เสียงหัวเราะแหบแห้งราวกิ่งไม้แห้งหักดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ ป้ายคำสั่งลับสลักรูปพัดเหล็กโลหิตกลิ้งหล้าลงแทบเท้าของจางอี้เฟิง มันสะท้อนแสงจันทร์สลัวเป็นประกายสีเลือดวาววับ บ่งบอกถึงความลับอันดำมืดที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ผืนดินมานานถึงสองทศวรรษ
อี้เฟิงก้มลงมองป้ายคำสั่งนั้น แววตาของเขาไม่ได้ฉายแววตกใจแม้แต่น้อย มีเพียงความเยือกเย็นดั่งบ่อน้ำโบราณที่ไร้ระลอกคลื่น เขายืนนิ่งราวกับรูปปั้นหินสลัก ปล่อยให้สายลมยามวิกาลพัดผ่านชายผ้าคลุมสีเทาของเขาอย่างเชื่องช้า
"หอคอยทศวรรษ... น่าสนใจยิ่ง" อี้เฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่ากังวานก้องไปทั่วบริเวณ "เจ้าคิดว่าการโยนเศษซากอดีตมาขวางทางข้า จะทำให้วิถีดาบของข้าสั่นคลอนได้กระนั้นหรือ?"
บุคคลปริศนาในชุดคลุมสีดำสนิทถอยหลังไปครึ่งก้าว มือที่ยังคงสั่นเทาพยายามซ่อนไว้ภายใต้แขนเสื้อ "เจ้า... เจ้าไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เจ้ากำลังเผชิญหน้าอยู่คืออะไร ท่านหวงหลงไม่ได้เป็นเพียงแค่เจ้าสำนักมหาเทพธรรมดาอีกต่อไปแล้ว... ค่ายกลนั้น... มันถูกกระตุ้นขึ้นแล้ว!"
สิ้นเสียงคำเตือน ร่างของมือสังหารปริศนาก็พลันสั่นกระตุก ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ก่อนที่โลหิตสีดำสนิทจะทะลักออกจากมุมปาก ร่างทั้งร่างทรุดฮวบลงกับพื้นดินอย่างไร้เรี่ยวแรง พิษร้ายสลายชีพตนเองที่ถูกฝังไว้ในร่างกายกำเริบขึ้นทันทีเมื่อความลับถูกเปิดเผย นี่คือความเด็ดขาดและเลือดเย็นขององค์กรเบื้องหลังที่ไร้ความปรานีต่อผู้ที่แสดงความอ่อนแอ
ไป๋หลิงทะยานร่างลงมาจากยอดไม้ราวกับภูตพาย นางปรากฏกายยืนเคียงข้างอี้เฟิง สายตากวาดมองร่างไร้ลมหายใจเบื้องล่างด้วยความระแวดระวัง กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณจนน่าสะพรึงกลัว
"พิษสลายวิญญาณเจ็ดทวาร..." ไป๋หลิงพึมพำเบาๆ น้ำเสียงของนางเจือความเคร่งเครียด "คนพวกนี้ยอมฆ่าแม้กระทั่งคนของตนเองเพื่อปิดปาก ดูท่าการเคลื่อนไหวของหวงหลงในครั้งนี้ จะไม่ใช่แค่การครอบครองยุทธภพธรรมดาเสียแล้ว"
อี้เฟิงไม่ตอบคำเขา สายตาของเขาทอดมองไปยังทิศทางของ "หุบเขาอเวจี" ที่อยู่เบื้องหน้า ที่ซึ่งบัดนี้ ท้องฟ้ายามค่ำคืนกำลังแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับถูกย้อมด้วยเลือด เมฆหมอกหนาทึบก่อตัวหมุนวนเป็นรูปทรงประหลาด แผ่นดินใต้เท้าเริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ คล้ายกับมีสัตว์อสูรขนาดยักษ์กำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน
"ค่ายกลทำลายล้างสวรรค์..." อี้เฟิงเอ่ยชื่อมันออกมาอย่างแผ่วเบา ปรัชญาเต๋าที่เขาฝึกฝนมาตลอดชีวิตสอนให้ปล่อยวางและไหลไปตามธรรมชาติ ทว่าในยามนี้ ธรรมชาติกำลังถูกบิดเบือนด้วยความโลภและจิตมารของมนุษย์
"ถ้าปล่อยให้มันทำงานจนสมบูรณ์ พลังงานใต้พิภพทั้งหมดในรัศมีพันลี้จะถูกสูบจนแห้งเหือด ผู้คนนับหมื่นในเมืองใกล้เคียงจะต้องกลายเป็นศพแห้งกรัง!" ไป๋หลิงกล่าวต่อด้วยความร้อนรน แม้นางจะเป็นนักฆ่าที่ผ่านการคร่าชีวิตมานับไม่ถ้วน แต่การกระทำของหวงหลงครั้งนี้ถือเป็นการท้าทายกฎแห่งสวรรค์และมนุษยชาติอย่างแท้จริง
"เราไม่มีเวลาชักช้าแล้ว ไป๋หลิง" อี้เฟิงเอื้อมมือไปแตะด้ามดาบไร้เงาที่เหน็บอยู่ข้างเอว สัมผัสเย็นเฉียบของโลหิตและเหล็กกล้าส่งผ่านปลายนิ้วเข้าสู่จิตใจ ปลุกเร้าจิตวิญญาณนักสู้ที่สงบนิ่งให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง "จงนำข่าวนี้ไปบอกพรรคพวกที่เหลือ ให้รีบอพยพชาวบ้านออกนอกเขตอันตราย ส่วนหวงหลง... ข้าจะเป็นผู้ไปสะGดรอยบัญชีหนี้เลือดนี้ด้วยตนเอง"
"ไม่ได้นะอี้เฟิง!" ไป๋หลิงคว้าแขนเสื้อของเขาไว้ ดวงตาคู่สวยฉายแววห่วงใยอย่างปิดไม่มิด "เจ้ารู้ดีว่าเป้าหมายที่แท้จริงของหวงหลงคือการล่อให้เจ้าเข้าไปติดกับในค่ายกล! พลังของค่ายกลทำลายล้างสวรรค์จะทวีคูณขึ้นตามพลังยุทธ์ของผู้ที่เข้าไปเยือน ยิ่งเจ้าร่างกายแกร่งกล้าเท่าไหร่ มันก็ยิ่งดูดซับพลังของเจ้าไปมากเท่านั้น นี่คือค่ายกลที่ออกแบบมาเพื่อฆ่าเจ้าโดยเฉพาะ!"
อี้เฟิงหันกลับมามองสหายร่วมเป็นร่วมตาย แววตาของเขามีความอ่อนโยนฉายชัดขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับคืนสู่ความเด็ดขาดดังเดิม เขายกมือขึ้นตบเบาๆ บนหลังมือของนาง
"ข้ารู้... แต่ถ้าข้าไม่ไป ใครเล่าจะเป็นผู้ทำลายวัฏจักรแห่งความแค้นนี้?" อี้เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่มั่นคง "อาจารย์ของข้าถูกใส่ร้ายและจากไปอย่างไม่ยุติธรรม ความจริงยังคงรอวันชำระ หากข้าหวาดกลัวต่อความตายแล้วหลบหนี วิถีดาบไร้เงาของข้าก็คงเหลือเพียงแค่ชื่อ ไร้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์"
พูดจบ อี้เฟิงก็สะบัดชายผ้าคลุม ทยานร่างขึ้นสู่อากาศด้วยวิชาตัวเบาขั้นสูงสุด ร่างของเขากลายเป็นเพียงเงาสลัวพุ่งทะยานผ่านความมืดมิด ตรงไปยังใจกลางของแสงสีแดงฉานที่กำลังแผดเผาผืนป่าราวกับเทพเจ้าแห่งการทำลายล้างกำลังลงทัณฑ์โลกหล้า
ไป๋หลิงมองตามร่างที่ลับตาไปด้วยความเจ็บปวดในอก นางรู้ดีว่าไม่อาจยับยั้งการตัดสินใจของบุรุษผู้นี้ได้ นางกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ก่อนจะหันหลังกลับและพุ่งทะยานไปอีกด้านเพื่อทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างสุดกำลัง
ณ ใจกลางหุบเขาอเวจี หวงหลงยืนตระหง่านอยู่บนแท่นหินโบราณ ร่างกายของเขากำลังถูกห่อหุ้มด้วยไอพลังสีดำและแดงที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า รอบกายมีศิษย์สำนักมหาเทพนับร้อยคนนั่งหลับตาบริกรรมคาถา เลือดสดๆ จากร่างของพวกเขาไหลรินลงตามร่องหิน สลักเป็นอักขระมารโบราณที่ส่องแสงเจิดจ้า
"มาเสียที... จางอี้เฟิง" หวงหลงส่งเสียงหัวเราะก้องกังวานด้วยความสะใจ ดวงตาทั้งสองข้างกลายเป็นสีแดงก่ำไร้แววตาของมนุษย์ "ข้ารอคอยวันที่เจ้าจะเดินเข้ามาติดกับด้วยตนเองมานานเหลือเกิน วันนี้... ทั้งวิชาดาบไร้เงาและชีวิตของเจ้า จะต้องสยบอยู่ใต้แท่นบูชาแห่งนี้!"
อี้เฟิงร่อนลงยืนสงบนิ่งอยู่บนยอดผาหินตรงข้ามกับหวงหลง ระยะห่างระหว่างทั้งสองคนเต็มไปด้วยกระแสพลังงานอันบ้าคลั่งที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้เป็นจุล ดาบไร้เงาในฝักยังคงสงบนิ่ง ทว่าไอสังหารรอบตัวกลับเข้มข้นจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยว
"หวงหลง เส้นทางแห่งมารที่เจ้าเดินมาถึงจุดนี้ มันช่างโดดเดี่ยวและไร้ความหมายยิ่งนัก" อี้เฟิงเอ่ยขึ้น เสียงของเขาดังฝ่าเสียงคำรามของค่ายกลได้อย่างชัดเจน
"ความหมายเรอะ? มีแต่ผู้ชนะเท่านั้นที่มีสิทธิ์กำหนดความหมาย!" หวงหลงสะบัดมือ พลังมารระลอกใหญ่พุ่งเข้าใส่ร่างของอี้เฟิงทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดเพิ่ม
อี้เฟิงยังคงยืนนิ่ง ไม่แม้แต่จะชักดาบออกจากฝัก ทว่าในเสี้ยววินาทีที่พลังมารกำลังจะปะทะเข้ากับร่างของเขานั้น พื้นดินเบื้องล่างที่ควรจะเป็นหุบเขาอันรกร้าง กลับปริแตกออกพร้อมกับปรากฏร่างของบุคคลผู้หนึ่งที่ไม่มีใครคาดคิด—ร่างของ "จอมยุทธ์เฒ่า" อาจารย์ผู้ล่วงลับของอี้เฟิง ที่ควรจะเสียชีวิตไปเมื่อยี่สิบปีก่อน กำลังยืนถือกระบี่ไม้เก่าๆ พลางเงยหน้าขึ้นมองศิษย์รักด้วยรอยยิ้มอันเย็นเยียบ และเอ่ยประโยคที่ทำให้อี้เฟิงต้องชะงักงันถึงกับลมหายใจสะดุด...
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งยุทธภพนี้ร่วมกันครับ
*หมื่นกระบี่คืนรัง*
ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 48
เล่ห์กลของมารโลหิต
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!