“ถ้าโปรเจกต์นี้พัง ฉันจะเอาป้ายนิเทศก์คณะศิลปกรรมไปแปะประจานหน้าตึกวิศวะ ว่ามีผู้ชายคนหนึ่งสมองกลวงยิ่งกว่ากระดาษทิชชูเปียกน้ำค่ะ!”
เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะไม้โอ๊กตัวยาวในห้องประชุมภาควิชาดังสนั่น ชนิดที่ทำให้วิญญาณคนฟังแทบหลุดออกจากร่าง รินรดา หรือที่เพื่อนฝูงเรียกสั้น ๆ ว่า ‘ริน’ ยืนเท้าสะเอวด้วยชุดเอี๊ยมยีนส์เลอะสีอะคริลิกจาง ๆ ดวงตากลมโตฉายแวววาวด้วยความหงุดหงิดจนแทบจะพ่นไฟออกมาได้อยู่แล้ว ถ้าความโกรธแปลงร่างเป็นพลังงานความร้อนได้ ห้องประชุมติดแอร์ฉ่ำเบอร์นี้คงละลายกลายเป็นเตาอบขนมปังไปนานแล้วค่ะ
ร่างสูงสมส่วนในเสื้อช็อปวิศวะสีส้มเข้มที่ติดกระดุมเม็ดยันคออย่างเรียบร้อยเงยหน้าขึ้นจากจอแท็บเล็ตช้า ๆ กันตินันท์ หรือ ‘กันต์’ เจ้าของฉายา ‘ท่านประธานจอมเนี๊ยบ’ ถอนหายใจยาวนานราวกับกำลังแผ่เมตตาให้วิญญาณเร่ร่อน เขาปรายตามองคู่กรณีด้วยสายตานิ่งเรียบที่แฝงความเหนื่อยหน่ายไว้เต็มเปี่ยม
“พูดจบหรือยังคะคุณรินรดา ถ้าจบแล้วรบกวนช่วยเปิดสมองส่วนตรรกะแล้วฟังผมอธิบายใหม่อีกรอบ... การที่เราจะเอาโครงสร้างเหล็กดัดโค้งมนแบบบิดเบี้ยวไร้ทิศทางของคุณมาวางไว้กลางลานเกียร์ มันไม่ต่างอะไรกับการสร้างอนุสาวรีย์แห่งความหายนะหรอกนะคะ มันรับน้ำหนักไม่ได้ คำนวณตามหลักฟิสิกส์เบื้องต้นก็รู้แล้วว่าพังไม่เป็นท่า”
“นี่คุณว่าโครงสร้างงานศิลป์ของฉันเป็นขยะเหรอคะ!” รินก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะประชุมทันที ระยะห่างระหว่างเธอกับเขาลดลงจนเหลือแค่คืบเดียว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ป่าจากตัวเธอลอยปะทะจมูกคนตัวสูง แต่กันต์กลับเลือกที่จะถอยหลังไปครึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง... หรือความจริงคือเขากลัวหัวใจตัวเองเต้นผิดจังหวะกันแน่นะคะจุดนี้
“ผมไม่ได้พูดคำว่าขยะสักคำนะคะ คุณเติมแต่งคำพูดเองเก่งสมเป็นเด็กอาร์ตดีแท้” กันต์ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่รินอยากจะเอายางลบศิลป์ก้อนใหญ่ไปถูให้มันหายไปจากโลกใบนี้ซะเหลือเกิน “แต่ถ้าคุณยืนยันว่าจะเอาแบบนี้จริง ๆ ผมก็ไม่มีปัญหาหรอกครับ... เผื่อวันงานจริงตึกถล่มลงมา เราจะได้ดังเป็นพลุแตกออกข่าวหน้าหนึ่งพร้อมกันไงคะ”
“อีตาวิศวะประสาทกลับ! ใครจะอยากดังเพราะตึกถล่มกับนายฟะ!” รินแยกเขี้ยวใส่พลางคว้าปากกาบนโต๊ะมาหมุนเล่นแก้-เครียด มือบางสั่นระริกด้วยความโมโห ตั้งแต่ทางมหาลัยประกาศให้คณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะศิลปกรรมศาสตร์ต้องจับคู่กันทำโปรเจกต์ศิลปะจัดวาง (Art Installation) ประจำปี เธอก็ภาวนาขอให้ตัวเองได้คู่กับใครก็ได้ที่ไม่ใช่ผู้ชายเจ้ากะเทิน จอมระเบียบ และชอบทำหน้าเหมือนอมขี้ไก่แบบนี้ แต่ฟ้าดินคงกลั่นแกล้ง หรือไม่ก็เบื่อชีวิต ถึงได้ส่ง ‘กันตินันท์’ คนนี้มาทรมานจิตใจเธอ
ปัง!
เสียงเปิดประตูห้องประชุมดังขึ้นขัดจังหวะสงครามประสาทพอดี ต้นข้าว สาวเปรี้ยวเพื่อนสนิทของรินโผล่หน้าเข้ามาพร้อมชานมไข่มุกสองแก้วในมือ แต่พอเห็นบรรยากาศมาคุราวน้ำเดือดในห้อง เธอก็รีบหุบยิ้มทันที
“อุ๊ย... ขัดจังหวะคู่ข้าวใหม่ปลามันหรือเปล่าคะ พอดีเห็นเงียบกันไปนาน นึกว่ากำลังจดทะเบียนสมอง เอ้ย! สมรสกันอยู่ซะอีก” ต้นข้าวแซวพร้อมกับเดินนวยนาดเข้ามาวางแก้วชานมลงตรงกลางโต๊ะ
“กินชานมมั้ยคะเพื่อน หรือจะเอาไข่มุกอุดปากอีตานี่ดี ฉันเลือกไม่ถูกแล้วนะว่าระหว่างโปรเจกต์พังกับฆ่าคนอันไหนง่ายกว่ากัน” รินหันไปฟ้องเพื่อนสนิทเสียงRampขึ้นสูง
กันต์ขยับแว่นสายตาเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนแท็บเล็ตไปตรงหน้าริน “ตกลงตามนี้นะคะ พรุ่งนี้บ่ายโมงตรง เราต้องไปดูพื้นที่จริงที่ลานเกียร์ ห้ามมาสายเด็ดขาด เพราะเวลาของผมมีค่ามากกว่าจะมานั่งรอเด็กอาร์ตตื่นสาย”
“ใครตื่นสายไม่ทราบยะ! พรุ่งนี้ฉันจะไปยืนรอรังควานนายตั้งแต่แปดโมงเช้าเลยคอยดู!” รินสวนกลับทันควันอย่างไม่มีใครยอมใคร
กันต์เพียงแค่ยิ้มมุมปากอีกครั้ง รอยยิ้มที่รินเกลียดนักเกลียดหนาเพราะมันช่างดูเหนือกว่าเสียเหลือเกิน “ครับ... แล้วเจอกันตอนเช้า *ที่รัก*”
ประโยคสุดท้ายหลุดออกมาจากริมฝีปากหยักของวิศวะหนุ่มด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ชนิดที่รินถึงกับสำลักน้ำลายตัวเองจนไอโขลก ๆ หน้าแดงแจ๋ ส่วนต้นข้าวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับอ้าปากค้าง ตาโตเป็นไข่ห่านแล้วแอบยกมือถือขึ้นมาแอบถ่ายรูปเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
พอกลับมาถึงห้องพัก รินโยนกระเป๋าเป้ลงบนโซฟาอย่างแรงจนตัวโยน หัวใจเจ้ากรรมยังคงเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความโกรธ... แต่เป็นเพราะน้ำเสียงทุ้มต่ำกับคำว่า ‘ที่รัก’ บ้านั่นต่างหากเล่า! ผู้ชายอะไร หน้าตาก็ดี ดีกรีเดือนคณะ แต่ปากคอเราะร้ายและกวนประสาทเป็นที่หนึ่ง เธอสะบัดหัวไล่ความคิดบ้า ๆ นั้นออกไป แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อจะระบายความอัดอั้นตันใจลงในแชตกลุ่ม
(แชตกลุ่ม: ‘สมาคมคนเกลียดวิศวะ (แต่แอบมองหน้าหล่อ)’ )
**รินรดา**: อีข้าว! แกเห็นสิ่งที่อีตากันต์ทำเมื่อกี้ป่ะวะ ประสาทแดกมาก! ใครคือที่รักของมันวะ ขนลุกจนขนตาร่วงหมดแล้วเนี่ย!
**ต้นข้าว**: 5555555 แก ฉันว่าเขาก็จีบป่ะวะ อารมณ์แบบเกลียดอะไรได้อย่างนั้นอ่ะแก รินรดาคนสวยจะเสร็จวิศวะสายมโนมั้ยน้าา
**รินรดา**: จีบพ่อง! หน้าอย่างฉันเนี่ยนะจะชอบอีตานั่น ฝันไปเถอะ! ชาตินี้ถ้าฉันชอบเขา ขอให้โดนเสาปูนลานเกียร์ทับตายเลยเอ้า!
**ต้นข้าว**: อุ๊ย แรงมากแม่ เซฟแชตแป๊บ เดี๋ยวพรุ่งนี้รอดูตอนไปลานเกียร์นะจ๊ะ ว่าจะปากแข็งได้สักกี่น้ำ 😉
รินมองข้อความของเพื่อนสนิทแล้วทำหน้ามุ้ย เธอพิมพ์ข้อความยาวเหยียดเพื่อด่ากราดกันต์กลับไปในแชตส่วนตัวของเขา (โดยตั้งใจว่าจะพิมพ์ไปด่าให้สะใจแล้วบล็อกซะ) นิ้วเรียวพิมพ์รัวเร็วด้วยความโมโห
*‘นายนี่มันน่ารำคาญที่สุดเลยนะกันตินันท์ เลิกทำตัวเป็นพ่อคนที่สองแล้วก็เลิกพูดจาชวนอ้วกแบบนั้นสักที ถ้าพรุ่งนี้กล้ากวนประสาทฉันอีก ฉันจะเอาน้ำยาล้างห้องน้ำไปราดหัวช็อปส้ม ๆ ของนายแน่!’*
ดวงตากลมโตจ้องมองข้อความที่พิมพ์เสร็จสรรพด้วยความสะใจ ก่อนจะนิ้วเรียวจะกดปุ่มส่งออกไปอย่างไร้ความลังเล
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนข้อความเด้งขึ้นในหน้าจอทันที แต่ทว่า... มันไม่ใช่การส่งเข้าแชตส่วนตัวของกันต์ค่ะคุณผู้ชม! เพราะความรีบร้อนและสติที่หลุดลอยจากความเขินอายเมื่อครู่ ทำให้รินจิ้มพลาดไปกดส่งข้อความยาวเหยียดนั้นเข้าสู่ **“กลุ่มรวมโปรเจกต์ภาควิชา (มีอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่ด้วย 45 คน)”** แทน!
รินเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน ลมหายใจสะดุดกึก สมองประมวลผลช้าลงไปสามวินาทีเต็มเมื่อเห็นชื่อกลุ่มที่ปรากฏหราอยู่เหนือข้อความด่าทอที่เธอเพิ่งพ่นออกไปสด ๆ ร้อน ๆ
ตายแน่... ยัยรินแกตายสนิทแน่ ๆ!
ในขณะที่เธอกำลังจะใช้นิ้วกดปุ่มยกเลิกข้อความ (Unsend) ด้วยความลนลานจนมือไม้สั่น หน้าจอมือถือก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับข้อความตอบกลับจากบุคคลที่เธอไม่อยากเจอหน้าที่สุดในวินาทีนี้ส่งตรงเข้ามาทันที
**กันตินันท์**: *รับทราบครับ... ที่รัก เดี๋ยวพรุ่งนี้เจอกันแปดโมงเช้าที่เดิมนะครับ ห้ามเลทนะ*
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความโบ๊ะบ๊ะนี้นะคะ <3
วิศวะสายมโนกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 1
สมการความซวยเริ่มต้นที่ห้องประชุม
ผลงานโดย ที่คั่นหนังสือสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ที่คั่นหนังสือสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายมโนกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!