"ถ้าแบบร่างโปรเจกต์งานแต่งบูธคณะสถาปัตย์กับวิศวะรอบนี้ ยังมีตัวอักษรไหนล้นเกินขอบเขตตารางที่ฉันเซ็ตไว้... คุณกันตินันท์ก็เตรียมตัวไปอธิบายให้คณบดีฟังเองแล้วกันนะคะ ว่าทำไมงานถึงไม่ผ่าน"
น้ำเสียงของรินรดาไม่ได้ตึงเครียดจนเกินไป แต่ไอความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากปลายปากกาเน้นข้อความสีส้มพาสเทลในมือเธอนั้น เยียบเย็นเสียยิ่งกว่าห้องแอร์ติดลบสิบห้าองศาของคณะวิศวกรรมศาสตร์เสียอีก
กันตินันท์ที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะประชุมยาวในสตูดิโอศิลปกรรม ขยับสันกรามคมสันเข้าหากันเล็กน้อย ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสุดเนี้ยบตวัดมองหน้าจอแท็บเล็ตที่มีไฟล์งานแสดงผลอยู่ ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาทางจมูกเบาๆ อย่างนึกรำคาญ
"ผมตรวจทานด้วยโปรแกรมมาตรฐานสากลมาแล้วสามรอบค่ะ รินรดา ขนาดฟอนต์กับระยะห่างขอบกระดาษมันเป๊ะยิ่งกว่าไม้บรรทัดเหล็กของคุณเสียอีก หรือว่า... สายตาคุณมีปัญหากันแน่ ถึงมองไม่เห็นความสมบูรณ์แบบตรงนั้น"
"นี่คุณ!" รินรดาตบแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่นจนต้นข้าวที่นั่งสุมหัวทำเรንเดอร์อยู่มุมห้องสะดุ้งโหยง หันมามองตาแป๋วพร้อมกับยกมือทำท่ารูดซิปปากแทบไม่ทัน "อย่ามาแซะเรื่องสายตานะคะคุณวิศวกรผู้ประเสริฐ! งานดีไซน์เขาใช้จินตนาการและความรู้สึก ไม่ใช่ใช้ไม้บรรทัดวัดความหนาของเส้นสมองแบบคุณ!"
นั่นแหละค่ะ... จุดเริ่มต้นของ "สงครามเย็นที่เย็นเฉียบ" ประจำวันที่สามสิบหก
นับตั้งแต่เหตุการณ์ในห้องเก็บอุปกรณ์เมื่อสัปดาห์ก่อน ที่เกือบจะทำให้เส้นกั้นระหว่าง "คู่กัด" กับ "คนรู้ใจ" พังทลายลงด้วยความเผลอไผล ทั้งคู่ก็พร้อมใจกันงัดกฎเหล็กข้อใหม่ขึ้นมาใช้ นั่นคือ *คุยกันเฉพาะเรื่องงานที่จำเป็นเท่านั้น* ห้ามหยอก ห้ามแซะ และห้ามแม้แต่จะสบตานานเกินสามวินาที
แต่ปัญหาคือ... งานของโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ระหว่างสองคณะนี้ มันดันมีรายละเอียดที่ "จำเป็น" ต้องคุยกันอยู่ตลอดเวลาจนน่าหงุดหงิด
บรรยากาศในห้องประชุมตอนนี้เงียบสนิทจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงคลิเมาส์ของกันตินันท์ และเสียงขูดเกรียงผสมสีบนจานกระเบื้องของรินรดา ทั้งสองคนนั่งอยู่ห่างกันแค่ช่วงแขนกั้น แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนอยู่คนละฟากฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิกที่เต็มไปด้วยภูเขาน้ำแข็ง
กันตินันท์ขยับตัวเข้าใกล้หน้าจอแท็บเล็ต นิ้วเรียวยาวเลื่อนหน้าจอไปที่หน้าสรุปงบประมาณวัสดุ เขาเหลือบมองเสี้ยวหน้าของหญิงสาวที่กำลังกัดริมฝีปากล่างด้วยความเครียดขณะจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเอง ผมยาวสลวยถูกรวบเป็นมวยลวกๆ ปล่อยปอยผมเคลียแก้มใสที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะความหงุดหงิด
*ให้ตายสิ... เวลาโกรธแล้วหน้าดำหน้าแดงแบบนี้ มันน่าแกล้งให้ร้องไห้คาอกจริงๆ*
กันตินันท์เผลอคิดในใจ ก่อนจะรีบดึงสติตัวเองกลับมาแล้วปรับสีหน้าให้เรียบเฉย เย็นชา และเป็นมืออาชีพที่สุดตามตำราวิศวกรผู้เคร่งครัด
"งบประมาณส่วนโครงสร้างเหล็กดัดโค้ง ผมตัดทอนลงตามที่คุณรีเควสมาแล้วนะคะ ไม่เกินโควตาที่คุณตั้งไว้หรอก เชิญตรวจสอบได้... ถ้าคุณยังมีเวลาว่างพอจะมานั่งเถียงเรื่องไม่เป็นเรื่อง" ประโยคหลังเขาจงใจเน้นเสียงต่ำอย่างกวนประสาท
รินรดาหันขวับมาทันที ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความโมโห เธอเอื้อมมือไปคว้าแท็บเล็ตจากมือเขามาถือไว้เองโดยไม่ขออนุญาต ปลายนิ้วเรียวเลื่อนหน้าจออย่างรวดเร็วเพื่อตรวจสอบตัวเลข แต่ยิ่งดูก็ยิ่งพบว่า... หมอนี่มันจัดการทุกอย่างได้เนียบกริบจนหาข้อติไม่ได้จริงๆ
"เชอะ! เก่งนักนะ" รินรดาพึมพำเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะโยนแท็บเล็ตคืนลงบนโต๊ะตรงหน้าเขา "ก็แค่งานตามหน้าที่ค่ะ ไม่เห็นจะมีอะไรน่าชื่นชมตรงไหน"
"อ๋อเหรอคะ นึกว่าที่คุณทำหน้าบึ้งเป็นตูดแมวอยู่เมื่อกี้ เพราะกำลังทึ่งในความอัจฉริยะของผมซะอีก"
"คุณกันต์!"
"ผมพูดความจริงค่ะ รินรดา... ในเมื่อตรวจงานเสร็จแล้ว และไม่มีอะไรต้องแก้ไขเพิ่มเติม งั้นผมขอตัวกลับคณะก่อนนะคะ พอดีมีงานดรอว์ingsที่ต้องเคลียร์ต่อ ไม่ว่างมานั่งเล่นจ้องตาหรอกค่ะ"
กันตินันท์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อช็อปสีกรมท่าให้เข้าที่อย่างเนียบกริบ เขาคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นมาสะพายไหล่ข้างหนึ่ง ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉยไร้รอยยิ้ม ท่าทางเย่อหยิ่งและถือตัวแบบนั้นช่างน่าหมั่นไส้เสียจนรินรดากำหมัดแน่น อยากจะปาหลอดสีอะคริลิกใส่หัวทุยๆ นั่นสักที
ชายหนุ่มหันหลังให้เธอแล้วก้าวเดินไปที่ประตูห้องทำงาน รินรดานั่งมองแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความรู้สึกแปลกๆ ในอก มันมีความโล่งใจที่บทสนทนาอันน่าอึดอัดนี้จบลงเสียที แต่ในขณะเดียวกัน... ลึกๆ กลับมีก้อนสะกิดใจบางอย่างที่เต้นตุบๆ อย่างไม่สบอารมณ์
*ก็บอกเองไม่ใช่เหรอว่าไม่อยากคุย อยากรักษาระยะห่าง แล้วทำไมตอนนี้ถึงรู้สึกเหมือนใจหายแปลกๆ ล่ะรินรดา! บ้าเอ๊ย!*
ในจังหวะที่มือหนากำลังจะเอื้อมไปหมุนลูกบิดประตูห้อง เสียงแจ้งเตือนข้อความจากแอปพลิเคชันแชตยอดฮิตในโทรศัพท์มือถือของรินรดาก็ "ปิง" ขึ้นมาเสียงดังลั่นห้องท่ามกลางความเงียบ
รินรดาหยิบมือถือขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด คิดว่าเป็นข้อความไร้สาระจากต้นข้าวที่แอบส่งมาแซว แต่พอเธอกดเปิดหน้าจอ ปรากฏว่าเป็นชื่อของคน
[KANTINAN: ส่งรูปภาพ]
[KANTINAN: อย่าลืมกินข้าวกลางวันด้วยนะคะ มัวแต่ทำงานจนหน้าดำคร่ำเครียด เดี๋ยวโรคกระเพาะกำเริบขึ้นมา ผมขี้เกียจมานั่งฟังคุณบ่นว่าปวดท้องอีก]
รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธอเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังของคนที่ยืนอยู่หน้าประตูทันที
กันตินันท์ยังคงหันหลังให้เธอ มือถือเครื่องเดิมแนบอยู่ข้างหู และก่อนที่เธอจะทันได้ตั้งตัว ชายหนุ่มก็หันกลับมาสบตาเธอพอดี รอยยิ้มมุมปากที่เจ้าเล่ห์และอบอุ่นในเวลาเดียวกันปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลานั้น... รอยยิ้มที่เธอไม่ได้เห็นมานานกว่าสามสัปดาห์
"อ้อ... แล้วก็เรื่องเอกสารหน้าสาม..." เสียงทุ้มต่ำลอดผ่านริมฝีปากของเขาโดยไม่มีเสียงโทรศัพท์เข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป เพราะเขากดวางสายไปแล้วเรียบร้อย "ผมจงใจพิมพ์ชื่อคุณผิดเป็น 'รินรดา ที่รักของกันต์' ไว้... หวังว่าตอนคุณตรวจรอบสุดท้าย จะตาไม่ถั่วปล่อยผ่านไปนะคะ"
*ตึ้ด!*
กันตินันท์เปิดประตูห้องแล้วเดินออกไปอย่างสบายใจเฉิบ ทิ้งให้รินรดานั่งหน้าแดงแจ๋เป็นลูกตำลึงสุกอยู่คนเดียวในห้องประชุม พร้อมกับหัวใจที่เต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
ให้ตายเถอะ... ผู้ชายคนนี้ร้ายกาจเป็นบ้าเลย!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมพลังใจให้ "ที่คั่นหนังสือสีชมพู" คนนี้นะคะ!
วิศวะสายมโนกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 27
สงครามเย็นที่เย็นเฉียบ
ผลงานโดย ที่คั่นหนังสือสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ที่คั่นหนังสือสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายมโนกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!