เสียงเตือนของเครื่องวัดรังสีดัง "ตี๊ด... ตี๊ด..." เป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับเสียงนาฬิกาแห่งความตายที่กำลังนับถอยหลัง หน้าจอโฮโลแกรมสีส้มสลัวฉายเส้นกราฟพุ่งทะยานสู่ขีดสีแดงฉาน บรรยากาศภายในห้องควบคุมแรงดันต่ำอบอวลไปด้วยกลิ่นฉุนของโอโซนและแผงวงจรที่กำลังไหม้เกรียมจากความร้อนสะสม เอเลียส วอล์คเกอร์ ไม่ได้ใส่ใจเสียงเตือนเหล่านั้น สายตาคู่คมกริบภายใต้แว่นตากรองแสงกำลังจดจ่ออยู่กับการเชื่อมต่อสายไฟเบอร์ออปติกขนาดเท่าเส้นผมเข้ากับแผงควบคุมหลัก นิ้วมือที่สวมถุงมือกันความร้อนขยับอย่างแม่นยำและเยือกเย็น ราวกับศัลยแพทย์กำลังผ่าตัดหัวใจผู้ป่วยบนเตียงฉุกเฉิน
"ถ้าคุณยังตอกสลักตัวที่สามช้ากว่านี้อีกสามวินาที เราทั้งคู่จะกลายเป็นปุ๋ยยูเรเนียมเรืองแสงอยู่ในห้องนี้"
เสียงทุ้มต่ำแต่เฉียบขาดของร้อยเอกคาเรน วาลอส ดังขึ้นจากช่องสื่อสารสำรอง น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิท ทว่าแฝงความตึงเครียดไว้ในทุกพยางค์ เอเลียสเหลือบมองภาพสะท้อนของเธอจากกระจกนิรภัยกันรังสีอีกด้านหนึ่ง คาเรนในชุดเกราะป้องกันรังสีเต็มรูปแบบกำลังยืนคุมเชิงอยู่หน้าประตูนิรภัย มือขวาของเธอกุมปืนพลาสม่าแน่น นิ้วชี้วางทาบโครงปืนพร้อมเหนี่ยวไกได้ตลอดเวลา แม้ใบหน้าของเธอจะถูกบังด้วยหน้ากากโลหะทึบ แต่เอเลียสก็สัมผัสได้ถึงความกดดันที่เธอแผ่ออกมา
"ความเร่งรีบไม่ได้ช่วยให้ฟิสิกส์เป็นใจหรอกนะ ร้อยเอก" เอเลียสตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ปลายเสียงติดจะเย้าแหย่นิดๆ เพื่อทำลายบรรยากาศที่ตึงเครียด "ถ้าผมทำสายสัญญาณหลุดแม้แต่มิลลิเมตรเดียว พลังงานสำรองทั้งหมดจะย้อนกลับไปทอดร่างคุณให้สุกในเกราะนั่นทันที... ด้วยความหวังดี ในฐานะเพื่อนร่วมชะตากรรม ผมว่าคุณควรภาวนาให้มือผมไม่สั่นดีกว่า"
คาเรนแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นลอดผ่านคลื่นวิทยุมาอย่างแห้งแล้ง "ฉันไม่เคยฝากชีวิตไว้กับคำภาวนา วอล์คเกอร์... ฉันฝากไว้กับระเบียบวินัย และดูเหมือนว่าสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ตอนนี้ มันห่างไกลจากคำว่าระเบียบวินัยลิบลับ"
"ระเบียบวินัยไม่เคยช่วยกู้สถานีอวกาศที่กำลังจะพังทลายหรอกครับ มีแต่วิศวกรรมศาสตร์ต่างหาก" เอเลียสสวนกลับทันควัน ขณะเดียวกันปลายนิ้วก็กดล็อกสลักตัวสุดท้ายลงล็อกพอดี เสียงเครื่องจักรกลหนักส่งเสียงคำรามต่ำๆ สะท้านไปทั่วโครงสร้างโลหะ กราฟสีแดงบนหน้าจอโฮโลแกรมค่อยๆ ลดระดับลงเป็นสีเหลือง และเปลี่ยนเป็นสีเขียวในที่สุด ระบบกู้ชีพฉุกเฉินเริ่มสูบฉีดออกซิเจนบริสุทธิ์เข้าสู่ท่อส่งอย่างเชื่องช้า
ร้อยเอกคาเรนถอนหายใจยาวเหยียดผ่านระบบกรองอากาศ เธอยกมือขึ้นปลดล็อกหน้ากากนิรภัยออก เผยให้เห็นใบหน้าเรียวคมที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ดวงตาสดใสแต่แข็งกร้าวคู่นั้นจ้องมองทะลุกระจกเข้ามาหาเขา "คุณรอดตัวไปอีกครั้งนะ วอล์คเกอร์... แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณทำถูกกฎของสมาพันธ์"
"กฎถูกสร้างขึ้นโดยคนที่ไม่ได้ยืนอยู่ตรงจุดที่ผมกำลังยืนอยู่" เอเลียสถอดถุงมือกันความร้อนออก วางมันลงบนแผงควบคุมอย่างเบามือ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ยืดเส้นสายที่เกร็งค้างมาเป็นชั่วโมง ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับเธอผ่านกระจกใส "ถ้าผมทำตามคู่มือของสมาพันธ์ป่านนี้เราคงกลายเป็นละอองดาวลอยเคว้งอยู่ในสุญญากาศไปแล้ว คุณก็น่าจะรู้ดี คาเรน"
คาเรนก้าวเข้ามาในห้องควบคุมหลังจากระบบปรับอากาศชำระล้างรังสีภายนอกเสร็จสิ้น เธอดึงหมวกเกราะออกสะบัดเบาๆ ปล่อยให้เส้นผมสีดำสนิทลู่แนบกรอบหน้า "ฉันรู้ว่าสถานการณ์มันบังคับ... แต่เอกสารรายงานเหตุการณ์บนโต๊ะทำงานของฉันพรุ่งนี้เช้า จะอธิบายเรื่องนี้ยังไงให้คณะกรรมการความมั่นคงเชื่อว่าคุณไม่ได้มีเจตนาทำลายระบบโครงสร้างพื้นฐาน"
"ก็บอกความจริงสิครับ" เอเลียสเดินเข้ามาใกล้เธอ ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นอายเฉพาะตัวของโอโซนและเหล็กกล้าผสมผสานกับความเงียบงันในห้องที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤต "ว่าวิศวกรสติเฟื่องคนนี้ใช้หลักการคำนวณทางฟิสิกส์ที่ดีที่สุด เพื่อช่วยชีวิตเจ้าหน้าที่ผู้รั้นที่สุดในสมาพันธ์ดวงดาว... ผมว่ามันเป็นพล็อตเรื่องที่โรแมนติกดีออก"
คาเรนหรี่ตามองเขาอย่างรู้ทัน มุมปากหยักลึกขึ้นเล็กน้อยด้วยรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง "โรแมนติกในพจนานุกรมของคุณนี่แปลว่าการเอาชีวิตไปแขวนไว้บนเส้นด้ายทุกๆ สิบนาทีสินะ"
"มันทำให้ชีวิตไม่น่าเบื่อดีครับ" เอเลียสตอบเสียงนุ่ม สายตาคมปลาบจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเธอ สัญชาตญาณและความดึงดูดทางจิตวิญญาณระหว่างคนทั้งสองมักจะก่อตัวขึ้นทุกครั้งในยามที่พวกเขาผ่านความตายมาด้วยกัน มันคือความเข้าใจลึกซึ้งที่ไม่อาจหาได้จากคนอื่น อุดมการณ์ที่แตกต่างกันสุดขั้ว—ฝ่ายหนึ่งคือกฎระเบียบและการควบคุม อีกฝ่ายคืออิสรภาพและการฝ่าฝืน—กลับกลายเป็นแรงเหวี่ยงที่ดึงดูดให้พวกเขาโคจรเข้าหากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทว่า ก่อนที่บทสนทนาเชิงลึกนั้นจะดำเนินไปไกลกว่าเดิม เสียงสัญญาณเตือนภัยรูปแบบใหม่ก็ดังขึ้นกังวานไปทั่วสถานี มันไม่ใช่เสียงเตือนภัยระดับรังสีหรือแรงดัน แต่มันคือเสียงสัญญาณเตือนระดับสาม—เสียงที่บ่งบอกถึงการเข้าถึงข้อมูลลับระดับสูง
*ตี๊ด... ตี๊ด... ตี๊ด...*
หน้าจอโฮโลแกรมหลักที่เพิ่งสงบลง กลับสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งโดยไม่มีคำสั่งจากพวกเขา ไฟล์ข้อมูลปริศนาขนาดมหึมาถูกดาวน์โหลดเข้าสู่ระบบภายในของห้องควบคุมโดยอัตโนมัติ ความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลพุ่งแตะขีดสุดจนฮาร์ดแวร์ส่งเสียงครางฮือด้วยความร้อน
คาเรนหุบยิ้มทันที แววตาเปลี่ยนเป็นดุดันและระแวดระวัง เธอก้าวเข้าไปประชิดแผงควบคุม "นั่นไม่ใช่ระบบกู้ชีพอัตโนมัติ... ใครบางคนกำลังเจาะระบบเข้ามาจากข้างนอก"
เอเลียสขมวดคิ้ว นิ้วเรียวยาวพรมลงบนแป้นพิมพ์โฮโลแกรมอย่างรวดเร็วเพื่อสกัดกั้นการเข้าถึง แต่เขากลับพบว่ารหัสผ่านที่ใช้เข้ารหัสไฟล์นั้นไม่ใช่รูปแบบที่มนุษย์สร้างขึ้น มันซับซ้อนเกินกว่าเทคโนโลยีของสมาพันธ์ดวงดาวจะเข้าถึงได้
"ไม่ใช่แค่เจาะระบบครับ คาเรน..." เอเลียสพึมพำ ดวงตาสะท้อนแสงสีฟ้าจากหน้าจอที่กำลังรัวข้อความแปลกประหลาดออกมาเป็นรหัสเลขฐานสิบหก "พวกมันกำลังอัปโหลดบางอย่าง... บางอย่างที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในระบบนำทางของสถานีนี้มาตั้งแต่ก่อนที่เราจะเกิดเสียอีก"
หน้าจอโฮโลแกรมกะพริบวูบหนึ่ง ก่อนจะปรากฏภาพแผนผังโครงสร้างของดาวร้างเบื้องล่าง และจุดพิกัดลับที่ถูกซ่อนไว้ใต้พื้นผิวดาวกว่าสี่พันกิโลเมตร พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่สลักด้วยตัวอักษรเรืองแสงสีแดงเลือด นิ่งสนิทอยู่กลางจอ
*รหัสลับจักรวาลที่ 9 ได้ถูกปลดล็อกแล้ว*
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบๆ คู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก มุ่งตรงมายังห้องควบคุมที่พวกเขายืนอยู่ เสียงโลหะกระทบกันดังสะท้อนก้อง—ไม่ใช่เสียงของเจ้าหน้าที่สมาพันธ์ดวงดาว แต่เป็นเสียงเครื่องจักรสังหารที่ถูกตั้งโปรแกรมให้มาเก็บกวาดพยานปากเอกทิ้งให้สิ้นซาก
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความมืดมิดนี้มาด้วยกันนะครับ ไฮเปอร์ไดรฟ์
วิศวกรวิถีโค้งกับผู้คุมกฎแห่งดาวร้าง: รหัสลับจักรวาลที่ 9•ตอนที่ 19
ปฏิบัติการในเขตอันตราย
ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรวิถีโค้งกับผู้คุมกฎแห่งดาวร้าง: รหัสลับจักรวาลที่ 9 นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!