รอยร้าวแห่งกาแล็กซีที่ผมเผลอสร้างไว้ในวันสิ้นสูญ•ตอนที่ 1

สัญญาณรบกวนจากขอบจักรวาล

ผลงานโดย เนบิวลาสตาร์
เสียงคำรามต่ำของเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชั่นระดับเจ็ด ไม่เคยเป็นเพียงแค่เสียงรบกวนในโสตประสาทของเซรา วินเทอร์ มันคือจังหวะการเต้นของหัวใจจักรกลที่เขาคุ้นเคยมาตลอดสามปีบนสถานีวิจัย ‘ไคโรส’ สถานีลอยเคว้งคว้าง ณ จุด Lagrange 4 ขอบเขตอันเวิ้งว้างที่คั่นกลางระหว่างความมืดมิดอนันต์กับกฎระเบียบอันเคร่งครัดของสหพันธ์ นิ้วเรียวยาวภายใต้ถุงมือไนลอนสีดำกำลังขยับพิมพ์คำสั่งชุดสุดท้ายลงบนโฮโลแกรมสีฟ้าครามที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ แสงสะท้อนจากตัวอักษรโค้ดวิ่งผ่านนัยน์ตาสีเทาเข้มที่เรียบเฉย ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความตื่นตระหนก แม้ว่าหน้าจอหลักจะแสดงกราฟพฤติกรรมของชั้นบรรยากาศรอบสถานีที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติจนน่ากลัว "ความผิดพลาดในการประมวลผลของเซนเซอร์ภาคสนาม... หรือคุณกำลังพยายามซ่อนอะไรบางอย่างใต้พรมอีกแล้วล่ะครับ, คุณวินเทอร์" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่กังวานดังขึ้นจากความมืดบริเวณทางเข้าห้องควบคุมหลัก เซราไม่ได้สะดุ้ง เขารู้ตัวมานานกว่าสิบวินาทีแล้วว่ามีผู้บุกรุกเข้ามารุกรานพื้นที่ส่วนตัวของเขา—หรือจะพูดให้ถูกคือ ‘ผู้คุมกฎ’ ที่ไม่เคยได้รับคำเชิญอย่างเป็นทางการ เซราค่อยๆ หมุนเก้าอี้อลูมิเนียมอัลลอยด์กลับไปเผชิญหน้ากับผู้มาเยือน คัสเซียน เวลเลอร์ ยืนกอดอกพิงกรอบประตู ชุดเครื่องแบบสีดำสนิทของหน่วยตรวจสอบพิเศษประดับอินทรธนูป้ายโลหะบ่งบอกถึงอำนาจเด็ดขาดที่พร้อมจะสั่งปิดสถานีนี้ได้ภายในพริบตาเดียว นัยน์ตาสสีอำพันของคัสเซียนจ้องมองตรงมาที่เขา เต็มไปด้วยความระแวงสงสัยที่ถูกเคลือบไว้ด้วยรอยยิ้มมุมปากเยียบเย็น "ถ้าผมอยากจะซ่อนอะไรสักอย่างจากคุณ, คัสเซียน, คุณคงไม่มีโอกาสได้เดินเข้ามาเหยียบพื้นห้องนี้ด้วยซ้ำ" เซราเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความเกรงกลัว "ระบบรักษาความปลอดภัยของไคโรสตอบสนองต่อสิทธิ์การเข้าถึงของผมเร็วกว่าระบบสแกนอัตโนมัติของคุณสามเท่า" คัสเซียนหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นโลหะดังเป็นจังหวะหนักแน่นที่สะท้อนก้องไปทั่วห้อง เขากวาดสายตามองหน้าจอโฮโลแกรมที่ยังคงรันข้อมูลประหลาดเหล่านั้นอยู่ ก่อนจะช้อนสายตากลับมาสบกับดวงตาของวิศวกรหนุ่ม "ความมั่นใจเป็นคุณสมบัติที่ดีครับ... จนกระทั่งมันกลายเป็นความดื้อรั้นที่นำพาหายนะมาสู่คนนับล้าน" คัสเซียนหยุดยืนห่างจากโต๊ะเพียงแค่เอื้อมมือถึง กลิ่นอายความกดดันจากตัวตนอีกฝ่ายแผ่ซ่านเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว "รายงานจากศูนย์กลางดาวเคราะห์แจ้งว่า มีคลื่นความถี่แปลกปลอมถูกส่งออกไปจากสถานีวิจัยแห่งนี้เมื่อส-ักครู่ที่ผ่านมา และบังเอิญเหลือเกินว่า มันตรงกับช่วงเวลาที่คุณกำลังเข้าเวรซ่อมบำรุงระบบระบายความร้อนพอดี" เซราเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปฏิกิริยาทางกายเพียงอย่างเดียวที่แสดงถึงความประหลาดใจ—ไม่ใช่เพราะถูกกล่าวหา แต่เป็นเพราะความแม่นยำของข้อมูลที่อีกฝ่ายได้รับ "คุณกำลังกล่าวหาว่าผมแอบติดต่อกับภายนอกงั้นหรือ?" เซเอน้ำเสียงเยือกเย็นลงอีกระดับ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เพื่อลดช่องว่างทางกายภาพระหว่างเขากับผู้คุมกฎ "คุณก็รู้ดีว่ากฎข้อบังคับของสหพันธ์ห้ามการส่งสัญญาณออกนอกเขตพิกัดนี้โดยเด็ดขาด... และผมไม่ใช่คนประเภทที่จะเอาชีวิตของตัวเองไปเสี่ยงกับเรื่องไร้สาระแบบนั้น" "แต่คุณเป็นคนประเภทที่เคยฝ่าฝืนคำสั่งเบื้องบนเพื่อช่วยชีวิตคนกลุ่มเดียวเมื่อห้าปีก่อน..." คัสเซียนสวนกลับทันควัน นัยน์ตาสีอำพันหรี่แคบลง บรรยากาศรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลงจนติดลบ "...จนทำให้ยานอวกาศลำนั้นระเบิดเป็นจุล และทิ้งคุณไว้กับความรู้สึกผิดที่พยายามใช้การทำงานหนักกลบเกลื่อนมันเอาไว้ อย่าคิดว่าผมไม่เคยอ่านแฟ้มประวัติของคุณนะ, เซรา" คำพูดนั้นราวกับใบมีดที่กรีดลึกลงไปในแผลเป็นเก่า เซร่ารู้สึกได้ถึงเลือดที่สูบฉีดแรงขึ้นภายใต้ผิวหนัง แต่สีหน้าของเขากลับยิ่งนิ่งสนิท ดวงตาสีเทาเข้มจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายอย่างไม่หลบเลี่ยง ความเจ็บปวดจากอดีตถูกกดทับลงไปในก้นบึ้งของจิตใจอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงความเยือกเย็นอันคมกริบ "เรื่องนั้นมันจบไปแล้ว, เวลเลอร์" เซราเอ่ยชื่อจริงของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงต่ำลอดไรฟัน ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ จนเซราได้กลิ่นจางๆ ของโอโซนและโคโลญจน์ราคาแพงจากตัวของคัสเซียน "ถ้าคุณมาที่นี่เพื่อขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ ที่ไม่มีหลักฐาน ผมขอแนะนำให้คุณเดินกลับไปตรวจดูเซนเซอร์ที่ทางเข้าจะดีกว่า เพราะความผิดปกติที่คุณกำลังกังวลอยู่นี้... มันไม่ได้มาจากผม แต่มันกำลังมาจากข้างนอกต่างหาก" คัสเซียนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีที่ไม่สะท้อนความรู้สึกผิดหรือหวาดกลัวใดๆ ของเซรา เขายังคงจ้องมองวิศวกรหนุ่มด้วยความเคลือบแคลง ก่อนจะหันกลับไปมองหน้าจอโฮโลแกรมที่เซราเพิ่งปิดไปครึ่งหนึ่ง "หมายความว่ายังไง?" คัสเซียนถามเสียงเข้ม เซราเอื้อมมือไปแตะปุ่มควบคุมหลักอีกครั้งเพื่อดึงภาพจำลองสามมิติของชั้นบรรยากาศรอบสถานีไคโรสขึ้นมาแสดงใหม่ คราวนี้เส้นกราฟไม่ได้หยุดอยู่แค่ในระดับปรกติ แต่ปรากฏกลุ่มก้อนพลังงานสีม่วงเข้มกำลังบิดเบี้ยวตัวเป็นวงกลมขนาดมหึมาที่ขอบนอกสุดของขอบเขตแรงโน้มถ่วง "รอยแยก" เซราบรรยายด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่แฝงความตึงเครียดไว้ทุกอณู "มันไม่ใช่สัญญาณรบกวนจากอุปกรณ์สื่อสาร... แต่มันคือความผันผวนของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่ถูกฉีกกระชากจากอีกฝั่งหนึ่งของสุญญากาศ" คัสเซียนขมวดคิ้วแน่น ก้าวเข้าไปใกล้หน้าจอเพื่อพิจารณาภาพจำลองนั้นอย่างละเอียด ความตึงเครียดในสนามพลังงานนั้นรุนแรงเกินกว่าจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติทั่วไป "มีวัตถุบางอย่างกำลังพยายามแทรกตัวผ่านเข้ามาในพิกัดนี้..." คัสเซียนพึมพำกับตัวเอง สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "มันคืออะไร? ยานสำรวจของกลุ่มกบฏ หรือว่า..." ยังไม่ทันที่คัสเซียนจะพูดจบประโยค ระบบไฟฉุกเฉินทั่วทั้งห้องควบคุมก็กะพริบเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นสีแดงฉาน เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤตกรีดร้องลั่นสถานี แผงควบคุมตรงหน้าพวกเขาทั้งคู่ดับวูบลงพร้อมกัน ก่อนจะสว่างวาบขึ้นมาใหม่อย่างกะทันหัน บนหน้าจอหลักที่เคยแสดงภาพกราฟพลังงาน บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยภาพจากกล้องวงจรปิดภายนอกสถานี—ภาพของความว่างเปล่าที่เคยสงบเงียบ บัดนี้กลับถูกฉีกขาดออกเป็นรอยแยกสีดำสนิท ไร้ซึ่งแสงดาว และตรงกลางรอยแยกนั้น... มีเงาทะมึนขนาดมหึมาของวัตถุแปลกปลอมบางอย่างกำลังขยับตัวเคลื่อนไหว ราวกับมันเพิ่งตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนานนับล้านปี และก่อนที่ลมหายใจของทั้งคู่จะทันได้ผ่อนออก เสียงเคาะโลหะดังขึ้นสามครั้งจากประตูด้านนอกห้องควบคุม... ท่ามกลางสถานีที่ถูกล็อกดาวน์โดยสมบูรณ์ และไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดควรจะอยู่รอดภายนอกประตูบานนั้น ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงอวกาศอันเวิ้งว้างนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (เนบิวลาสตาร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวแห่งกาแล็กซีที่ผมเผลอสร้างไว้ในวันสิ้นสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%