ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 1

แสงสุดท้ายแห่งสำนักเก่า

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
"เก็บดาบของเจ้าเสียเถอะ... กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่นี่ มันไม่ได้ช่วยให้คนตายฟื้นคืนชีพขึ้นมาหรอก" เสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึกเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับยอดเขาหิมะที่เคยเป็นสถานที่ตั้งของสำนักกระบี่เมฆา ไป๋อวิ๋นไม่ได้หันไปมองชายชุดดำที่ยืนสั่นเทาอยู่เบื้องหลัง เขายังคงคุกเข่าอยู่หน้าป้ายหินที่แตกหักครึ่ง ปลายนิ้วสัมผัสรอยขีดข่วนบนพื้นผิวหินด้วยความทะนุถนอม ราวกับกำลังลูบไล้บาดแผลของสหายรัก ชายชุดดำขยับดาบในมือ กระชับแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "ไป๋อวิ๋น! เจ้าหนีความจริงมาสิบปี แล้วกลับมาเพื่อดูซากปรักหักพังพวกนี้เนี่ยนะ? พรรคมารหมื่นมารยึดครองใต้หล้าไปเกือบหมดสิ้นแล้ว จ้าวพยัคฆ์ทมิฬกำลังจะบรรลุวิชาในคัมภีร์ที่ขโมยไปจากสำนักเจ้า... เจ้ายังจะทำตัวเป็นนักพรตผู้สงบเสงี่ยมอยู่อีกหรือ!" ไป๋อวิ๋นไม่ตอบ เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ร่างกายในชุดสีขาวหม่นดูโปร่งบางราวกับภาพลวงตา กระบี่ไร้ลักษณ์ที่เหน็บอยู่ข้างเอวไม่ได้เปล่งรังสีสังหารใดๆ มันดูเงียบเหงาพอๆ กับเจ้าของของมัน เขาหันกลับมาดวงตาคู่นั้นลุ่มลึกและว่างเปล่าเหมือนดวงดาวในคืนไร้จันทร์ "ข้าไม่ได้หนี" ไป๋อวิ๋นกล่าวเสียงแผ่ว "ข้าเพียงแต่กำลังฟังเสียงของดินแดนแห่งนี้ มันไม่ได้ร้องขอการล้างแค้น แต่มันร้องขอการเยียวยา" "เหลวไหล!" ชายชุดดำพุ่งดาบเข้าใส่ด้วยความโกรธเกรี้ยว วิชากระบี่ของเขาดุดันและรวดเร็ว ราวกับหมาป่าหิวโหยที่ขย้ำเหยื่อ แต่ในจังหวะที่คมดาบเกือบจะถึงลำคอของไป๋อวิ๋น ร่างสีขาวนั้นกลับเลือนหายไปเหมือนหมอกควันที่ถูกลมพัด ไป๋อวิ๋นปรากฏตัวขึ้นด้านหลังอีกฝ่ายเพียงก้าวเดียว เขาไม่ได้ชักกระบี่ เพียงแค่ใช้นิ้วชี้ดีดลงบนสันดาบเบาๆ แรงสั่นสะเทือนมหาศาลถ่ายทอดผ่านเนื้อเหล็กจนชายชุดดำถึงกับกระอักเลือด เข่าทรุดลงกับพื้นด้วยความตระหนก "วิชา... วิชานี้..." ชายชุดดำเบิกตากว้าง "เจ้าสำเร็จวิชากระบี่ไร้ลักษณ์ขั้นที่เก้าแล้วหรือ?" ไป๋อวิ๋นถอนหายใจยาว "ไปเสียเถิด บอกจ้าวพยัคฆ์ทมิฬว่าอย่าได้ขึ้นมาบนเขานี้อีก ที่นี่ไม่มีสิ่งที่มันตามหา... สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียงความทรงจำของคนตายเท่านั้น" เมื่อชายชุดดำถอยร่นออกไปจนลับตา ไป๋อวิ๋นจึงหันกลับมาที่ฐานป้ายหินอีกครั้ง เขาใช้พลังภายในกดลงไปที่ร่องรอยแตกหักนั้น บังเกิดเสียงกลไกโบราณขยับตัวอยู่ใต้พื้นหิน แผ่นหินหนาหนักที่เคยจมดินมานับสิบปีค่อยๆ เลื่อนออก เผยให้เห็นโพรงลับขนาดเล็กที่ถูกซ่อนไว้ด้วยอาคมที่เสื่อมถอยตามกาลเวลา ข้างในนั้นไม่มีคัมภีร์ทองคำ ไม่มีสมบัติล้ำค่า มีเพียงหีบไม้ผุพังใบหนึ่งและจดหมายที่เขียนด้วยเลือด ซึ่งบัดนี้กลายเป็นเพียงรอยจางๆ ไป๋อวิ๋นหยิบจดหมายขึ้นมาอ่าน ดวงตาของเขาสั่นไหวเพียงชั่ววูบ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเย็นชาที่น่าสะพรึงกลัว *‘คัมภีร์ที่จ้าวพยัคฆ์ทมิฬได้ไป เป็นเพียงตำราปลอมที่บรรพชนเขียนขึ้นเพื่อลวงตาผู้ละโมบ... ของจริงถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน ถูกฝังไว้ในที่ที่ไร้ลักษณ์ที่สุด ใต้หล้ากว้างใหญ่ ความจริงมักซ่อนอยู่ในสิ่งที่มนุษย์มองข้ามไปเสมอ’* "หลินเอ๋อร์..." เขาพึมพำชื่อนี้ออกมา ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบาๆ ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง เป็นจังหวะการเดินที่มั่นคงและละเอียดอ่อน เสียงนั้นหยุดลงห่างออกไปห้าก้าว "ท่านไม่ได้กลับมาเพื่อรำลึกความหลังเพียงอย่างเดียวใช่หรือไม่?" หญิงสาวในชุดสีเขียวอ่อนก้าวออกมาจากเงามืดของวิหารที่พังทลาย หลินเอ๋อร์หันมองไปรอบๆ ด้วยสายตาคมกริบ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงกังวล "ข้าพบกลิ่นอายของพรรคหมื่นมารอยู่รอบบริเวณนี้ พวกมันไม่ได้มาเพียงคนเดียว ท่านอาจารย์ไป๋... ดูเหมือนจะมีคนเฝ้าดูเราอยู่ตลอดเวลา" ไป๋อวิ๋นพับจดหมายเก็บลงในอกเสื้อ "เจ้ามาที่นี่ได้เร็วกว่าที่ข้าคาดไว้นะ หลินเอ๋อร์" "เพราะข้าไม่อาจปล่อยให้ท่านต้องเผชิญหน้ากับปีศาจเหล่านั้นเพียงลำพังอีก" เธอขยับเข้ามาใกล้ ยื่นยาสมุนไพรหอมกรุ่นให้เขา "ท่านดูเหนื่อยล้าเกินไปแล้ว กระบี่ไร้ลักษณ์กินพลังชีวิตของผู้ใช้มากกว่าที่ใครจะคาดถึง หากท่านยังใช้มันฝืนชะตาฟ้า ต่อให้ได้คัมภีร์กลับมา ก็อาจจะไม่มีชีวิตอยู่เพื่อปกป้องมัน" ไป๋อวิ๋นรับยามาดื่มอย่างว่าง่าย แววตาของเขาเหม่อมองไปยังยอดเขาสูงเสียดฟ้าที่อยู่อีกฟากของแผ่นดิน "ข้าไม่ได้ต้องการปกป้องคัมภีร์ แต่ข้าต้องหยุดยั้งวงจรแห่งการนองเลือดนี้... จ้าวพยัคฆ์ทมิฬไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่มันครอบครองอยู่ ไม่ใช่พลังที่จะครองใต้หล้า แต่มันคือคำสาปที่จะกลืนกินจิตวิญญาณของผู้ที่ถือมันไว้" "ท่านคิดจะทำอย่างไรต่อไป?" หลินเอ๋อร์ถามพลางเตรียมค่ายกลเล็กๆ ไว้ในมือเพื่อป้องกันการซุ่มโจมตี ไป๋อวิ๋นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองที่ยอดเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของหุบเขาหมอกสังหาร "เราต้องไปที่นั่น... ไปยังจุดที่รอยจารึกสุดท้ายซ่อนอยู่" ทันใดนั้น เสียงผิวปากแหลมสูงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วหุบเขา ตามมาด้วยเงาร่างนับสิบที่พุ่งลงมาจากหน้าผาสูงชัน แต่ละคนสวมหน้ากากเหล็กรูปพยัคฆ์คลั่ง—ยอดฝีมือระดับสูงของพรรคหมื่นมารปรากฏตัวขึ้นล้อมรอบทั้งคู่ไว้ในวงล้อมที่ไม่มีทางออก ทว่า สิ่งที่ทำให้ไป๋อวิ๋นต้องหยุดชะงักและกำกระบี่แน่น ไม่ใช่จำนวนศัตรูเหล่านั้น แต่เป็นเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่คุ้นหูอย่างน่าขนลุก ซึ่งดังมาจากจุดที่สูงที่สุดของยอดเขา "ไป๋อวิ๋น... สิบปีที่เจ้าซ่อนตัวอยู่ในรูหนู วันนี้ข้ามาทวงสิ่งที่ควรเป็นของข้าคืนถึงที่" ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีนิลเหาะเหินลงมาจากความสูงนับสิบวา ก้าวเท้าลงบนพื้นดินจนเกิดรอยร้าวเป็นวงกว้าง จ้าวพยัคฆ์ทมิฬเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยไอร้ายสีดำมืดมิด มือข้างหนึ่งของมันกุมคัมภีร์ที่ฉีกขาดไปครึ่งหนึ่งไว้แน่น... และสิ่งที่เป็นดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจไป๋อวิ๋น คือสร้อยคอห้อยจี้หยกที่จ้าวพยัคฆ์ทมิฬคล้องไว้ที่คอ—มันเป็นสร้อยของ 'ศิษย์น้องเล็ก' ที่ควรจะตายไปพร้อมกับการล่มสลายของสำนักเมื่อสิบปีก่อน! หมื่นกระบี่คืนรังหวังว่าทุกท่านจะได้รับอรรถรสในการอ่านตอนแรกนี้อย่างเต็มอิ่มนะครับ
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%