ยี่ "ฟังนะตะวัน... ผลงานออกแบบโครงการรีสอร์ทริมผาที่แกโดนใส่ร้ายว่าขโมยแบบและทำผิดลิขสิทธิ์จนต้องหนีมาซมซานอยู่ที่นี่น่ะ ความจริงมันปรากฏแล้ว!" ลมหายใจของรตวันสะดุดไปเสี้ยววินาที โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุนชั่วขณะ ภาพความกดดัน ข่าวฉาวโฉ่ในแวดวงสถาปนิก และหยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นใจที่เขาพยายามฝังกลบมันไว้ใต้ผืนดินอันสงบงามของสวนชา 'เรือนไผ่' กลับพรั่งพรูขึ้นมาในสมองราวกับเปิดประตูห้องเก็บศพ "หมายความว่า...?" รตวันเอ่ยเสียงแผ่วเบา ร่างบางสั่นเทาน้อย ๆ จนคณินต้องกระชับมือที่บ่าให้แน่นขึ้น พร้อมกับส่งกระแสความอบอุ่นผ่านปลายนิ้วเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย "หมายความว่าไอ้หัวหน้าแผนกจอมเจ้าเล่ห์คนนั้นมันยอมรับสารภาพแล้ว! มันแอบเอาไฟล์งานต้นฉบับของแกไปขายให้บริษัทคู่แข่งเพื่อแลกกับเงินก้อนโต แล้วโยนความผิดทั้งหมดมาให้แกที่เป็นแพะรับบาป เพราะเห็นว่าแกเป็นคนเงียบ ๆ ไม่สู้คน!" มีนกัดฟันกรวด น้ำตาคลอเบ้าด้วยความคับแค้นใจแทนเพื่อนรัก "ตอนนี้ทางบริษัทใหญ่ที่กรุงเทพฯ โทรศัพท์มาขอโทษแกเป็นพัลวันแล้ว แถมพวกเขายังส่งหนังสือเทียบเชิญอย่างเป็นทางการมาให้แกกลับไปรับตำแหน่ง 'หัวหน้าทีมสถาปนิกอาวุโส' พร้อมเงินเดือนที่สูงลิ่วลิบเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงที่เสียไป... ตะวัน แกชนะแล้ว แกกลับไปผงาดที่กรุงเทพฯ ได้อย่างสง่าผ่าเผยแล้วนะ!" ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องรับแขกเรือนไม้ไผ่ทันที มีเสียงจิ้งหรีดเรไรขับขานเคล้าเสียงลมหายใจแผ่วเบาของคนทั้งสาม ข้อเสนอในกระดาษแผ่นนั้นคือความฝันสูงสุดของสถาปนิกทุกคน คือการลบมลทินที่ติดตัว เป็นเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และอนาคตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบตามเส้นทางที่ร่ำเรียนมานับสปีด... เส้นทางที่หากเขาก้าวเท้าเดินกลับไป ทุกอย่างจะกลับคืนสู่ความสมบูรณ์แบบ รตวันก้มมองซองเอกสารสีน้ำตาลตราประทับนูนของบริษัทชื่อดัง มันวางนิ่งสนิทอยู่เบื้องหน้า ทว่าภายในอกกลับปั่นป่วนราวกับมีพายุหมุน เขานึกถึงตึกระฟ้าปูนเปลือย ควันพิษจากท่อไอเสีย เสียงแตรรถที่แผดร้องระงม และความเครียดขมุกขมัวที่เคยบดขยี้วิญญาณของเขาจนแหลกสลาย... กับอีกภาพหนึ่ง... ภาพของยอดดอยเขียวขจี กลิ่นหอมกรุ่นของใบชาคั่วคละคลุ้งยามเช้า เสียงกระซิบของสายลมที่ผ่านกอไผ่ และรอยอบอุ่นยามที่ดวงตาคู่คมของคณินมองมาที่เขา รอยยิ้มที่ไม่ได้ปรุงแต่งและความสุขที่เรียบง่ายจนแทบไม่ต้องไขว่คว้าอะไรเพิ่มอีก รตวันเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตากลมโตชุ่มฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความโล่งใจ เขาสบตากับมีนเพื่อนรักที่มองมาด้วยแววตาคาดหวัง ก่อนจะเบนสายตาไปหยุดอยู่ที่คณิน—ผู้ชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่เคียงข้างเขาเสมอมา ไม่ว่ายามสุขหรือยามที่เขาตกต่ำถึงขีดสุด แววตาของคณินนิ่งสงบ ดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ที่สะท้อนเงาจันทร์ แม้ริมฝีปากหนาจะเม้มเข้าหากันเล็กน้อยอย่างปิดบังความกังวลไม่มิด แต่มือหนากลับไม่ได้บีบรัดเร่งรัด คณินมอบ 'อิสระ' ให้เขาเลือกเดินด้วยหัวใจของตัวเองอย่างแท้จริง รตวันสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ดึงความกล้าทั้งหมดรวบรวมไว้ที่ปลายนิ้วเรียว มือบางเอื้อมไปหยิบซองเอกสารชิ้นนั้นขึ้นมาอย่างช้า ๆ มีนยิ้มกว้างออกมาทันทีด้วยความดีใจ คิดว่าเพื่อนคงจะกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดี ทว่า... รตวันกลับไม่ได้เปิดซองเอกสารนั้นออกดู เขากลับวางมันลงบนโต๊ะไม้เดิมอย่างทะนุถนอม ราวกับมันเป็นเพียงวัตถุโบราณที่ไม่มีราคาค่างวดอะไรอีกต่อไปแล้วในความรู้สึก "ตะวัน...?" มีนครางเรียกชื่อเพื่อนด้วยความงุนงง ใบหน้าได้รูปซีดเผือดลงเล็กน้อย "แก... แกไม่ได้ดีใจเหรอ หรือว่าแกช็อกอยู่?" รตวันคลายยิ้มบาง ๆ ออกมา รอยยิ้มที่งดงามและบริสุทธิ์ที่สุดตั้งแต่มีนเคยเห็นมาในรอบหลายปี รอยยิ้มที่ปราศจากความหวาดระแวง ความเหนื่อยล้า หรือเงาความกดดันใด ๆ "ฉันดีใจนะมีน... ดีใจมากที่ความจริงมันปรากฏ และฉันไม่ต้องแบกตราบาปที่ไม่ได้ก่อไว้บนบ่าอีกต่อไปแล้ว" เสียงหวานเอ่ยขึ้นนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นกังวานในความเงียบ "ขอบคุณแกมากนะมีน ขอบคุณที่เหนื่อยแทนฉัน ขอบคุณที่วิ่งวุ่นหาความยุติธรรมมาให้ฉันตลอดเวลาที่ผ่านมา แกเป็นเพื่อนแท้ที่ดีที่สุดในชีวิตของฉันเลย" "ถ้าอย่างนั้น... แกก็แพ็คกระเป๋าเถอะ ฉันจองตั๋วรถทัวร์รอบค่ำไว้ให้แล้ว ไปตั้งหลักที่กรุงเทพฯ กัน ฉันจะช่วยแกจัดห้องทำงานใหม่ เอาให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิมเลย!" มีนทำท่าจะขยับตัวลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น "มีนคะ..." รตวันเอ่ยขัดขึ้นเบา ๆ แต่มั่นคง มือบางเอื้อมไปกุมมือเพื่อนสนิทไว้แน่น "ฉันไม่กลับไปหรอกค่ะ" คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ มีนอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด "แก... แกบ้าไปแล้วหรือตะวัน! นั่นคืออนาคตของแกนะ! นั่นคือเกียรติยศที่แกควรจะได้รับ ทำไมแกถึงปฏิเสธมันล่ะ?!" คณินที่ยืนเงียบมาตลอด ขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด แววตาสีเข้มไหววูบด้วยความรู้สึกหลากลายที่ยากจะคาดเดา หัวใจของชายหนุ่มเต้นรัวระส่ำด้วยความหวาดหวั่นปนระคนความตื้นตัน "ฉันไม่ได้บ้าหรอกมีน" รตวันส่ายหัวช้า ๆ เส้นผมสีดำสนิทไหวตามการเคลื่อนไหว "ช่วงเวลาที่ฉันอยู่ที่กรุงเทพฯ ฉันวิ่งไล่ตามความฝันของคนอื่น วิ่งตามคำว่า 'สมบูรณ์แบบ' จนลืมไปว่าหัวใจตัวเองต้องการอะไร ฉันเป็นสถาปนิกที่ออกแบบตึกสูงให้คนอื่นได้มีความสุข แต่ตัวฉันเองกลับไม่มีความสุขเลยแม้แต่วันเดียว... ตึกระฟ้าเหล่านั้นไม่ได้ต้องการฉันหรอกค่ะมีน แต่ที่นี่ต่างหาก... ที่มีคนรอให้ฉันอยู่ต่อ" สิ้นคำพูด รตวันก็หันไปสบตากับคณิน ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายชัดถึงความรัก ความซาบซึ้ง และความเด็ดเดี่ยวที่สุกงอมเต็มที่แล้ว คณินรู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วทรวงอกจนร้อนผ่าว มือใหญ่ที่เคยวางบนไหล่เลื่อนลงมากุมมือบางของรตวันไว้แน่น ผิวสัมผัสที่อุ่นจัดส่งผ่านความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดโดยไม่ต้องเอ่ยคำหวานใด ๆ ออกมาสักคำ มีนมองคนทั้งสองสลับกันไปมา ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเข้าใจลึกซึ้งที่เอ่อล้นอยู่ในอก เพื่อนรักของหล่อนได้ค้นพบวิมานที่แท้จริงของตัวเองแล้ว วิมานที่ไม่ต้องใช้ปูนซีเมนต์หรือกระจกเงา แต่มันสร้างขึ้นด้วยความรักและไออุ่นของหัวใจ "ให้ตายเถอะ... แกนี่มันดื้อเงียบจริง ๆ เลยนะตะวัน" มีนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ รอยยิ้มอ่อนโยนผุดขึ้นที่มุมปากก่อนจะหัวเราะเบา ๆ "เอาเถอะ ในเมื่อแกตัดสินใจดีแล้ว ฉันในฐานะเพื่อนรักก็มีหน้าที่แค่สนับสนุนแกเท่านั้นแหละ... ส่วนไอ้บริษัทที่กรุงเทพฯ เดี๋ยวฉันจัดการปฏิเสธให้เองอย่างเจ็บแสบเลย คอยดู!" รตวันยิ้มกว้าง หัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างโล่งอก บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่สลายกลายเป็นความละมุนอบอุ่นที่โอบกอดคนทั้งสามไว้ รตวันหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ลังเล เขาลุกขึ้นเดินไปที่เตาผิงเล็ก ๆ มุมห้องที่มีถ่านคุแดงหลงเหลืออยู่ หย่อนซองเอกสารนั้นลงไปในกองไฟ เปลวไฟสีส้มสว่างวาบขึ้นเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะแผดเผากระดาษแผ่นนั้นจนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถุลีลอยหายไปกับอากาศ อดีตอันเจ็บปวดถูกเผาทำลายลงแล้ว เหลือไว้เพียงปัจจุบันและอนาคตที่รตวันเป็นผู้กำหนดด้วยมือของตัวเอง คณินดึงร่างโปร่งเข้ามาโอบกอดไว้แนบอกอย่างอดใจไม่ไหว อ้อมแขนแข็งแกร่งโอบรัดเอวบางแน่น ฝังใบหน้าลงกับลาดไหล่ของคนรักสูดดมกลิ่นหอมสะอาดอ่อน ๆ ที่คุ้นเคย ความสุขล้นปรี่จนแทบจะล้นทะลักออกมาจากอก "ขอบคุณนะคะตะวัน... ขอบคุณที่เลือกอยู่ที่นี่ เลือกอยู่กับพี่" เสียงทุ้มต่ำกระซิบแผ่วเบาข้างใบหู ทำเอารตวันหน้าแดงซ่าน หัวใจเต้นรัวโครมครามจนแทบจะกระเด็นออกมานอกอก รตวันซุกหน้าลงกับแผงอกกว้าง สอดมือโอบกอดรอบเอวสอบของชายหนุ่มตอบสนองอย่างเต็มใจ ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ท่ามกลางกลิ่นอายธรรมชาติของขุนเขาและเรือนไผ่แห่งนี้ พวกเขารู้ดีว่า ต่อจากนี้จะไม่ว่าพายุลูกไหนก็ไม่สามารถพัดพาพวกเขาให้แยกจากกันได้อีกแล้ว ทว่า... ในวินาทีที่ความสุขสงบกำลังโอบล้อมคนทั้งคู่เอาไว้ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเร่งรีบก็ดังขึ้นที่บริเวณหน้าประตูกระจกของเรือนไผ่ ตามด้วยเสียงทุบกระจกปัง ๆ และเสียงหอบสะท้านของลุงปกรณ์ที่ตะโกนแทรกเข้ามาด้วยความตระหนกตกใจ "คุณคิน! คุณตะวัน! แย่แล้วครับ... รีบออกไปดูที่ลานตากชาเร็วเข้า มีแขกไม่ได้รับเชิญกลุ่มใหญ่กำลังบุกเข้ามา และคนนำทางมาคือ... คนจากตระกูลเดิมของคุณตะวันเอง!" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและโอบกอดความอบอุ่นนี้ไปพร้อมกับตะวันและคินนะคะ
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไออุ่นในเรือนไผ่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%