เสียงกระดาษ A4 ส਼องแผ่นที่ถูกเลื่อนข้ามโต๊ะทำงานไม้สักราคาแพง มันดังบาดหูและเยียบเย็นเสียยิ่งกว่าเสียงฝนที่กำลังซัดสาดกระทบกระจกบานใหญ่ของห้องชุดเพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมือง
"เซ็นชื่อซะ... คินน์"
รินรดาเอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำสงบราบเรียบ ร่างเพรียวบางในชุดสูทดีไซน์เนอร์เข้ารูปสีดำสนิทขับเน้นทรวดทรงอ้อนแอ้นที่เคยถูกมองข้ามให้ดูสง่างามและทรงพลังอย่างน่าประหลาด เธอนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังแท้ สายตาคู่คมกริบที่เคยมีแต่ความอ่อนหวานและหยาดน้ำตาบัดนี้ไร้ซึ่งประกายแห่งความอาลัยอาวรณ์ใดๆ มีเพียงความว่างเปล่าที่เย็นยะเยือกดั่งน้ำแข็งขั้วโลก
คินน์ ธนัทรักษ์ เงยหน้าขึ้นจากจอแท็บเล็ตแสดงผลโครงสร้างสะพานขนาดยักษ์ แววตาสีเข้มของวิศวกรหนุ่มผู้เย่อหยิ่งฉายแววหงุดหงิดระคนรำคาญใจอย่างไม่ปิดบัง เขากวาดตามองเอกสารแผ่นนั้นด้วยหางตา
"เธอเล่นเกมอะไรอีกแล้วรินรดา? ดึกดื่นค่ำคืนแบบนี้... ผมมีงานโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องเคลียร์ให้เสร็จก่อนรุ่งเช้า อย่ามาง้องอนไร้สาระน่ารำคาญแบบนี้อีกเลย"
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะดูถูกเหยียดหยามเอ่ยออกมาโดยไม่แม้แต่จะชายตามองหน้าภรรยาที่อยู่กินกันมาสามปีเต็ม สำหรับเขาแล้ว รินรดาก็เป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในบ้านที่เขาเคยนึกอยากจะสนใจตอนไหนก็ได้ แต่ไม่เคยมีความสำคัญเทียบเท่ากับงานวิศวกรรมชิ้นโบแดงของบริษัทเลยแม้แต่น้อย
รินรดาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข แต่มันเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนาต่อความโง่เขลาของชายตรงหน้า
"ง้องอนเหรอคะ? คุณคินน์... สามปีที่คุณปล่อยให้ฉันนอนกอดความว่างเปล่า สามปีที่คุณจำไม่ได้แม้แต่วันครบรอบแต่งงาน หรือแม้กระทั่งวันที่ฉันล้มป่วยจนเกือบตายบนเตียงโรงพยาบาล คุณยังจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่าฉันแพ้ยาอะไรบ้าง... คุณคิดว่าผู้หญิงคนนี้ยังจะเหลือความรู้สึกอะไรให้คุณอีกงั้นเหรอคะ?"
คินน์ขมวดคิ้วมุ่น วางปากกาในมือกระแทกกับโต๊ะเสียงดังลั่น เขาเริ่มรู้สึกหงุดหงิดที่ภรรยาผู้ว่านอนสอนง่ายและเจียมเนื้อเจียมตัวมาตลอดกล้าใช้สรรพนามและน้ำเสียงแข็งกระด้างใส่เขาแบบนี้
"ริน! อย่าล้ำเส้นให้มันมากนักนะ ใครกันล่ะที่เป็นคนหาเงินมาปรนเปรอให้เธอใช้ชีวิตสุขสบาย อยากได้เงินไปเปิดแบรนด์เสื้อผ้าจอมปลอมนั่นกี่ล้านผมก็เปย์ให้ อย่ามาทำตัวเป็นเด็กเอาแต่ใจไม่มีเหตุผลหน่อยเลย ถ้าอยากได้เงินเพิ่มก็บอกดีๆ ไม่ใช่มาใช้มุกขอหย่าเพื่อเรียกร้องความสนใจแบบนี้ มันน่ารำคาญ!"
คำพูดที่พ่นออกมาเปรียบเสมือนคมมีดนับพันเล่มที่กรีดแทงลงบนหัวใจที่ด้านชาของรินรดา แต่น่าแปลก... ที่ครั้งนี้เธอกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว หัวใจดวงนี้มันตายด้านและถูกแช่แข็งจนไร้ความรู้สึกต่อคำดูถูกเหยียดหยามของสามีผู้เย่อหยิ่งคนนี้ไปนานแล้ว
รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เธอเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของเขา กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าผสมความเย้ายวนลึกลับลอยแตะจมูกของคินน์ มือเรียวบางกรีดกรายหยิบปากกาหมึกซึมราคาแพงยี่ห้อโปรดของเขาขึ้นมาเปิดปลอก แล้ววางมันลงบนช่องลายเซ็นอย่างแม่นยำ
"ฉันไม่ได้เรียกร้องความสนใจ... และไม่ได้ต้องการเงินโสโครกอะไรจากคุณแม้แต่บาทเดียว" รินรดาก้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของเขา น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล ทว่าเยือกเย็นจนสันหลังของวิศวกรหนุ่มผู้ไม่เคยเกรงกลัวใครถึงกับเยียบเย็นวาบ "สิ่งเดียวที่ฉันต้องการจากคุณในตอนนี้... คือความเป็นอิสระ และการหลุดพ้นจากนรกขุมนี้... เซ็นซะ! แล้วเราต่างคนต่างไป"
คินน์จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทของภรรยา เขาพบแต่ความเด็ดเดี่ยวและพลังอำนาจบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ—พลังอำนาจที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดสามปีที่ผ่านมา หัวใจของเขากระตุกวูบอย่างประหลาด ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีรวนขึ้นมาในอก แต่มันถูกความหย่อหยิ่งทิฐิกลบฝังเอาไว้จนมิด
"เธอพูดเองนะรินรดา... อย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน ถ้าวันนี้เธอเดินออกไปจากประตูห้องนี้... อย่าหวังว่าฉันจะยอมให้เอดกลับเข้ามาเหยียบที่นี่ได้อีกเป็นครั้งที่สอง!"
คินน์คว้าปากกาเซ็นชื่อลงบนใบหย่าด้วยลายมือตวัดหนักแน่นและรวดเร็ว ราวกับต้องการประกาศชัยชนะและความรำคาญใจที่ได้สลัดภาระชิ้นนี้ทิ้งเสียที
รินรดายิ้มรับรอยยิ้มที่สวยงามที่สุดในชีวิต เธอยื่นมือไปหยิบแผ่นกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาพับเก็บใส่กระเป๋าถืออย่างทะนุถนอม ราวกับมันคือตั๋วโดยสารสู่อิสรภาพอันหอมหวาน
"ขอบคุณสำหรับความเป็นอิสระนะคะ... อดีตสามี"
ร่างระหงหันหลังเดินกลับออกไปทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเขาอีกเป็นครั้งที่สอง เสียงประตูกระจกเพนต์เฮาส์ปิดลงพร้อมกับสายฝนที่กระหน่ำซัดแรงขึ้น ทว่าในใจของรินรดากลับปราศจากหยาดน้ำตา มีเพียงรอยยิ้มแห่งการเริ่มต้นใหม่
...สองชั่วโมงต่อมา ณ คอนโดมิเนียมหรูอีกแห่งหนึ่งย่านชานเมือง
บรรยากาศภายในห้องนอนสีพาสเทลอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของแป้งเด็ก รินรดาทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่าข้างเตียงนอนขนาดเล็ก มือเรียวบางลูบไล้กลุ่มผมนุ่มสลวยของเด็กชายวัยสามขวบที่กำลังนอนหลับพริ้มอย่างมีความสุข ใบจิ้มลิ้มจมูกโด่งรั้น และโดยเฉพาะรูปทรงคิ้วที่เข้มหนาได้รูป—ทุกตารางนิ้วบนใบหน้านั้นถอดแบบมาจากผู้ชายใจร้ายคนนั้นราวกับส่องกระจกเงา
รินรดาก้มลงกดจูบลงบนหน้าผากเนียนนุ่มของลูกน้อยด้วยความรักและความทะนุถนอมสุดหัวใจ หยาดน้ำตาที่กลั้นไว้ตลอดทางค่อยๆ ไหลรินออกมาด้วยความตื้นตัน แต่มันไม่ใช่หยาดน้ำตาแห่งความอ่อนแอ... มันคือหยาดน้ำตาแห่งคำปฏิญาณ
"แม่ยอมทำทุกอย่างเพื่อลูกนะคะ... น้องคอปเตอร์ของแม่" เธอกระซิบแผ่วเบา พร้อมกับลูบหน้าท้องแบนราบที่ตอนนี้มีความลับอีกหนึ่งอย่างซ่อนอยู่—ความลับที่เธอจะไม่มีวันให้ผู้ชายคนนั้นได้ล่วงรู้เด็ดขาด ว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สองของเขาอยู่... ในวันที่ตัดสินใจหย่าขาดจากกัน
ทว่า... ในขณะที่รินรดากำลังกอดร่างเล็กของลูกชายเพื่อเติมเต็มความอบอุ่น เสียงกริ่งหน้าห้องพักส่วนตัวกลับดังขึ้นอย่างกะทันหันในยามวิกาล... *ติ๊ง... ต่อง...*
รินรดาลุกขึ้นด้วยความแปลกใจ ใครกันที่จะมาหาเธอยามวิกาลเช่นนี้? เธอเดินย่างกรายไปที่ประตูแล้วชะโงกมองผ่านช่องตาแมว
หัวใจของดีไซเนอร์สาวกระตุกวูบจนแทบหยุดเต้น เมื่อร่างสูงสง่าของผู้ชายที่เธอเพิ่งเซ็นใบหย่าขาดมาหมาดๆ กำลังยืนทำหน้าถมึงทึงอยู่หน้าประตู พร้อมกับถือซองเอกสารสีน้ำตาลปริศนาในมือ... และสายตาคู่นั้นกำลังจ้องมองตรงมาที่รอยรองเท้าเด็กเล็กๆ หน้าห้องของเธอ!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "มิคายามวิกาล" ด้วยหัวใจนะคะ
วิศวกรหัวใจเย็นกับดีไซเนอร์ที่เขาทอดทิ้ง•ตอนที่ 1
ใบหย่าที่ไม่มีน้ำตา
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรหัวใจเย็นกับดีไซเนอร์ที่เขาทอดทิ้ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
