เซียนกระบี่ไร้ใจ กับเล่ห์กลมวลบุปผาโลหิต•ตอนที่ 1

ฟื้นคืนจากความตายในร่างไร้ค่า

ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
"หากเจ้ายังคิดจะหายใจในสำนักเมฆาคล้อยอยู่ละก็... จงคลานไปเลียรองเท้าข้าเดี๋ยวนี้!" เสียงตวาดกร้าวระคนดูแคลนดังสะท้อนก้องทั่วลานหินขรุขระ กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในอากาศตีวนเข้าสู่โสตประสาทของเย่เฉินเฟิง ความรู้สึกแรกที่เขารับรู้คือความเจ็บปวดที่ฉีกกระชากไปทั่วร่าง ราวกับถูกกงล้อเหล็กบดขยี้กระดูกจนแหลกละเอียด ไม่สิ... นี่ไม่ใช่ร่างกายของมหาเทพผู้สยบฟ้าดินเมื่อครู่ เขาลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าคือท้องฟ้าสีครามที่บิดเบี้ยวด้วยหยาดน้ำตาและเปลวแดดที่แผดเผา เงาร่างของชายหนุ่มรูปร่างกำยำในชุดศิษย์สำนักชั้นนอกยืนตระหง่านอยู่เบื้องบน มือข้างหนึ่งยกขึ้นเตรียมฟาดฝ่ามือที่อัดแน่นด้วยปราณสีเหลืองหม่นลงมายังศีรษะของเขา เย่เฉินเฟิงขยับตัวด้วยความยากลำบาก ลมหายใจที่แผ่วเบาราวกับเปลวเทียนต้องลมพายุทำให้เขารับรู้ถึงความว่างเปล่าภายในตันเถียน ร่างกายนี้ไร้ซึ่งพลังปราณ... เป็นเพียงภาชนะที่แตกสลายและไร้ค่าอย่างสิ้นเชิง "ยังจะจ้องหน้าข้าด้วยสายตาเช่นนั้นอีกรึ? เจ้าสวะเย่เฉินเฟิง!" ชายฉกรรจ์ผู้นั้นแค่นหัวเราะ ฝ่ามือที่หมายปลิดชีพพุ่งลงมาดั่งอสนีบาต ในเสี้ยววินาทีนั้น สัญชาตญาณมหาเทพไม่ได้ตื่นตระหนก แต่กลับสงบนิ่งดุจก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ลึกสุดหยั่ง เย่เฉินเฟิงอาศัยจังหวะที่หัวใจยังเต้นเร่า พลิกกายเบี่ยงหลบไปทางซ้ายอย่างแม่นยำ แม้จะขาดพลังปราณ แต่ทักษะการอ่านกระบวนท่าที่สั่งสมมานับหมื่นปีก็เพียงพอที่จะทำให้เขาหลบพ้นฝ่ามือนั้นไปได้อย่างเฉียดฉิว *ปัง!* พื้นหินลานประลองแตกกระจาย ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เสียงฮือฮาและคำเยาะเย้ยดังขึ้นจากฝูงชนที่ล้อมรอบ "ดูมันสิ! สุนัขจนตรอกอย่างมันยังกล้าขยับตัวอีก" "ไร้พลังแล้วยังไม่เจียมตัว สมควรถูกซ้อมให้ตายคามือ!" เย่เฉินเฟิงหยัดกายลุกขึ้นอย่างช้าๆ ร่างกายที่โชกเลือดสั่นเทา ทว่าแววตาของเขาที่เคยมืดบอดกลับเปลี่ยนไปเป็นความเยือกเย็นที่ลึกล้ำราวกับห้วงอวกาศอันเป็นนิรันดร์ เขาปาดคราบเลือดที่มุมปาก ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบวงล้อม สายตาคู่นั้นทรงพลังเสียจนคนที่สบตาถึงกับชะงักงันโดยไม่รู้ตัว "เจ้า... เจ้ามองข้าด้วยสายตาแบบนั้นทำไม!" ชายฉกรรจ์เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล ความกดดันที่มองไม่เห็นบางอย่างกำลังบีบคั้นอากาศรอบตัวให้หนาแน่นขึ้น "สุนัขที่เห่าพร่ำเพรื่อ... มักจะมีจุดจบที่น่าสมเพชเสมอ" เสียงของเย่เฉินเฟิงแหบพร่า ทว่าทุ้มต่ำและกังวานด้วยอำนาจบางอย่างที่ไม่อาจนิยามได้ "เจ้าว่าใครเป็นสุนัข!" ชายฉกรรจ์พุ่งเข้าใส่พร้อมกระบี่เหล็กในมือ แสงสีเหลืองหม่นพุ่งวาบหมายจะปักอกศัตรูให้ดับดิ้น ทว่าในสายตาของอดีตมหาเทพ กระบวนท่านี้ช่างเชื่องช้าและเต็มไปด้วยช่องโหว่ดั่งร่างแหที่ขาดวิ่น เย่เฉินเฟิงไม่ถอยหนี กลับก้าวเท้าตามจังหวะที่ซับซ้อน ร่างกายที่ไร้ปราณขยับตัวไปตามเส้นทางที่คาดไม่ถึง เขากดฝ่ามือลงบนข้อมือของอีกฝ่ายในจุดชีพจรที่อ่อนแอที่สุดอย่างแม่นยำ จังหวะการไหลเวียนของปราณในตัวชายฉกรรจ์ถึงกับชะงักงัน กระบี่เหล็กหลุดจากมือร่วงลงสู่พื้นเสียงดังเคร้ง ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าศิษย์รอบข้าง ร่างบอบบางในชุดสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะแรกก็แทรกผ่านฝูงชนเข้ามา ใบหน้าของนางงดงามดั่งรูปสลัก ทว่าเย็นชาเสียจนราวกับจะแช่แข็งทุกสรรพสิ่งไว้ในไอความหนาวเหน็บ "หยุดมือ" น้ำเสียงเรียบนิ่งทว่าเปี่ยมด้วยแรงกดดันมหาศาลทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบสนิทลงทันที หลินซูเยว่กวาดสายตาคมกริบมองไปยังเย่เฉินเฟิง สายตาของนางไม่ได้มีความสงสาร มีเพียงความสับสนและร่องรอยของความโกรธเคืองที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของดวงตาดั่งอัญมณี "เย่เฉินเฟิง... เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าที่นี่คือที่ใด" นางเอ่ยพลางย่างสามขุมเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายดอกไม้จางๆ ที่เย็นเยียบ "การที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ถึงตอนนี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากพอแล้ว อย่าได้ก่อเรื่องให้ข้าต้องลงมือจัดการด้วยตัวเอง" เย่เฉินเฟิงจ้องมองหญิงสาวตรงหน้า เขาจำนางได้... หลินซูเยว่ ศิษย์น้องผู้ที่เป็นดั่งดวงจันทร์ในคืนมืดมิดของเขา แต่นางในตอนนี้นั้นช่างดูห่างเหินและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนเร้น "ข้าไม่ได้มาก่อเรื่อง" เย่เฉินเฟิงตอบเสียงเรียบ พลางสบตาคู่งามนั้น "ข้าเพียงแต่กำลังหัด 'หายใจ' ในสถานที่ที่เน่าเฟะแห่งนี้ใหม่เท่านั้นเอง" สิ้นคำพูดของเขา บรรยากาศก็กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ทว่าในจังหวะนั้นเอง ท้องฟ้าเหนือสำนักเมฆาคล้อยกลับมืดครึ้มลงฉับพลัน เสียงฟ้าร้องคำรามดังก้องกัมปนาท แสงสีม่วงประหลาดผ่าลงมายังตำแหน่งที่เขายืนอยู่อย่างแม่นยำ! ขณะที่ทุกคนกำลังแตกตื่นและถอยหนี หลินซูเยว่กลับคว้าข้อมือของเย่เฉินเฟิงไว้แน่น ความร้อนแรงจากผิวเนื้อของนางที่สัมผัสผ่านชุดบางเบาทำให้เขารู้สึกถึงกระแสพลังลึกลับบางอย่างที่ไหลทะลักเข้าสู่ร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง นางกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ "หนีไป... ก่อนที่ 'สิ่งนั้น' จะรู้ว่าเจ้าตื่นขึ้นมาแล้ว" เงาหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิทปรากฏขึ้นเหนือยอดเขา ท่ามกลางสายฟ้าที่ยังคงฟาดฟันอย่างบ้าคลั่ง นัยน์ตาคู่หนึ่งสีแดงฉานดุจโลหิตจ้องมองลงมายังร่างของเย่เฉินเฟิง ราวกับมัจจุราชที่เฝ้ารอคอยเหยื่อมานานนับพันปี ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับเงาจันทราลี้ลับในบทเริ่มต้นนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าด้วยความระทึกยิ่งกว่าเดิมนะคะ
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ไร้ใจ กับเล่ห์กลมวลบุปผาโลหิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%