กลิ่นอับของความทรงจำไม่ได้ลอยมากับสายลม แต่มันแทรกตัวออกมาจากรอยแยกของวอลเปเปอร์สีซีดจางในห้องนั่งเล่นเก่าๆ ห้องที่ศรัณย์พยายามหลีกหนีมาตลอดสามปีเต็ม
"ถ้าเธอเลือกที่จะคำนวณแต่ความน่าจะเป็นของปัจจุบัน เธอก็จะไม่มีวันแก้สมการของอดีตได้เลยนะศรัณย์"
เสียงของอาจารย์อรชรดังแว่วมาจากมุมมืดของห้อง ร่างโปร่งแสงในชุดผ้าไหมไทยสีนวลยืนพิงกรอบหน้าต่างที่ถูกปิดตายด้วยไม้กระดาน สายตาคมปลาบของเธอมองตรงมาที่ลูกศิษย์หนุ่มผู้กำลังยืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้อง นิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ กับขอบโต๊ะไม้เก่า เป็นจังหวะเดียวกับเสียงหัวใจของศรัณย์ที่เต้นโครมครามอยู่ในอก
รอบตัวพวกเขาในตอนนี้ไม่ใช่ห้องพักนักศึกษาอันคุ้นเคย แต่เป็นภาพจำลองความหนาแน่นระดับห้าที่พลังงานตกค้างพยายามบีบอัดให้ทุกอย่างกลับมามีชีวิตอีกครั้ง กลิ่นฝุ่นละอองผสมกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อจางๆ และกลิ่นอายความเย็นเยียบของคืนวันที่ฝนตกหนักเมื่อห้าปีก่อน—คืนที่เขาเลือกจะวิ่งหนีออกไปทางประตูหลังบ้าน โดยไม่หันกลับมามองเสียงเรียกของน้องสาวที่ดังอยู่เบื้องหลัง
ศรัณย์สูดหายใจเข้าลึกๆ มือเรียวที่มักจะถือปากกาคำนวณฟิสิกส์ด้วยความมั่นคง ตอนนี้กลับสั่นเทาเล็กน้อย เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามขมับ ดวงตาหลังกรอบแว่นใสจ้องมองไปยังเงาร่างเล็กๆ ที่นั่งคุดคู้by กองลังกระดาษลังตรงมุมห้อง ร่างนั้น... ร่างของพิมพ์ น้องสาวผู้ล่วงลับกำลังนั่งกอดเข่า ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความหวาดกลัวแบบเดียวกับในคืนวันนั้นไม่มีผิดเพี้ยน
"มันไม่ใช่เรื่องจริง..." ศรัณย์พยายามกระซิบเตือนสติตัวเองด้วยทฤษฎีทางควอนตัมที่เขาเรียนมา "พลังงานความร้อนและคลื่นเสียงที่สะท้อนในมิติวิญญาณ... มันก็แค่ภาพฉายย้อนหลัง... เป็นแค่ Data เก่าที่ระบบจิตใต้สำนึกดึงขึ้นมาประมวลผลซ้ำ..."
"ข้อมูลเหรอคะ?" อาจารย์อรชรเลิกคิ้วเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับเต็มไปด้วยความเข้าใจลึกซึ้ง "ถ้ามันเป็นแค่ข้อมูล ไฉนมือของเธอกำลังสั่นจนทำปากกาหล่นพื้นล่ะคะศรัณย์ นักฟิสิกส์ผู้รอบคอบของดิฉัน"
เคร้ง!
ปากกาหมึกซึมราคาแพงร่วงกระทบพื้นไม้ เสียงนั้นดังสะท้อนก้องในความเงียบ ศรัณย์ก้มมองมัน สมองของเขาพยายามประมวลผลหาทางออกตามหลักการ ตรรกะทุกข้อถูกนำมาเรียงร้อยเพื่อสร้างเกราะป้องกันจิตใจ แต่ทว่า ยิ่งเขาพยายามใช้เหตุผลมากเท่าไหร่ ภาพของเด็กผู้หญิงที่หันมามองเขาด้วยแววตาดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ก็ยิ่งชัดเจนและบาดลึกเข้าไปในขั้วหัวใจมากขึ้นเท่านั้น
"พี่... ทำไมพี่ถึงไม่หันกลับมามองหนล่ะคะ?"
เสียงหวานใสที่สั่นเครือเอ่ยถามขึ้น ร่างเล็กๆ นั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาของพิมพ์แดงก่ำ ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด และที่น่ากลัวที่สุดคือ รอยแผลเป็นจากแรงกระแทกบริเวณขมับซ้าย—ร่องรอยแห่งความเจ็บปวดที่ศรัณย์ไม่เคยกล้าแม้แต่จะมองมันในวันฌาปนกิจ
ศรัณย์ก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว แผ่นหลังของเขาชนเข้ากับชั้นหนังสือเก่า ฝุ่นตลบอบولลงมาพร้อมกับความรู้สึกอึดอัดที่แล่นพล่านขึ้นมาจุกที่ลำคอ ความกลัวที่เขาพยายามกดทับไว้ใต้พรมแห่งความมีเหตุผลตลอดหลายปี บัดนี้กำลังพองโตและแผ่ขยายกลายเป็นอสุรกายตัวใหญ่ที่พร้อมจะกลืนกินตัวตนของเขาให้จมดิ่งลงไปในความรู้สึกผิด
"ผม... ผมขอโทษ..." เสียงของศรัณย์แหบพร่า น้ำตาอุ่นๆ เอ่อคลอเบ้าอย่างห้ามไม่อยู่ "ผมพยายามแล้ว... ผมพยายามคำนวณเส้นทางที่ดีที่สุดเพื่อช่วยเธอแล้ว แต่ทว่า... พลังงานในตอนนั้นมันเกินขีดจำกัดที่มนุษย์คนหนึ่งจะแบกรับไหว..."
"ความผิดพลาดไม่ใช่ตัวเลขที่จะปัดเศษทิ้งได้นะคะ, ศรัณย์" อาจารย์อรชรขยับเข้ามาใกล้ ร่างโปร่งแสงของเธอทอดเงาทับซ้อนกับร่างของน้องสาวในความทรงจำ มือเรียวบางวางลงบนบ่าของชายหนุ่ม อุณหภูมิที่เย็นเยียบแต่กลับเปี่ยมด้วยกระแสพลังงานอันอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในร่าง ช่วยดึงสติที่กระเจิดกระเจิงของเขาให้กลับเข้ารูปเข้ารอย "การเผชิญหน้าไม่ได้แปลว่าเธอต้องชนะมันด้วยตรรกะ แต่เธอต้องยอมรับว่าเธอก็เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง... ที่มีความผิดพลาด และมีความเจ็บปวดได้เช่นกัน"
ศรัณย์หลับตาลง หยดน้ำตาร่วงหล่นกระทบหลังมือ ภาพอดีตที่เคยเป็นแผลเป็นเน่าเฟะในใจค่อยๆ ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาทีละส่วน ไม่ใช่ในฐานะความทรงจำอันน่าสยดสยองที่ต้องวิ่งหนีอีกต่อไป แต่เป็นบทเรียน... เป็นสมการชีวิตที่เขาไม่เคยหาคำตอบให้ลงตัว
เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาที่เคยฉายแววหวาดหวั่นและสับสน บัดนี้กลับมามีความนิ่งสงบและเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง ศรัณย์สูดหายใจเข้าลึกเป็นครั้งสุดท้าย ก้าวเท้าผ่านความกลัวที่ขวางกั้น เดินตรงเข้าไปหาร่างของเด็กหญิงที่นั่งร้องไห้คุดคู้
คุกเข่าลง... เสมอระดับสายตา
ศรัณย์เอื้อมมือออกไปช้าๆ ปลายนายนิ้วของเขาสั่นระริกเมื่อสัมผัสลงบนกลุ่มผมนิ่มที่เย็นเฉียบ ภาพเหตุการณ์ในคืนวันฝนตกซ้อนทับเข้ามาในโสตประสาท เสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่น เสียงกระจกแตก และเสียงกรีดร้อง แต่ครั้งนี้... ศรัณย์ไม่หลบตาอีกต่อไปแล้ว เขามองลึกเข้าไปในดวงตานั้นด้วยความรักและความรู้สึกผิดทั้งหมดที่ถูกปลดปล่อยออกมา
"พี่อยู่นี่แล้วนะพิมพ์..." ศรัณย์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่มั่นคง รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา "คราวนี้... พี่จะไม่วิ่งหนีอีกแล้ว เรามาคำนวณเส้นทางเดินต่อไปด้วยกันนะ"
ทันทีที่คำพูดนั้นสิ้นสุดลง มิติวิญญาณรอบตัวก็เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ รอยแยกสีดำสนิทที่เคยฉีกขาดอยู่ตามผนังค่อยๆ ปิดตัวลงอย่างนิ่มนวล แสงสีทองเรืองรองนับล้านจุดผุดพรายขึ้นมาจากพื้นห้อง ราวกับละอองดาวที่ถูกโปรยปรายลงมาเพื่อชำระล้างความมืดมิดทั้งหมด ร่างของพิมพ์ส่งยิ้มอ่อนโยนกลับมา ร่างโปร่งแสงของเธอบางเบาลงเรื่อยๆ ก่อนจะสลายกลายเป็นละอองแสงอบอุ่นที่โอบล้อมรอบตัวศรัณย์ไว้ราวกับอ้อมกอดสุดท้ายจากน้องสาว
อาจารย์อรชรยืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ เธอยกมือขึ้นจัดปอยผมที่ปลิวไสวตามกระแสพลังงานที่สงบลง "เก่งมากค่ะ... ในที่สุด สมการแห่งความทรงจำนี้ ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีคำตอบ"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายและหัวใจของศรัณย์เริ่มได้รับความฮีลใจ หน้าจออินเทอร์เฟซสีฟ้าใสของระบบที่ปิดการใช้งานไปนาน ก็เด้งสว่างวาบขึ้นกลางอากาศอย่างกะทันหัน เสียงแจ้งเตือนระรัวดังขึ้นจนน่าตกใจ พร้อมกับตัวอักษรสีแดงฉานที่ปรากฏขึ้นทีละบรรทัดด้วยความเร็วสูง
[แจ้งเตือนระบบฉุกเฉินระดับ SSS!]
[ตรวจพบความผิดปกติของโครงสร้างมิติวิญญาณชั้นที่ 7]
[รอยแยกแห่งกาลเวลาถูกเปิดออกโดยพลังงานที่ไม่ทราบที่มา...]
[คำเตือน: บอสลับแห่งห้วงมิติ "ผู้กลืนกินความทรงจำ" ตื่นจากการหลับใหลแล้ว!]
ศรัณย์เบิกตากว้างเมื่อมองตัวเลขค่าพลังงานมหาศาลที่พุ่งทะยานขึ้นจนทะลุขีดจำกัด บนเพดานห้องที่ควรจะกลับสู่สภาพปกติ บัดนี้รอยแยกสีดำขนาดมหึมาได้ฉีกกระชากออก พร้อมกับเงาร่างสีดำทมิฬขนาดมหึมาที่กำลังลืมตาคู่ใหญ่อันน่าสะพรึงกลัวขึ้นมองตรงมาที่พวกเขาทั้งสองคน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับศรัณย์ในบทนี้นะคะ
บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักศึกษาผู้รอบคอบ•ตอนที่ 19
ก้าวผ่านความกลัว
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักศึกษาผู้รอบคอบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!