บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักศึกษาผู้รอบคอบ•ตอนที่ 13

การตัดสินใจของนักฟิสิกส์

ผลงานโดย นภากระซิบผี
"ถ้าสนามแม่เหล็กไฟฟ้าขั้วนี้หักเหผิดไปเพียงองศาเดียว แรงกดทับจากอาถรรพ์ประตูมิติจะบดขยี้กระดูกของพวกเราให้แหลกสลายกลายเป็นผุยผงภายในสามวินาทีค่ะ ศรัณย์" เสียงเตือนเรียบเรื่อยแต่น้ำเสียงจริงจังเป็นที่สุดของอาจารย์อรชรดังขึ้น ท่ามกลางประกายไฟสีฟ้าแลบแปลบปลาศที่เกิดจากการอาร์กของกระแสไฟฟ้าแรงดันสูงบนโต๊ะทำงาน ในห้องพักนักศึกษาที่บัดนี้สภาพไม่ต่างจากห้องปฏิบัติการลับใต้ดิน กลิ่นฉุนของตะกั่วบัดกรีและน้ำยาฟลักซ์คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นธูปโบราณที่ปักไว้เพื่อปรับสมดุลธาตุในห้อง ศรัณย์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากแผงวงจรขนาดจิ๋วที่เขากำลังใช้คีมปลายแหลมดัดลวดทองแดงบริสุทธิ์ เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคาย ดวงตาหลังกรอบแว่นสายตาฉายแววแน่วแน่และเคร่งเครียด มือข้างที่สวมถุงมือกันความร้อนกำลังประכולประสานแผ่นชิปเซมิคอนดักเตอร์เข้ากับแผ่นยันต์กระดาษสาลงอักขระโบราณที่อาจารย์อรชรเพิ่งเขียนเสร็จเมื่อครู่ นี่ไม่ใช่การทดลองทางวิทยาศาสตร์ธรรมดา และก็ไม่ใช่พิธีกรรมทางไสยศาสตร์งมงาย หากแต่เป็นการผสานศาสตร์สองขั้วที่ไม่มีใครเคยทำสำเร็จมาก่อน—ฟิสิกส์ควอนตัมภาคปฏิบัติกับศาสตร์อาคมสะกดวิญญาณระดับสูง "ผมคำนวณอัตราส่วนพลังงานจลน์และค่าสปินของอนุภาควิญญาณในรัศมีสามเมตรไว้หมดแล้วครับ... เอ่อ หมายถึง... ดิฉันคำนวณไว้หมดแล้วค่ะอาจารย์" ศรัณย์เผลอหลุดปากใช้สรรพนามเดิมตามความคุ้นชินก่อนจะรีบแก้คำพูดด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อยด้วยความประหม่า อาจารย์อรชรยมุมปากขึ้นน้อยๆ รอยยิ้มบางเบานั้นประดับอยู่บนใบหน้าเรียบเฉย ช่วยคลายความกดดันในบรรยากาศอึมครึมลงไปได้บ้าง หญิงสาวในชุดเสื้อคลุมยาวสีเทาเข้มขยับตัวเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้จันทน์และไม้หอมโบราณลอยมาแตะจมูก "คุณเป็นคนรอบคอบเสมอ ศรัณย์ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมดิฉันถึงเลือกคุณมาเป็นผู้สืบทอดบันทึกเล่มนี้" เธอกล่าวพร้อมกับยื่นแผ่นทองคำเปลวบริสุทธิ์ที่ลงคาถาผนึกธาตุทั้งสี่ส่งให้ "แต่วัตถุชิ้นนี้... 'เครื่องกำเนิดสนามแม่เหล็กสะกดจิตวิญญาณ' หรือที่คุณเรียกว่าอุปกรณ์ฉบับประดิษฐ์ชิ้นนี้ มันกำลังจะดึงดูดสิ่งที่เราไม่อยากเจอที่สุดเข้ามา" ศรัณย์วางเครื่องมือลงอย่างเบามือ เขาถอดแว่นตากลอกตาไปมาเพื่อพักสายตา ก่อนจะหันไปมองหน้าจอออสซิลโลสโคปที่กำลังแสดงกราฟคลื่นพลังงานวิญญาณสีม่วงเข้ม ซึ่งตอนนี้กำลังเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง สัญญาณชีพจรพลังงานนั้นไม่ได้มาจากมิติภายนอก แต่มันกำลังพุ่งขึ้นมาจากใต้พื้นห้องนอนของเขาเอง รอยแยกมิติที่พวกเขาพยายามปิดตายมาตลอดสามสัปดาห์กำลังขยายตัว เพราะแรงกดดันจากดวงวิญญาณอาฆาตตนนอกอาคารที่พยายามพังกำแพงอาคมเข้ามา ทางเดียวที่จะหยุดยั้งมันได้ คือการสร้าง "กับดักความถี่เรโซแนนซ์" ที่จะบังคับให้คลื่นพลังงานวิญญาณเกิดการหักล้างกันเองจนสลายตัวไป "ตรรกะของฟิสิกส์บอกว่า สสารและพลังงานไม่มีวันสูญหายไปไหน แต่มันเปลี่ยนรูปได้ครับอาจารย์" ศรัณย์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น ดวงตาคู่คมมองตรงไปยังอุปกรณ์ทรงกระบอกโลหะผสมไทเทเนียมผสมดีบุกที่ประกอบเสร็จสมบูรณ์ "ถ้าเราทำลายพลังงานอาฆาตไม่ได้ เราก็แค่ต้อง 'รีเซ็ต' มัน ให้กลับคืนสู่สภาพพลังงานบริสุทธิ์ไร้รูปร่าง... เหมือนตอนที่มันยังไม่ได้กลายเป็นวิญญาณตกค้าง" ทฤษฎีนี้มีความเสี่ยงสูงลิ่ว หากคำนวณพลาดแม้แต่นิวตันเดียว แรงสะท้อนกลับจะเผาไหม้สมองของศรัณย์จนกลายเป็นเจ้าตรัยผักกาดในพริบตา แต่อาจารย์อรชรกลับพยักหน้าช้าๆ อย่างให้เกียรติในการตัดสินใจของนักศึกษาหนุ่ม เธอรู้ดีว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้ทำไปด้วยความหุนหันพลันแล่น แต่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบมานับร้อยรอบแล้ว "ลงมือเถอะค่ะ... ดิฉันจะคุมแนวเขตอาคมด้านนอกให้เอง หากมีอะไรผิดพลาด ดิฉันจะเป็นคนดึงสติคุณกลับมา" สิ้นคำพูดของหญิงสาว ศรัณย์สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ นิ้วเรียวยาวจรดลงบนสวิตช์ชนวนจุดระเบิดพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าทันที *คลิก!* เสียงกลไกภายในเครื่องจักรโลหะดังขึ้นพร้อมกับเสียงฮัมทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของสัตว์ป่าดึกดำบรรพ์ แสงสีฟ้าอมเขียวสว่างวาบขึ้นจนสะท้อนกับผนังห้อง ประจุไฟฟ้าแรงดันสูงวิ่งวนรอบกระบอกไทเทเนียมด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงหวีดหิวบาดแก้วหู แรงเหวี่ยงของสนามแม่เหล็กดึงดูดเอาละอองฝุ่นและกระดาษรอบโต๊ะให้ลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ ราวกับแรงโน้มถ่วงถูกยกเลิกชั่วคราว ทว่า... สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น บนหน้าจอมอนิเตอร์ กราฟคลื่นพลังงานสีม่วงไม่ได้ลดระดับลงตามสมการคณิตศาสตร์ที่ศรัณย์คำนวณไว้ แต่มันกลับพุ่งทะยานทะลุเพดานมาตรวัด จนเส้นกราฟกลายเป็นสีแดงเลือดหมู เสียงเตือนภัยความถี่สูงดังระรัว *ปี๊บๆๆๆ!* ถี่กระชั้นจนน่ากลัว "อาจารย์ครับ! ค่าพลังงานพุ่งสูงเกินร้อยละสองร้อย! โครงสร้างโลหะรับไม่ไหวแล้ว!" ศรัณย์ตะโกนแข่งกับเสียงคำรามของเครื่องจักร เหงื่อกาฬไหลท่วมแผ่นหลัง มือทั้งสองข้างพยายามกดปุ่มฉุกเฉินเพื่อตัดวงจร แต่ปุ่มค้างและร้อนจัดจนควันพวยพุ่ง "พลังงานข้างนอกไม่ได้พยายามเข้ามา... แต่มันมี 'บางอย่าง' กำลังใช้เครื่องของคุณเป็นสะพานเชื่อม!" อาจารย์อรชรหน้าถอดสีเป็นครั้งแรก ดวงตาคู่คมเบิกกว้างเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันระดับมหาศาลที่กดทับลงบนบ่า ราวกับมีภูเขาณรงค์ทั้งลูกตกลงมาทับ ก่อนที่ศรัณย์จะได้ทันคิดหาทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางฟิสิกส์เพิ่มเติม ผนังห้องปูนเปลือยเบื้องหน้าก็เกิดรอยร้าวสีดำสนิท ราวกับกระจกเงาที่ถูกทุบด้วยค้อนยักษ์ ละอองความมืดพวยพุ่งออกมาพร้อมกับเสียงกรีดแหลมบาดลึกถึงวิญญาณ และในวินาทีที่แสงไฟจากอุปกรณ์สะกดวิญญาณดับวูบลงพร้อมกับเสียงระเบิดเบาๆ เงาร่างหนึ่งก็ก้าวทะลุผ่านรอยแยกมิติออกมา... ร่างนั้นไม่ใช่ดวงวิญญาณอาฆาตทั่วไป แต่เป็นเงาร่างสูงโปร่งในชุดสูทโบราณยุคอาณานิคม ใบหน้าเรียบเฉยไร้ดวงตา มีเพียงรอยยิ้มกว้างถึงใบหูที่ฉีกออกอย่างน่าสยดสยอง มันเอ่ยเสียงแหบพร่าออกมาจากความว่างเปล่า น้ำเสียงนั้นดังก้องอยู่ในหัวของศรัณย์และอาจารย์อรชรโดยตรง *"ขอบใจที่เปิดประตูต้อนรับ... เจ้าหนูนักฟิสิกส์"* ศรัณย์ชะงักค้าง มือที่ถือประแจหลุดร่วงกระทบพื้นเสียงดังสนั่น เมื่อตระหนักได้ว่าสมการที่เขาเขียนขึ้นทั้งหมดไม่ได้ช่วยกำจัดวิญญาณร้าย... แต่มันคือ "รหัสผ่าน" ที่เปิดทางให้ "ผู้คุมกฎแห่งความตาย" ก้าวเข้าสู่โลกของพวกเขาอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว! ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับศรัณย์และอาจารย์อรชรนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ — นภากระซิบผี
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักศึกษาผู้รอบคอบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%