"ศรัณย์! ระวัง!"
เสียงกรีดร้องของอาจารย์อรชรยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท แม้ว่าเศษซากความโกลาหลของอาคมสะกดวิญญาณในห้องใต้ดินตึกคณะวิทยาศาสตร์จะมอดดับลงจนกลายเป็นเพียงกลุ่มควันสีเทาจางๆ ที่ลอยวนอยู่เหนือพื้นซีเมนต์เย็นเฉียบ
แรงกระแทกจากยันต์ปะทะเมื่อครู่ยังคงหลงเหลือความชาหนึบแล่นพล่านอยู่ตามปลายประสาทของศรัณย์ เด็กหนุ่มทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า มือข้างหนึ่งยันพื้นคอนกรีตไว้แน่นเพื่อพยุงร่างที่ยังตื่นตัวด้วยฮอร์โมนอะดรีนาลีน ในขณะที่ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองสำรวจรอยร้าวบนผนังห้องอย่างรวดเร็ว—ตามนิสัยของนักศึกษาฟิสิกส์ประยุกต์ผู้ยึดมั่นในตรรกะ ที่มักจะคำนวณแรงเหวี่ยงและองศาการพังทลายของวัตถุโดยไม่รู้ตัว แม้ในสถานการณ์เฉียดตาย
"อย่าเพิ่งขยับค่ะ..."
เสียงนุ่มนวลแต่เด็ดขาดดังขึ้นใกล้ๆ พร้อมกับสัมผัสเย็นเยียบของปลายนิ้วที่แตะลงบนหัวไหล่ด้านซ้ายของเขา อาจารย์อรชรทรุดกายลงนั่งยองๆ เคียงข้าง ร่างโปร่งแสงในชุดผ้าไทยประยุกต์สีงาช้างของเธอยังคงเรืองแสงเรื่อๆ ด้วยละอองพลังงานที่ใช้ในการปกป้องเขาเมื่อครู่ ดวงตาคู่สวยมองสำรวจร่องรอยพลังงานสีดำที่ตกค้างอยู่บนเสื้อเชิ้ตสีขาวของศรัณย์ด้วยความกังวลระคนโล่งอก
ศรัณย์หอบหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นอายความชื้นและสนิมเหล็กของห้องใต้ดินผสมผสานกับกลิ่นจางๆคล้ายดอกแก้วบานยามค่ำคืนจากตัวของอาจารย์สาว ช่วยดึงสติอันกระเจิดกระเจิงของเขากลับคืนมาทีละน้อย
"ผม... ผมไม่เป็นไรครับ... เอ๊ย... ผมไม่เป็นไรค่ะ..." ศรัณย์เผลอสะดุดปากตัวเองเล็กน้อยเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขามักจะใช้สรรพนามตามความคุ้นเคย แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าอาจารย์ผู้ลึกลับที่ช่วยชีวิตเขาไว้ในมิติวิญญาณนับครั้งไม่ถ้วน เขามักจะเผลอปรับตัวตามน้ำเสียงละมุนละไมของเธอบ่อยครั้ง
อาจารย์อรชรหลุดหัวเราะเบาๆ ออกมา เสียงหัวเราะของเธอนั้นใสกระจ่างราวกับกระดิ่งเงินในสายลมหนาว ช่วยละลายความตึงเครียดในบรรยากาศลงได้ในพริบตา "คุณนี่นะคะ... สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขบวนแบบนี้ ยังจะมาใส่ใจเรื่องสรรพนามอีกหรือคะ ศรัณย์"
"มันเป็นเรื่องของความแม่นยำทางภาษาต่างหากล่ะครับ... เอ่อ... ค่ะ" ศรัณย์แก้ตัวด้วยการขยับแว่นตาขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าคมคายเจือรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่มุมปาก ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นอย่างหมดแรง ร่างกายของเขายังคงล้าจากการใช้พลังจิตเพ่งเล็ง 'รอยแยก' ของมิติเพื่อหาจุดอ่อนของอาคมเมื่อครู่
รอบตัวพวกเขาเวลานี้เงียบสงัดลงแล้ว พลังงานอาคมระดับสูงที่เคยแผ่พุ่งจนอากาศบิดเบี้ยวได้จางหายไปจนหมด เหลือเพียงแสงไฟนีออนสีนวลจากหลอดไฟเก่าๆ ที่กะพริบเบาๆ บนเพดาน บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนจากความตื่นตระหนกกลายเป็นความสงบเงียบยามดึกสงัดที่ชวนให้รู้สึกโดดเดี่ยว หากไม่มีกันและกันอยู่ตรงนี้
"เก่งมากค่ะวันนี้..." อาจารย์อรชรเอ่ยขึ้นเบาๆ ดวงตาคู่คมที่มักจะซ่อนความเศร้าสร้อยไว้เสมอ บัดนี้ทอประกายอบอุ่นและภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด เธอยื่นมือเรียวบางออกไป ปัดเศษฝุ่นผงที่ติดอยู่ตามปกเสื้อให้เขาอย่างทะนุถนอม "ถ้าคุณไม่ตัดสินใจคำนวณมุมหักเหของพลังงานยันต์แผ่นนั้นตามหลักการแทรกสอดของคลื่นในเสี้ยววินาทีสุดท้าย... เราคงไม่ได้มานั่งหายใจอยู่ตรงนี้ด้วยกันแน่ๆ ค่ะ"
ศรัณย์ก้มมองมือเรียวที่กำลังปัดฝุ่นให้เขา ความใกล้ชิดนี้ทำให้เขาได้กลิ่นอายเฉพาะตัวของหญิงสาวผู้ไร้ตัวตนในทะเบียนราษฎร์คนนี้ชัดเจนขึ้น มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมสังเคราะห์ แต่เป็นกลิ่นอายของกาลเวลา ความทรงจำ และความสงบที่หาไม่ได้จากโลกภายนอกที่วุ่นวาย
"ผมแค่ใช้ฟิสิกส์อธิบายสิ่งที่ตาเปล่ามองไม่เห็นก็เท่านั้นเองครับ..." ศรัณย์พึมพำเบาๆ หลบสายตาด้วยความเขินอายเล็กน้อย "โลกของวิญญาณกับโลกของวิทยาศาสตร์... แท้จริงแล้วมันก็แค่กฎเกณฑ์ชุดเดียวกันที่ถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาต่างกันไม่ใช่หรือครับ อาจารย์"
"นั่นสินะคะ..." อาจารย์อรชรทวนคำ แววตาของเธอทอประกายลึกล้ำขึ้น "มนุษย์เรามักจะกลัวสิ่งที่มองไม่เห็น เพราะคิดว่ามันไร้ระเบียบและไร้เหตุผล แต่สำหรับฉัน... การได้ยืนมองคุณใช้สมองอันรอบคอบและตรรกะที่แม่นยำค่อยๆ แกะปมปัญหาของดวงวิญญาณทีละชั้น มันทำให้โลกหลังความตายดูมีระเบียบและงดงามขึ้นเยอะเลยล่ะค่ะ"
คำชมที่ออกมาจากใจจริงทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด ความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้กับอาคมมืดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกผ่อนคลายอย่างลึกซึ้ง ศรัณย์แหงนมองเพดานปูนเปลือย พลางนึกถึงเรื่องราววุ่นๆ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ชีวิตนักศึกษาปีสามคณะฟิสิกส์ประยุกต์ของเขาควรจะวนเวียนอยู่แค่ในห้องเลคเชอร์ กองหนังสือตำราหนาเตอะ และการทดลองในห้องแล็บที่น่าเบื่อ แต่ทว่า... ตั้งแต่เขาได้พบกับหญิงสาวปริศนาคนนี้ โลกของเขาก็ขยายขอบเขตออกไปไกลเกินกว่าที่กฎฟิสิกส์นิวตันจะอธิบายได้
"หิวไหมคะ?" เสียงหวานเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ
ศรัณย์กะพริบตาปริบๆ หันไปมองหน้าอาจารย์สาว "เอ่อ... หมายถึงอะไรครับ?"
อาจารย์อรชรลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พร้อมกับปัดกระโปรงผ้าไทยเบาๆ รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากทำให้ใบหน้าของเธอดูมีชีวิตชีวาขึ้นราวกับหญิงสาวทั่วไป ไม่ใช่ดวงวิญญาณหรือผู้ดูแลมิติที่น่าเกรงขาม "ก็ตามที่พูดนั่นแหละค่ะ หลังจากใช้พลังงานไปมหาศาลขนาดนี้ ร่างกายของคุณย่อมต้องการพลังงานสำรองเพื่อฟื้นฟูเซลล์สมองและกล้ามเนื้อ... ตามฉันมาสิคะ ฉันมีอะไรจะให้ 'ชิม' หลังการปลดปล่อยดวงวิญญาณทุกครั้ง"
ศรัณย์เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ แม้จะสงสัยว่าดวงวิญญาณหรือตัวตนเช่นอาจารย์อรชรจะไปหาอาหารมาจากไหนในตึกคณะวิทยาศาสตร์ยามตีสองครึ่งเช่นนี้ แต่เขาก็ยอมลุกขึ้นยืนตามแรงดึงดูดประหลาดและสัญชาตญาณที่บอกว่า เขาปฏิเสธรอยยิ้มนั้นไม่ได้เลยจริงๆ
อาจารย์อรชรพาเขาเดินลัดเลาะผ่านโถงทางเดินมืดทึบของตึกเก่า ก่อนจะหยุดอยู่ที่ห้องพักอาจารย์ส่วน 104 ซึ่งป้ายหน้าห้องขึ้นสนิมเขรอะและถูกปิดตายมานานหลายปี แต่ทว่า... เมื่ออาจารย์สาวแตะปลายนิ้วลงบนลูกบิดประตู ประตูไม้เก่าแก่กลับส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดและเปิดออกอย่างไร้แรงต้านทาน ราวกับว่ามิติ ณ ที่แห่งนี้ยอมสยบให้แก่ผู้เป็นเจ้าของ
ภายในห้องไม่ได้มีกลิ่นอับชื้นอย่างที่ควรจะเป็น ตรงกันข้าม... มันกลับหอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายของอาหารไทยโบราณและสมุนไพรนานาชนิด บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่กลางห้อง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยกองเอกสารวิจัย ปัจจุบันกลับถูกจัดเตรียมไว้ด้วยสำรับอาหารหน้าตาน่ารับประทาน มีทั้งข้าวต้มร้อนๆ ที่โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียวหอมกรุ่น ปลาทอดกรอบสีทอง และถ้วยขนมไทยสีพาสเทลที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลของควันเทียน
ศรัณย์ยืนนิ่งอึ้ง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย "นี่คือ...?"
"มื้อค่ำหลังการปลดปล่อยค่ะ" อาจารย์อรชรผายมือเชิญด้วยท่าทางเป็นกันเอง นั่งลงที่เก้าอี้ไม้ตัวเก่าพร้อมกับตักข้าวต้มใส่ถ้วยยื่นให้เขา "อาหารพวกนี้ไม่ได้ทำมาจากวัตถุดิบทางกายภาพหรอกนะคะ แต่มันปรุงขึ้นจาก 'ความทรงจำและพลังงานแห่งความสุข' ของดวงวิญญาณที่เราเพิ่งช่วยปลดปล่อยเมื่อครู่... วิญญาณดวงนั้นเป็นอดีตแม่ครัวเก่าของโรงอาหารคณะค่ะ ก่อนไปนางอยากตอบแทนเราด้วยรสชาติอาหารที่นางภูมิใจที่สุด"
ศรัณย์รับถ้วยข้าวต้มอุ่นๆ มาถือไว้ ไอความร้อนแผ่ซ่านผ่านผิวแก้วกระเบื้องเข้าสู่ฝ่ามือ ส่งผ่านความอบอุ่นตรงเข้าสู่หัวใจที่เหนื่อยล้า เขาค่อยๆ ตักข้าวต้มเข้าปาก รสชาติกลมกล่อม ละมุนละไม และเปี่ยมไปด้วยความใส่ใจกระจายไปทั่วสัมผัส มันไม่ใช่แค่รสชาติของอาหาร แต่เป็นรสชาติของความโล่งใจ ความอิ่มเอม และการได้รับการเยียวยาอย่างแท้จริง
เขานั่งลงฝั่งตรงข้าม มองดูอาจารย์สาวที่กำลังใช้ช้อนตักข้าวเข้าปากด้วยท่าทางเรียบร้อยและสง่างาม บรรยากาศรอบตัวในห้องเก่าๆ นี้อบอุ่นเสียจนเขือลืมไปเลยว่าพวกเขากำลังนั่งอยู่ท่ามกลางตึกร้างยามวิกาล
"อร่อยไหมคะ?" อาจารย์อรชรเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มอ่อนโยนของเธอทำให้ดวงใจของนักศึกษาหนุ่มผู้ยึดมั่นในตรรกะเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง
"อร่อยครับ... เอ๊ย... อร่อยค่ะ" ศรัณย์รีบแก้คำพูดอีกครั้งจนอาจารย์สาวหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ อีกรอบ
ทั้งสองคนเริ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกันอย่างออกรส ศรัณย์เล่าถึงทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่เขาพยายามพิสูจน์ในห้องแล็บให้ฟังด้วยแววตาเป็นประกาย ขณะที่อาจารย์อรชรก็คอยรับฟังและเชื่อมโยงมันเข้ากับกฎแห่งกรรมและพลังงานจักรวาลได้อย่างน่าทึ่ง ความแตกต่างระหว่างโลกของวิทยาศาสตร์และโลกของไสยเวทหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ณ โต๊ะอาหารเล็กๆ ตัวนี้
ทว่า... ในขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างอบอุ่นและลื่นไหลจนหัวใจของศรัณย์เริ่มพองโตด้วยความสุขที่หาได้ยากยิ่ง เสียงแจ้งเตือนบางอย่างก็ดังขึ้นในห้วงความคิดของเขา—ไม่ใช่เสียงจากโทรศัพท์มือถือ แต่เป็นเสียงก้องกังวานของ 'ระบบระเบียบมิติวิญญาณ' ที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ยินในบรรยากาศแบบนี้
[ติ๊ง! ตรวจพบการเชื่อมต่อพลังงานภายนอกระดับ SSS]
[คำเตือน: เขตแดนอาคมห้องพักอาจารย์ 104 ถูกเจาะทะลวงด้วยคลื่นความถี่ที่ไม่รู้จัก]
[เป้าหมายปริมาณพลังงานมหาศาลกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้พิกัดปัจจุบันในรัศมี 10 เมตร...]
ศรัณย์ชะงักค้าง ช้อนในมือร่วงกระทบขอบถ้วยกระเบื้องดังเคร้ง รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแข็งค้างไปในพริบตา เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนแปลกประหลาดที่เริ่มแผ่ซ่านขึ้นมาจากพื้นห้องเบื้องล่าง
อาจารย์อรชรวางช้อนลงช้าๆ สีหน้าละมุนละไมเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมจริงจังในเสี้ยววินาที ดวงตาคู่คมหันขวับไปมองที่ประตูด้านหน้าห้องที่ปิดสนิท
"ศรัณย์..." เสียงกระซิบของอาจารย์สาวแผ่วเบาจนแทบขาดหายไปในลำคอ "ดูเหมือนว่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญคนใหม่ จะไม่ได้มาดีเสียแล้วค่ะ"
ตู้เก็บเอกสารเหล็กเก่าแก่ที่มุมห้องสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พร้อมกับเงาร่างสีดำทมิฬขนาดมหึมาที่ค่อยๆ ก้าวทะลุกำแพงปูนเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ...
--------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับศรัณย์และอาจารย์อรชรนะคะ!
บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักศึกษาผู้รอบคอบ•ตอนที่ 7
มื้อค่ำหลังการปลดปล่อย
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักศึกษาผู้รอบคอบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!