กลิ่นคาวเลือดเจือจางในสายลมยามราตรี ผสมผสานกับกลิ่นอายอับชื้นของซากปรักหักพัง ณ หุบเขาอสูรโลกันตร์ หยาดโลหิตสีแดงฉานหยดลงจากคมกระบี่ไร้ลักษณ์ของจ้าวเฟยหลง ทีละหยด... ทีละหยด... ดั่งเสียงนาฬิกาทรายแห่งความตายที่กำลังนับถอยหลังสู่จุดจบของเหล่าศัตรู
เบื้องหน้าของเขาคือซากศพของมือสังหารจากพรรคมารนับร้อยที่นอนเกลื่อนกลาด แต่จ้าวเฟยหลงหาได้ใส่ใจไยดีไม่ ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีทอดมองไปยังความมืดเบื้องหน้าอย่างเย่อหยิ่งและทะนงตน ความเหนื่อยล้าจากการผ่านศึกหนักติดต่อกันสามวันสามคืนไม่สามารถสั่นคลอนจิตวิญญาณแห่งวิถีกระบี่ของเขาได้แม้แต่น้อย
"เจ้ายังคงเดินช้าเสมอ... เฟยหลง"
สุ้มเสียงเยือกเย็นดั่งน้ำค้างแข็งแต่กังวานใสราวดนตรีสวรรค์ดังขึ้นจากเงาไม้เบื้องล่าง ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวหิมะโปรยปรายค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืด นางคือหลินซูเหยา เจ้าสำนักหิมะโปรย ผู้ซึ่งคนทั้งยุทธภพต่างก้มหัวให้ด้วยความยำเกรง ทว่าในเวลานี้ บนเรียวปากอิ่มงามกลับประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มอบให้แก่บุรุษเบื้องหน้าเพียงผู้เดียว
จ้าวเฟยหลงเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าแววตาที่ทอดมองนางกลับไหววูบไปชั่วขณะ "หนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยพิษร้ายและค่ายกลสังหาร ข้าเพียงไม่อยากให้สตรีเช่นเจ้ารีบร้อนไปตายก่อนเวลาอันควรต่างหาก"
หลินซูเหยาปรายตามองซากศพรอบกาย รอยยิ้มบนมุมปากของนางลึกซึ้งขึ้น "วาจาของท่านยังคงคมคายไม่แพ้กระบี่... หากข้ากลัวตาย คงไม่ก้าวเข้ามาในดินแดนรกร้างแห่งนี้เพื่อตามหาท่านหรอก"
บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงบลงชั่วขณะ ความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งท่ามกลางความเป็นความตายก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน ทว่าช่วงเวลาแห่งความสงบนั้นช่างแสนสั้นนัก เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบสายดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากเบื้องล่างของหุบเขา ตามมาด้วยกลิ่นอายพลังปราณที่คุ้นเคย
เงาร่างสามร่างพุ่งทะยานผ่านความมืดเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้า นำโดยพรรคพวกสหายร่วมเป็นร่วมตายที่เหลือรอดจากมหาสงครามล้างสำนัก
"คารวะท่านประมุข! คารวะแม่นางหลิน!" เสียงประสานดังขึ้นด้วยความฮึกเหิม
จ้าวเฟยหลงกวาดสายตามองสหายร่วมรบที่เหลืออยู่ ทุกคนต่างมีบาดแผลฉกรรจ์ตามร่างกาย เสื้อผ้าขาดวิ่น แต่แววตาทุกคู่ยังคงลุกโชนด้วยไฟแห่งการแก้แค้น นี่คือการรวมตัวครั้งสำคัญของยอดฝีมือที่หลงเหลืออยู่ในยุทธภพ
"ลุกขึ้นเถอะ" จ้าวเฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มทรงอำนาจ "พวกเราเหลือกันเพียงเท่านี้แล้ว... แต่กระบี่ในมือของพวกเรายังคงคมกล้า"
หลินซูเหยาขยับกายเข้าไปใกล้จ้าวเฟยหลงเล็กน้อย ปราณเย็นเยียบจากกายของนางช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มจากพิษร้ายที่จ้าวเฟยหลงสะสมมาจากการต่อสู้ นางหยอดโอสถทิพย์เม็ดหนึ่งส่งให้เขาด้วยความใส่ใจที่ซ่อนเร้นภายใต้ใบหน้าอันเย็นชา
"บาดแผลภายในของท่านยังไม่หายดี... อย่าเพิ่งฝืนโคจรพลังปราณระดับเก้าสวรรค์" หลินซูเหยากล่าวเบาๆ น้ำเสียงแฝงความห่วงใยที่นางไม่เคยเอ่ยกับผู้ใดในหล้า
จ้าวเฟยหลงรับโอสถเข้าปากโดยไม่ลังเล เขาสบตากับนาง ลึกซึ้งและมั่นคง "เพื่อสหายร่วมรบ และเพื่อทวงคืนความยุติธรรม... ต่อให้ต้องฝืนลิขิตฟ้าดิน ข้าก็ไม่หวั่นเกรง"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศแห่งมิตรภาพกำลังหลอมรวมจิตใจของทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียว จู่ๆ ลมปราณรอบตัวก็แปรปรวนอย่างรุนแรง ท้องน้ายามราตรีที่เคยกระจ่างใสกลับถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆสีดำทมิฬอย่างรวดเร็วราวกับมีผู้ชักใยบงการ
*เปรี้ยง!*
สายฟ้าสีทองคำฟาดผ่าลงมากลางวงล้อมของพวกเขาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แรงระเบิดมหาศาลบังคับให้ทุกคนต้องกระโดดหลบคนละทิศคนละทาง จ้าวเฟยหลงดึงร่างของหลินซูเหยาเข้าสู่อ้อมแขนก่อนจะพุ่งทะยานถอยหลัง20เชียะด้วยวิชาตัวเบาท่าร่างหงส์เหิน
เมื่อฝุ่นควันจางลง เบื้องหน้าของพวกเขาปรากฏร่างของบุรุษลึกลับผู้สวมหน้ากากเงินครึ่งซีก มือถือกระบี่โลหิตที่แผ่ไอสังหารน่าสะพรึงกลัว และที่สำคัญ... ปราณกระบี่ที่อีกฝ่ายใช้เมื่อครู่ เป็นเคล็ดวิชาลับประจำสำนักเดิมของจ้าวเฟยหลงที่สูญหายไปนานนับร้อยปี!
"ไม่นึกเลยว่า... เจ้าหนูตระกูลจ้าว จะยังมีชีวิตรอดมาสร้างกองกำลังต้านฟ้าได้ถึงเพียงนี้" น้ำเสียงแหบพร่าเยียบเย็นดั่งมาจากขุมนรกเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่หน้ากากเงินนั้นค่อยๆ ถูกปลดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้จ้าวเฟยหลงต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนลมหายใจสะดุด!
เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาจนถึงบทนี้นะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยในใจเซียน•ตอนที่ 27
มิตรภาพในสนามรบ
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยในใจเซียน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!